ไอ้เราก็คิดอยู่นานสองนานว่าจะไปหรือไม่ไปดี นับตั้งแต่คนในทีมชักชวนให้ร่วมเดินทางไปเที่ยวที่ ‘เซนได’ (Sendai) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น
การชักชวนครั้งนั้นถือว่าค่อนข้างฉุกละหุก แถมช่วงเวลาการเดินทางนั้นยังตรงกับวันเกิดของผู้เขียน แต่เอาเข้าจริง จุดที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจตอบตกลงก่อนออกเดินทางเพียง 3 สัปดาห์ก็คงเป็นเพราะชีวิตต้องหาของขวัญให้กับตัวเองบ้าง
และเซนไดเองก็เป็นอีกเมืองที่ผู้เขียนยังไม่เคยเยือนมาก่อน เผื่อว่าการเดินทางครั้งนี้จะพาไปพบเรื่องราวใหม่ๆ หรือแง่มุมสนุกๆ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ชีวิตปิดท้ายชีวิตวัย 24 ปี

สำหรับเมืองเซนได อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวให้ค้นหาไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือสัญลักษณ์ของเมืองอย่าง ซามูไรสวมหมวกพระจันทร์เสี้ยวบนหลังม้าหรือที่รู้จักกันในตำนาน ‘มังกรตาเดียว’
ด้วยความสงสัยของผู้เขียนว่า เหตุใดซามูไรคนนี้ถึงเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จึงได้เริ่มค้นหาเหตุผลนั้น จนกระทั่งพบว่าซามูไรบนหลังม้ามีชื่อว่า ดาเตะ มาซามูเนะ (伊達政宗: Date Masamune) เป็นเจ้าปกครองแคว้นเซนไดคนแรก โดยตำนานของเขาเป็นที่เลื่องลือเรื่องความสามารถในการออกรบทำสงครามเคียงข้างบิดาตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าเขาจะสูญเสียดวงตาข้างขวาจากโรคไข้ทรพิษตั้งแต่เด็กๆ แต่ด้วยความสามารถด้านการทหารทำให้ดาเตะสามารถขึ้นเป็นไดเมียว (ผู้ปกครองนคร) ได้ตั้งแต่วัยเพียง 17 ปี และใช้เวลาหลังจากนั้นก่อร่างสร้างตระกูลให้แข็งแกร่ง ปกครองแคว้นเซนไดนานกว่า 36 ปี จึงไม่แปลกใจว่า เหตุใดเราจึงได้เห็นรูปปั้นของดาเตะปรากฏอยู่ในมุมต่างๆ ของเมืองแห่งนี้

ทันทีที่เท้าแตะถึงสถานีรถไฟเซนได ลมหนาวและเกล็ดหิมะแรกพัดปลิวสัมผัสใบหน้าของผู้เขียน ช่วยอุ่นเครื่องความรู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้ขึ้นอีกระดับ (แม้ว่าอุณหภูมิจะอยู่ที่ -3 องศาเซสเซียสก็ตาม) โดยจุดหมายแรก ทีมเลือกเดินทางไปยังหมู่บ้านจิ้งจอกซาโอะ (Zaō fox village) แหล่งที่อยู่ของสุนัขเจ้าเล่ห์กว่า 100 ชีวิต
สำหรับหมู่บ้านจิ้งจอกซาโอะตั้งอยู่ในหุบเขา ห่างจากกลางเมืองเซนไดราว 55 กิโลเมตร ด้านบรรยากาศรอบข้างปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวตลอดทั้งการเดินทาง และระหว่างการเดินทางนั้นเองก็มีเรื่องชวนตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เมื่อสำนักงานอุตุนิยมวิทยาส่งสัญญาณเตือนแผ่นดินไหวบริเวณอ่าวเซนไดขึ้นมา ขอให้ประชาชนรีบออกห่างจากแนวชายฝั่ง อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีภัยพิบัติร้ายแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด
กลับมาที่เรื่องจิ้งจอกกันต่อ ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น พวกเขาเชื่อว่า จิ้งจอกเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ รวมถึงเคยเป็นสัตว์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพอินาริ (Inari) เทพแห่งข้าวพันธุ์ ธัญญาหาร นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมักเจอรูปปั้นจิ้งจอกในศาลเจ้าต่างๆ ของญี่ปุ่น

ภายในหมู่บ้านแห่งนี้เราได้พบกับฝูงจิ้งจอกหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งจิ้งจอกแดงและจิ้งจอกดำที่ต่างจับจองแต่ละเพิงนอนหลับพักผ่อน บางตัวก็เดินมาคลอเคลียกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง ขณะที่บางตัวก็จัดอยู่ในระดับซุกซนจัด มากัดเชือกรองเท้าของนักท่องเที่ยวเล่น อย่างไรก็ตามแม้ว่าจิ้กจองจะน่ารักขนาดไหน แต่กฎเหล็กของที่แห่งนี้คือ นักท่องเที่ยวต้องไม่สัมผัสจิ้งจอกโดยตรงเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัย
เมื่อเยี่ยมชมความน่ารักของเหล่าจิ้งจอกนับร้อยเสร็จแล้ว ก่อนจะเดินทางกลับก็ต้องแวะร้านของฝาก ภายในมีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ หมอน หรือของจิกจุกเล็กๆ น้อยๆ ไว้เป็นตัวแทนความทรงจำกันสักหน่อย

ขยับกลับเข้ามายังในเมืองเซนไดกันบ้าง หมุดหมายต่อไปนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีเซนไดนัก สำหรับ ‘พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เซนได อุมิโนะโมริ’ (Sendai Umino-Mori Aquarium) โดยความพิเศษของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้อยู่ที่การเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ พื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2015 ดังนั้นการมาเยือนครั้งนี้ถือเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีแบบพอดิบพอดี
ภายในแบ่งออกเป็นหลายโซน แยกจัดแสดงสัตว์น้ำตามที่มาพื้นที่ทวีปต่างๆ ได้อย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน ทั้งจากทวีปเอเชีย-โครเชียเนีย ทวีปแอฟริกา ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปอเมริกาใต้
โดยจุดเด่นของที่นี่คือแทงก์น้ำขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึง 14 เมตร ภายในมีการแสดงของเหล่าปลาซาดีนนับหมื่นตัวแหวกว่ายไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ภายใต้ชื่อโชว์ว่า Sparkling of Life สามารถสะกดทุกสายตาให้จับจ้องได้อยู่หมัด

นอกจากนั้นแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีการแสดงโชว์ที่เป็นที่ตื่นตา เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ อย่างการแสดงโลมา โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้จะแสดงทักษะการเคลื่อนไหว กระโดด และส่งเสียงร้องตามจังหวะเสียงเพลง ตลอดทั้งโชว์จะได้ยินเสียงกรี๊ดและเสียงปรบมือจากเหล่าผู้ชมที่ให้กำลังใจกับนักแสดงเป็นระยะๆ สร้างบรรยากาศให้คึกคักและชวนเรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี
หากให้กล่าวสรุปของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เซนได อุมิโนะโมริ คงต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในโลเคชันที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมครอบครัว พ่อแม่ที่พาลูกๆ มาชมความตื่นตาของสัตว์ใต้ท้องทะเล รวมไปถึงใครอยากชวนแฟนมาเดตที่แห่งนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน

หากพูดถึงเรื่องของกิน และเมื่อมาถึงเซนไดหนึ่งในของขึ้นชื่อที่ต้องห้ามพลาดคือ ‘ลิ้นวัวย่าง’ (牛タン: Gyutan) ถามว่าทำไมต้องเป็นลิ้นวัวย่าง เหตุผลจริงๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของสงครามอีกเช่นกัน
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันตั้งรกรากในภูมิภาคโทโฮคุ และทหารเหล่านั้นนิยมบริโภคเนื้อวัว แต่ชิ้นส่วนที่บริเวณ ‘ลิ้น’ กลับถูกทิ้งไป ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนอาหาร ทำให้คนญี่ปุ่นหันมาบริโภคลิ้นวัวแทน ซึ่งที่เซนไดถือเป็นต้นกำเนิดของลิ้นวัวย่าง โดยร้านทาซึเกะของ เซฟซาโนะ เคชิโระ (Sano Keishiro) ในช่วงท้ายของทศวรรษ 1940
สำหรับร้านลิ้นวัวย่างที่ผู้เขียนได้เลือกลิ้มลองมีชื่อว่า Gyutan Do-ri อยู่ในสถานีรถไฟฟ้าเซนได เราเลือกสั่งลิ้นวัวย่างเกลือ ที่ถูกบั้งและหั่นออกมาเป็นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ช่วงคลายหนาวได้ดีไม่น้อย

ทันทีที่ได้สัมผัสกับรสชาติ ลิ้นวัวของร้านนี้ทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่เหนียวจนเกินไป เคี้ยวได้สบายๆ พร้อมรสชาติหวานละมุน แทรกด้วยความเค็มอ่อนๆ ทำให้จานนี้ถือเป็นมื้อที่เรียบง่าย แต่ช่างประทับใจ
ทว่าก็มีเรื่องราวน่าเสียดายไม่น้อย ที่ผู้เขียนมีเวลาอยู่ที่เซนไดเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้พลาดอีกหลายสถานที่ในเมืองแห่งนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าโอซากิ ฮาจิมังกุ (Osaki Hachimangu Shrine) ที่ดาเตะ เจ้าของฉายามังกรตาเดียวเป็นผู้ดำริให้สร้างเมื่อปี 1607 หรือแม้แต่เนินเขาแห่งความหวังพันปี (Millennium Hope Hill) ที่สร้างมาเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียจากเหตุการณ์สึนามิถล่มเมืองใหญ่แห่งนี้เมื่อปี 2011
มาถึงตรงนี้คงต้องบอกได้อย่างเต็มปากว่า แม้เซนไดจะไม่ใช่เมืองที่หวือหวา ไม่ได้เต็มไปด้วยแสงไฟเหมือนโอซาก้าหรือโตเกียว หากแต่เซนไดเป็นเมืองที่ต้องค่อยๆ ใช้เวลาทำความรู้จัก เพื่อที่จะเข้าถึงเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง

สำหรับตัวผู้เขียนเอง การเดินทางครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งของขวัญมอบให้ตัวเองในช่วงเวลาที่ชีวิตก้าวเข้าสู่วัย 25 ปี พร้อมความทรงจำเล็กๆ ที่จะยังคงอุ่นอยู่ในใจไปอีกนาน และจะตั้งตารอ เพื่อพาตัวเองไปสัมผัสหิมะแรกที่เซนไดอีกครั้งหนึ่งให้ได้
Tags: ท่องเที่ยว, ญี่ปุ่น, Out and About, เซนได



