ในบทความชิ้นก่อนหน้า ที่ว่าด้วยมังหงะโป๊ การเซ็นเซอร์ และการมีอยู่ของมันเอง ที่ได้ตั้งคำถามและท้าทายการปกปิดกดทับที่รัฐมีต่อการมองเห็นเครื่องเพศ คราวนี้เราจึงขอพูดถึงมังหงะโป๊ในอีกหนึ่งฐานะ นั่นคือการเป็นสื่อที่สะท้อนภาพของการต่อสู้กับการพยายามเซ็นเซอร์ การตีความความโป๊ และความหมายเรื่องการร่วมเพศในลักษณะต่างๆ รวมไปถึงท้าทายพรมแดนของสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น ‘ข้อห้าม’ (Taboo) ของสังคมโลก ผ่านการบันเลงจินตนาการที่เกินกว่ากรอบอำนาจรัฐจะบีบบังคับได้ครบถ้วน และยังถามท้าถามทวนให้เราต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า “อะไรกันแน่คือความโป๊ ไม่โป๊?”, “แบบนี้คือผิดหรือไม่ผิด?”, “อย่างนี้นับว่าเข้าข่ายความต้องห้ามหรือไม่ต้อง?” ไปจนถึง “มันสมเหตุสมผลจริงๆ หรือที่จะต้องมาตั้งข้อห้ามกับอะไรที่ธรรมดาสามัญแบบนี้?”

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจไปพร้อมๆ กันก่อนก็คือ “การปิดบัง ความลับ หรือการแอบซ่อน” (secrecy) ทั้งหลายนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรของรัฐ ตรงกันข้าม รัฐนั้นดำรงอยู่และทำงานบนฐานของการมีความลับและข้อห้ามบางประการเสมอมา ตั้งแต่ระบอบการปกครองโดยจักรพรรดิ ศักดินา ศาสนจักร สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนมาถึงยุคประชาธิปไตย โดยข้อห้ามต่างๆ มักจะผูกพ่วงอยู่กับคำอธิบายในเรื่องความมั่นคงบ้าง ไม่เป็นไปตามครรลองที่สาธารณชนหมู่มากยอมรับได้บ้าง หรือกระทั่งไม่เป็นที่ประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าบ้าง

ที่บอกว่ารัฐดำรงอยู่ได้ด้วยการกำหนดให้มีความลับ หรือข้อห้ามนั้น เป็นเพราะความลับมันสร้างความต่างในเชิงข้อมูล ความรู้ ซึ่งจะช่วยสร้างความต่างทางอำนาจที่สำคัญระหว่างประชาชนกับผู้ปกครองรัฐ ขณะที่ข้อห้ามต่างๆ ก็คือเส้นแบ่งของอำนาจที่กำหนดฟากฝั่งของการเป็น ‘ฝั่งผู้ปกครอง’ ที่ทำหน้าที่กำหนดว่าสิ่งไหนทำได้-ทำไม่ได้ กับฝั่ง ‘คนในปกครอง’ ซึ่งทำหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติของชุมชนการเมืองนั้นๆ

พูดอีกอย่างก็คือ การสร้างความลับ การเซ็นเซอร์ การปิดบัง หรือการกำหนดข้อห้ามต่างๆ นั้น มันเป็นกลไกที่ทำให้ “ง่ายสำหรับรัฐในการปกครอง” นั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้มีแนวคิดที่พยายามจะให้รัฐมีความโปร่งใส และไร้ซึ่งความลับเท่าที่จะทำได้เกิดขึ้น นำไปสู่ ‘การเคลื่อนไหวเพื่อสร้างรัฐที่โปร่งใส’ (Transparency movement) บนฐานคิดหนึ่งที่เป็นกลไกของประชาธิปไตยเอง นั่นคือเรื่องอำนาจกับความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Power with Accountability)

แน่นอนว่ามันไม่มีที่ไหนหรอกที่ทำได้สมบูรณ์ รัฐก็ยังคงมีความลับและข้อห้ามกับเราเสมอแหละ (และหลายๆ ครั้งก็ดูจะพยายามแอบสอดมาจุ้นจ้านกับความลับของเราด้วย) แต่พร้อมๆ กันนั้น ด้วยเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่พัฒนามากขึ้น ช่องว่างของข้อมูล รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบของฝั่งประชาชนก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ช่องทางต่างๆ ทั้งระบบสืบค้น (Search engine) หรือโซเชียลมีเดีย ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการ ‘ตอบโต้กลับ’ ต่ออำนาจรัฐ ดังจะเห็นได้อย่างกรณี Wikileaks หรือกลุ่มแฮกเกอร์ในโลกไซเบอร์ อย่างกลุ่ม Anonymous ฯลฯ

ผมคิดว่าเราก็อาจจะมองมังหงะโป๊ ว่าเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่แทรกอยู่ในความเคลื่อนไหวลูกใหญ่ที่ว่าไปนั้นด้วยได้ ซึ่งการต่อสู้กับการเซ็นเซอร์ และการตีความความโป๊-ไม่โป๊นั้น ปรากฏออกมาในหลากรูปแบบที่ถูกสรรสร้างมาจากจินตนาการของผู้เขียน จนกลายมาเป็นมังหงะโป๊สารพัด sub-genre ซึ่ง อาจจะมีมากมายเกินกว่าความสามารถของผมที่จะรวบรวมได้ครบ หรือพูดถึงได้หมด ฉะนั้นก็จะขอยกมาเฉพาะเท่าที่ปรากฏให้เห็นบ่อยๆ เท่านั้นครับ (ขอย้ำอีกรอบต่อจากบทความที่แล้ว ว่าในมังหงะเรื่องหนึ่งนั้น สามารถมีหลากหลาย sub-genre ปรากฏอยู่ได้)

การ์ตูนโป๊ โดยเฉพาะมังหงะนั้น หลักๆ แล้วแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ งานสายแฟนฟิกชั่น หรืองานที่แฟนๆ ของผลงานที่มีอยู่จริง เอามาแต่งเรื่องใหม่ตามจินตนาการตัวเอง ที่เรียกกันว่างานโดจินชิ (Doujinshi – เรียกสั้นๆ ว่า ‘โดจิน’) กับอีกส่วนหนึ่งที่เป็นงานออริจินัลของตัวคนเขียนเองเลย ผมคิดว่ายังไม่มีการทำวิจัยชัดเจนว่าอัตราส่วนของผลงานเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยกับงานสายมังหงะจากประสบการณ์การ ‘สำรวจเพื่อการศึกษาส่วนตัว’ (หึหึ) ผมคิดว่าอัตราส่วนแทบจะครึ่ง-ครึ่งกันเลย หนีกันไม่เยอะครับ และต้องบอกก่อนว่า งานสายแฟนฟิกที่เรียกว่าโดจินนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องโป๊ และบางทีก็ออกมาในรูปของไลท์โนเวล หรือออนไลน์โนเวลด้วยครับ เพียงแต่ที่เราจะกล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องที่ไปทางโป๊เท่านั้นเอง อีกทั้ง ที่เรายกมานี้จะไม่รวมกับงานแนว ‘ข่มขืน’ นะครับ

สาย Y

เริ่มกันที่ ‘การ์ตูน Y’ ที่อาจจะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาหลายๆ คน ซึ่งที่มาของตัว Y นี้ ที่ปรากฏอยู่ในงานชนิดอื่นนอกจากการ์ตูนด้วย มาจาก ‘Yaoi’ (ชายรักชาย) บางทีก็เรียกว่า BL ที่มาจากคำว่า Boy Love และ ‘Yuri’ (หญิงรักหญิง) ครับ ซึ่งทั้งสองหมวดมันมีตัว Y นำหน้าเหมือนกัน สาย Y จึงเหมือนเป็นคำแทนคำว่า Homosexual หรือชอบเพศเดียวกัน

งานในหมวด Y นั้นไม่ได้จำเป็นจะต้องโป๊ แต่ก็มีสัดส่วนที่ใหญ่มากทีเดียวที่อยู่ในข่ายโป๊ ส่วนหนึ่งเพราะคนญี่ปุ่นเองชอบแบ่งหมวดแบบละเอียดยิบด้วย ฉะนั้นงานสายรักเพศเดียวกันที่จะมาแนวกรุบกริบหน่อย ไม่มีอะไรโป๊เยอะนัก พอจูบพอหอมกันอะไรแบบนี้ ก็มักจะเรียกว่าเป็น Shonen-ai (เด็กผู้ชายรักกันกรุงกริบ) กับ Shojo-ai (เด็กสาวรักกันกรุบกริบ) ไปเสีย คนอ่านพอเห็นหมวดก็จะสามารถประมาณๆ ดีกรีของเรื่องเพศได้ และเลือกให้ตรงจริต

ตัวอย่าง งาน Yaoi ผลงานแบบโดจิน (แฟนฟิคของเรื่องโคนัน) (ซ้าย), งาน Yuri แบบผลงานออริจินัล (ขวา)

อย่างไรก็ตาม ไอ้ความเป็นสาย Y นี้ มันไม่ได้ท้าทายถึงประเด็นเรื่องเพศที่แปลกประหลาดอะไรมากมายนักโดยตัวมันเอง มันก็เป็นหมวดย่อยที่บอกถึงรสนิยมทางเพศของตัวละครหลักเฉยๆ และช่วงแรกๆ มังหงะสายนี้ยังเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับตลาดผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงเป็นหลัก มากกว่าตลาดของเหล่าคนรักร่วมเพศเองเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้นจุดเริ่มต้นมันแทบจะเรียกได้ว่า เป็น “เรื่องราวของคนรักร่วมเพศในสายตาที่ผู้หญิงญี่ปุ่นอยากจะอ่านอยากจะเห็น”

อย่างไรก็ตาม พล็อตเรื่อง เนื้อหา ตัวละครต่างๆ นั้น ก็มีหลากหมายมากขึ้น และพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้นด้วย จนปัจจุบันแทบจะเรียกว่าตอบสนองตลาดทุกกลุ่มแล้ว กระทั่งตลาดของผู้อ่านที่เป็นชายแท้ด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงต่อไป

แม้ในเบื้องแรก มังหงะสาย Y จะไม่ได้มีความท้าทายอะไรเป็นพิเศษในตัวมันเอง แต่ด้วยบริบทของคนรักเพศเดียวกันในญี่ปุ่นปัจจุบัน ก็ยังไม่ใช่สถานะที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและเปิดเผยมากนัก ฉะนั้นการเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างมากของมังหงะสายนี้ และแม้จะเป็นภาพจินตนาการที่สนองตลาดเสียมาก แต่พร้อมๆ กันไปมันก็สะท้อนให้เราเห็นถึง “ภาพที่อยากจะให้เป็น หรือควรจะไปถึง” ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว การจะเป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นมันก็สวยงามได้ และมันควรจะมีสถานะที่เป็นปกติธรรมดา ได้รับการยอมรับได้โดยไม่อึดอัดใจอย่างที่มังหงะหลายๆ เรื่องในสายนี้ฉายภาพไว้ ฉะนั้นงานที่ไม่สะท้อนความจริง แต่สะท้อนภาพฝันเป็นหลักก็มีพลังและข้อดีของมันนะครับ มันไม่ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น แต่มันสะท้อนถึงจุดหมายปลายทางที่อยากจะไปถึงได้

แต่อย่างที่ผมบอกไปครับ ปัจจุบันมังหงะสาย Y เองมีความหลากหลายมากขึ้นและมีกลุ่มคนอ่านทุกตลาดด้วย ไม่เว้นแม้แต่ชายแท้ๆ ด้วย ซึ่งมันตั้งคำถามที่ไปไกลมากๆ ในทาง Gender Studies หมวดที่ว่าเรียกกันว่า Gender Bender หรือเบี่ยงเพศ/สลับเพศน่ะครับ บางคนจะจัดหมวดนี้ว่าเป็นหมวดย่อยของ สาย Y อีกที ในขณะที่บางคนมองว่ามันเป็นหมวดที่แยกต่างหาก มีลักษณะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสาย Y มากกว่า ที่มันเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เนื้อเรื่องของสายนี้ มักจะมีตัวละครหลักที่ ‘สลับเพศ’ ขึ้นมา เช่น เป็นชายอยู่ดีๆ กลับกลายร่างเป็นหญิงเสีย แล้วตัวละครหลักชายอีกคน (โดยมากมักเป็นเพื่อนสนิท หรือคนรู้จัก) ก็ดันมาหลงรักเพื่อนชายของตัวเองตอนที่เป็นหญิงซะงั้น แต่ไอ้คนที่กลายร่างนั้นยังมีจิตใจเป็นชายอยู่ เอาล่ะสิทีนี้ มันจะจัดหรือนับเพศกันยังไง? พล็อตอาจจะสลับเป็น “หญิงกลายร่างเป็นชาย” ก็ได้นะครับ และก็มีพล็อตประมาณเดียวกันนี่แหละ

ตัวอย่างงาน Gender Bender (แบบชายกลายเป็นหญิง) อ่านจากขวามาซ้าย, บนลงล่าง

มังหงะสาย Gender Bender ได้ถามท้าและรื้อถอนระบบความคิดเรื่องเพศใหม่หมดครับ ว่าแบบไหนคือชาย แบบไหนคือหญิง ความเป็นเพศมันอิงหรือนับจากอะไร? กรณีแบบนี้คือชายรักชาย หรือชายรักหญิง หรือต้องไปแคร์ห่าอะไรมันด้วยหรือ? วิธีคิดนี้เองที่บางครั้งเราก็เรียกว่าเป็นสาย Queer Theory ในบางกรณีก็เรียกว่า Unisexuality

อีกทั้งมังหงะกลุ่มนี้ยังตั้งคำถามสำคัญถึง ความสำคัญและสัมพันธ์ของ ‘ร่างกายและความคิดจิตใจ’ (Mind and Body) ด้วย ว่าสุดท้ายแล้วร่างกายมันใช่ ‘สาระ’ หรือเปล่า? นั่นเอง

สาย (รัก) เด็ก

สายรักเด็กนี้ เป็นหนึ่งในสายตลอดกาลของมังหงะโป๊เลยครับ โดยมีหมวดย่อยที่สำคัญๆ 2 หมวดย่อย คือ Lolicon (ชอบเด็กสาววัยกระเตาะ) และ Shotacon (ชอบเด็กชายวัยกระเตาะ) ซึ่งบางครั้งก็จะเห็นงานที่มันรวมกันเลย เรียกว่า ‘Loli-Shota’ หรือก็คือ “เด็กชายกับเด็กสาววัยกระเตาะได้กันเอง”

ไม่มีอะไรซับซ้อน มังหงะในหมวดนี้ท้าทายเรื่องต้องห้ามที่สำคัญมากๆ ของสังคมโดยสากลเลย (อาจจะเป็นข้อห้ามที่รุนแรงเสียยิ่งกว่า Incest หรือรักร่วมเพศในครอบครัวตัวเองเสียอีก) นั่นคือเรื่องการ ‘นิยมเด็ก’ หรือ Pedophilia น่ะครับ ในปัจจุบันมังหงะสายนี้ที่มีลักษณะเป็น Pedophilia แท้ๆ เลยนั้นเริ่มหายไปบ้างแล้ว เพราะมีการต่อต้านและเซ็นเซอร์ประเภทนี้หนักมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังเห็นได้เป็นระยะๆ โดยเฉพาะกับงานโดจินของมังหงะ, อนิเมะ หรือเกมพวกโชเน็น (สำหรับเด็กผู้ชาย) หรือโชโจ (สำหรับเด็กผู้หญิง) ที่ตัวเอกในผลงานออริจินัลมักจะเป็นเด็กที่อายุไม่ค่อยจะเกิน ม.ต้นมากนัก ฉะนั้นการเขียนโดจินสายโป๊จากเรื่องกลุ่มนี้จึงมีโอกาสกลายเป็นงานสายโลลิ-โชตะนี้ได้พอสมควรเลย

ตัวอย่างผลงาน Shotacon (ซ้าย), Lolicon แบบโดจินจากเรื่อง To-Love-Ru (กลาง), Lolicon แบบ Yuri (ขวา)

ผมคิดว่าคำถามแรกที่สุดที่งานกลุ่มนี้ถามท้าขึ้นมา ในกรณีที่เป็นสายโลลิ-โชตะแบบโต้งๆ เพียวๆ นั้นก็คือ มักจะเล่นกับเรื่อง ‘ความพร้อมใจ’ หรือ Consent ของเด็ก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมันโยงกับเรื่อง Consent มันก็ต้องเกี่ยวกับการท้าทายประเด็นเรื่อง Age of Consent (นิติภาวะ ที่เป็นเกณฑ์แบ่งตามกฎหมายว่าเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์) ด้วย ที่มองว่าเด็กนั้นยังไม่มีวุฒิภาวะพอจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

คำถามคือ นับอย่างไรว่าเรื่องไหนที่เด็กควรตัดสินใจเองได้ และแบบไหนไม่ได้? หากเด็กได้ลองกินเนื้อแกะ แล้วไม่ชอบเนื้อแกะ จึงตัดสินใจว่าตนจะไม่กินเนื้อแกะ อันนี้เป็นการตัดสินใจที่เด็กควรจะตัดสินใจได้เองไหม? หรือหากเด็กได้ลองฟังและเล่นกีตาร์แล้วชอบ เด็กจึงอยากได้เล่นกีตาร์ต่อไป การตัดสินใจบนฐานของความพร้อมใจนี้ เด็กควรมีสิทธิ์จะเลือกได้เองไหม? ถ้ามันได้ แล้วถ้าเป็นเซ็กส์เล่า? ทำไมมันจึงเป็นปัญหา หากเด็กแฮปปี้? และไม่ต้องนับว่านี่เป็นเพียงลายเส้นที่ขีดเขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องตามจินตนาการด้วยซ้ำ ไม่ใช่การใช้ตัวเด็กจริงๆ เช่นนั้นมันควรจะเป็นปัญหาอะไรหรือไม่ กับการที่จะได้มีพื้นที่เพื่อสนองความต้องการในจินตนาการบ้าง? ไปจนถึงเอาเข้าจริง—ในสถานการณ์ของโลกจริงแล้ว การตัดสินใจบนฐานของความพร้อมใจของเด็กเอง แบบไหนบ้างที่นับว่าเป็นเรื่องที่เด็กควรมีสิทธิในการเลือกเองได้?

และอย่างไรก็ดี การรักและนิยมชมชอบเด็กนั้น ไม่ใช่เรื่องหลุดธรรมชาติครับ เป็นรสนิยมทางเพศอย่างหนึ่ง และวัฒนธรรมการร่วมรักกับเด็กนั้นมีมาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว และหากพูดในทางร่างกายของมนุษย์ ที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุประมาณ 10 – 12 ปี (บางคนที่เร็วหน่อย อาจจะเลขอายุหลักเดียวได้ด้วยซ้ำ) ว่ากันอีกอย่างก็คือ โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของมนุษย์นั้นถูกทำให้พร้อมกับการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วัยประถมแล้ว  แต่ข้อห้ามดังกล่าวนี้ ก็เช่นเดิม มาพร้อมกับความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะอิทธิพลของคริสต์แบบคาธอลิกที่อนุญาติให้มีเพศสัมพันธ์ได้เฉพาะเมื่อแต่งงาน (หรือก็คือ “มีพันธะสัญญาร่วมกันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า”) แล้วเท่านั้น และการเกิดขึ้นของเงื่อนไขของระบบพลเมืองสมัยใหม่ต่างๆ ทำให้เกิดเงื่อนไขข้อบังคับขึ้นมา โดยกดทับความต้องการโดยธรรมชาติของมนุษย์เอาไว้ ในช่วงหนึ่งดูจะควบคุมเฉพาะในพรมแดนของสื่อที่เป็นมนุษย์จริง แต่หลังๆ มาก็เริ่มเข้ามาสู่สื่อที่ไม่ได้ใช้มนุษย์จริงด้วยซ้ำอย่างเช่นการ์ตูน คำถามที่ต้องคิดตามมาคงจะเป็นว่า เราจะกดทับความต้องการทางธรรมชาติของเรา กระทั่งในพื้นที่ที่เป็นเพียงจินตนาการล้วนๆ เลยหรือ?

เอาจริงๆ ความนิยมชมชอบในเด็กนั้นถูกแสดงออกมาให้เห็นตลอดเวลานะครับ อย่างการอยากมีแฟนที่หน้าเด็กตลอดเวลา หรือการที่หลายๆ คนก็นิยมในผลิตภัณฑ์ที่รักษาหน้าให้เด็กและดูดีเสมอ หรือกระทั่งทำศัลยกรรมให้รูปกายไม่ดูแก่ชราลง เอาเข้าจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงการ “สวมร่างความเป็นเด็ก” เช่นกันหรือไม่?

ผมคิดว่าคำถามลักษณะเดียวกันนี้ถูกฟ้องออกมาในมังหงะหมวดนี้ด้วย คือ มีมังหงะสายนี้จำนวนมากนะครับ ที่ปัจจุบันสร้างทวิสต์ในตัวพล็อตขึ้นมา คือ ตัวละครที่ดูเด็กมากๆ นั้น ถูกวาดออกมาให้เหมือนเป็นเด็กประถมเลย แต่ในเนื้อเรื่องบอกว่า “อายุ 18 ปีแล้ว” เอาสิ ทีนี้คุณจะทำยังไง? การปิดกั้นพื้นที่และข้อห้ามของรัฐมันแก้ได้ง่ายๆ เลย แค่ “เปลี่ยนเลขอายุใหม่” ที่เหลือเหมือนเดิมหมด .. จบเลย หรือบางครั้งก็ออกมาในรูปหุ่นยนต์ที่สภาพรูปลักษณ์เหมือนเด็กเลย แต่มันคือหุ่นยนต์ไง ไม่ใช่คน จะนับอะไรได้ (ไม่ต้องถามต่อด้วยว่าอายุของเครื่องจักรนี่มันนับแบบคนได้หรือ มันไม่ได้ Mature หรือบรรลุนิติภาวะทางความคิดแต่ต้นหรือ?)

การแก้โครงเรื่องได้ง่ายๆ แบบนี้เอง มันนำมาสู่คำถามกับเราอีกมากมายนะครับ เช่น ไอ้สิ่งที่คุณนับว่ามัน ‘ต้องห้าม’ นั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นอะไรที่เบาบางและไร้น้ำหนักมากๆ ขนาดที่แค่ว่าปรับแก้ตัวเลขอายุก็จบแล้ว ฉะนั้น ถ้าในเมื่อมันแสนจะเปราะบาง ไร้น้ำหนักขนาดนี้ จะมาบ้าบอคอแตกยึดถืออะไรมันเป็นสรณะอีกทำไม? แน่นอนเนื้อเรื่องลักษณะนี้ ยังเป็นการท้าทายและกัดเซาะความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมที่เก็บซ่อนความต้องการทางเพศของตนเองต่อ ‘ความเด็ก’ อย่างเกินเลยด้วย ไม่อย่างงั้นคงจะไม่มาสนใจทำตัวให้ดูหน้าเด็กตลอดเวลาหรอก หากเราเองก็ไม่ได้สำเหนียกในสำนึกของเราว่า “จริงๆ แล้วเราก็รักในความเป็นเด็ก” อย่างนี้เป็นต้น

สายหนวดและสายสัตว์ (+ สัตว์ประหลาด)

จริงๆ แล้วหมวดต่างๆ ของการ์ตูนโป๊ยังมีอีกมากนะครับ แต่หมวดนี้คงจะต้องเป็นหมวดสุดท้ายที่ผมจะเขียนถึงได้แล้ว เพราะเนื้อที่หมดแล้วจริงๆ ผมคิดว่าหมวดที่เราจั่วหัวถึงนี้ ค่อนข้างจะมีความท้าทาย และใช้พลังของการ์ตูนได้มากที่สุดเลยครับ (แม้จะไม่ใช่สายโปรดโดยส่วนตัวก็ตามที) โดยรวมๆ แล้ว หมวดนี้ตั้งคำถามกับการมีเพศสัมพันธุ์และความโป๊ในทางทั่วๆ ไปเลยก็ว่าได้

คือ การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะที่อยู่นอกการแต่งงานนั้น ถูกวางให้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ‘ศีลธรรมอันดี’ เสมอมา ตั้งแต่ช่วงยุคล่าอาณานิคมในสมัยควีนวิคตอเรียแล้วครับ ซึ่งไอ้อิทธิพลที่ส่งไม้ต่อมาให้ควีนวิคตอเรียและกองทัพของพวกเธอก็คือ วิธีคิดแบบโรมันคาธอลิกเจ้าเก่านี่แหละ ที่ห้ามไม่ให้มีการร่วมเพศกันก่อนที่จะแต่งงาน กระทั่งการช่วยตัวเองยังเป็นบาปเลย และความหื่นกระหาย (Lustful) นั้นก็ยังถูกมองเป็น 1 ในบาปอันยิ่งใหญ่ทั้ง 7 หรือ 7 Greatly Sins ด้วย เพราะฉะนั้นแล้วการมีเพศสัมพันธุ์ที่ไม่ได้ “แจ้งและได้รับการอนุญาติจากพระผู้เป็นเจ้าก่อน” มันจึงผิดบาป คุณจึงต้องแต่งงานต่อหน้าบาทหลวง เพื่อเป็นทางผ่านไปให้พระเจ้ารับรู้ และอนุญาติให้คุณมีอะไรกันได้ และการมีอะไรกันนั้นยังห้ามทำบนฐานของความต้องการทางเพศอีกนะครับ แต่ทำเพื่อสร้างทายาทให้เจริญสืบไปต่างหาก (ฉะนั้นการร่วมเพศเดียวกัน จึงเป็นบาปและข้อห้ามของศาสนาคริสต์ เพราะมันคือเรื่องของความใคร่ล้วนๆ ไม่นำมาสู่การเกิดทายาท)

ทีนี้คำถามคือ ขนาดไหนเล่าที่เราเรียกว่ามีเพศสัมพันธ์? ต้องเกิดการสอดใส่ของอวัยวะเพศหรือ? ไม่เพียงเท่านั้นอะไรก็ตามที่เป็นอวัยวะเพศต้องโดนเซ็นเซอร์ตามกฎหมายญี่ปุ่น รวมไปถึงฉากของการร่วมเพศด้วย (ดังที่อธิบายไปในงานชิ้นก่อน) อย่างนั้น ถ้าเป็นแค่ ‘อะไรสักอย่างที่คล้ายอวัยวะเพศ แต่ไม่ใช่อวัยวะเพศ’ เล่า? งานสาย ‘หนวด’ หรือที่เราเรียกกันว่า Tentacle มันจึงเกิดขึ้นครับ งานสายนี้มักจะมี ‘หนวดปริศนา’ จากที่มามากมาย เช่น ต้นไม้ประหลาด, เอเลี่ยน, สไลม์, เวทมนต์, ไปจนถึงเทคโนโลยีเครื่องกลต่างๆ ที่มีรูปร่างคล้ายลึงค์ของเพศชายมากๆ แต่เมื่อมันไม่ใช่ลึงค์ก็ไม่ต้องเซ็นเซอร์แต่ประการใด และการสอดใส่ของมันเล่า นับว่าเป็นเซ็กส์ไหม? หรือไม่ได้ต่างจากการช่วยตัวเอง? หรือแท้จริงแล้วเซ็กส์มันก็คือการช่วยตัวเองโดยใช้ตัวกลางเป็นอวัยวะเพศของคนอื่นในฐานะเครื่องมือทำการแทน อย่างที่นักจิตวิเคราะห์หลายคนเคยได้อธิบายไว้?

ตัวอย่างผลงานสาย Tentacle (โดจินจากเรื่อง Sailor Moon)

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ารูปแบบของหนวดนี้เอง มันได้ทำการถามท้าอย่างชาญฉลาดมากๆ กับสถานะของสิ่งที่เรียกว่าเซ็กส์ รวมไปถึงระเบียบกติกาของการเซ็นเซอร์ การสร้างความลับและข้อห้ามของรัฐ อย่างที่ตัวกฎหมายและอำนาจของรัฐไม่มีทางจะขยับตามได้ทัน ไม่เพียงเท่านั้น มันยังแสดงให้เห็นความสิ้นคิด เปราะบาง และ ‘ไม่เป็นเรื่อง’ ของระบบการเซ็นเซอร์อีกต่างหาก

งานสายสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตประหลาดก็เช่นเดียวกัน ที่มีตั้งแต่ระดับเด็กน้อยหูหมาหูแมว (ที่บางครั้งเรียกแยกย่อยลงไปอีกว่าสาย Neko-Inu ที่แปลว่า แมว-หมา) ซึ่งมักจะมีพล็อตเรื่องเป็นแมวหรือหมาที่แปลงร่างเป็นคนและมีเซ็กส์กับมนุษย์บ้าง มีเซ็กส์กันเองบ้าง ไปจนถึงกลุ่มที่เรียกว่า Beastman หรือเป็นสัตว์ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์ (แต่หลังๆ ที่เป็นสายสัตว์เต็มๆ แบบเหมือนสัตว์มากๆ เลยก็มี) แต่เป็นสิ่งมีชีวิตอื่นไปเลย ไม่นับไปถึงมนุษย์ต่างดาวด้วย โดยเฉพาะที่มีรูปร่างเหมือนคน มีอะไรกันเอง หรือมามีอะไรกับคน ฯลฯ

จุดนี้ในเบื้องต้นมันถามท้าถึงตัวนิยามของการร่วมเพศและขอบเขตข้อห้ามของการร่วมเพศ ว่าสัตว์มันต้องใช้กฎหมายและกติกาแบบเดียวกับมนุษย์กำกับไหม ถ้าเป็นแบบนี้ คนมีอะไรกับแมวอายุ 3 ขวบ (ก็ผู้ใหญ่แล้วของแมว) ที่ดันมากลายร่างเป็นคน แบบนี้คือการมีอะไรกับเด็กไหม หรือกระทั่งนับเป็นการร่วมเพศกันในวิธีคิดข้อห้ามแบบที่กฎหมายห้ามไหม? หรือในกรณีที่สัตว์มีอะไรกันเอง ซึ่งยังไงมันก็ไม่ผิดแน่ๆ เพราะหมามีอะไรกันกลางถนนก็มีให้เห็นได้เรื่อยๆ คงไม่มีใครไปจับหมาเข้าคุกข้อหาอนาจารเพราะเอากันในที่สาธารณะกระมัง ถ้าเช่นนั้นเนื้อเรื่องแบบนี้ก็ต้องทำได้โดยปลอดเซ็นเซอร์หรือเปล่า? หรือแน่นอน การเอากับมนุษย์ต่างดาวที่หน้าตาคล้ายมนุษย์ เราต้องใช้กติกาแบบเดียวกับมนุษย์ไปตัดสินหรือ? หรือถ้าเอากับตัวละครต่างๆ ในโลกดิจิทัลเล่า ไม่ว่าตัวละครจะเป็นตัวแบบไหนก็ตาม แบบนี้จะนับเป็น ‘การร่วมเพศ’ ไหม? … นี่แหละครับ ปัญหาและความคับแคบของการมองการร่วมเพศในกรอบวิธีคิดที่ค้างเติ่งตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และดูจะไม่ทำงานไปกับยุคสมัยนัก

แต่มากไปกว่านั้น สายสัตว์นี้ ดูจะถามท้าข้อห้ามเรื่อง ‘การห้ามร่วมรักกับสัตว์’ ด้วย หรือที่เรียกว่า Beastiality หลายคนอาจจะมองว่าสัปดน วิปริตต่างๆ นะครับ ซึ่งก็อาจจะจริงในสายตาคนในยุคสมัยใหม่ แต่เอาจริงๆ แล้วแฟนตาซีเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ในทุกที่ของโลกมีตำนานและหลักฐานขอเรื่องเล่าที่เผยถึงการเอากับสัตว์ทั้งนั้น อย่างในกรีกโบราณเอง ซูสแปลงร่างเป็นสารพัดสัตว์ มามีเซ็กส์กับทั้งสัตว์และคน ในไทย นางในวรรณคดีทั้งหลายก็ไม่ใช่คนเลย ไม่ว่าจะกินรี นางเงือก หรือนางยักษ์ เป็นต้น หรือในญี่ปุ่นเอง มังหงะชิ้นแรกๆ ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็เป็นเรื่องราวของผู้หญิง (เมียชาวประมง) ที่ร่วมเพศกับปลาหมึกยักษ์อยู่ เป็นต้น การร่วมเพศกับสัตว์มันจึงเป็นอะไรที่ปกติวิถีมากๆ ทั้งในแง่ของความอยากและแฟนตาซี

ตัวอย่างสายสัตว์: มนุษย์สัตว์สายโลลิ, มนุษย์สัตว์กับมนุษย์แมลง, สัตว์ประหลาดสายกล้าม Yaoi, และลิซาร์ดแมนสายโชตะ

แต่ที่มันถูกทำให้เป็นเรื่องต้องห้าม ก็ด้วยฝีมือของศาสนาคริสต์คาธอลิกเจ้าเดิมอีกนั่นแหละครับ การร่วมเพศกับสัตว์ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่นำมาซึ่งทายาท และนอกสมรสแน่นอน) ถูกทำให้เป็นเรื่องผิดบาป และสัตว์ถูกทำให้เป็นสิ่งมีชีวิต ‘ชั้นสอง’ รองจากมนุษย์ เพราะไม่สามารถเคารพและเข้าใจในพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างมนุษย์ ไม่ได้เป็นลูกรักของพระเจ้าอย่างมนุษย์ ฉะนั้นแล้วความเลวทรามต่ำช้าต่างๆ นั้นจึงถูกสะท้อนออกมาในรูปของสัตว์ เช่น ซาตาน ที่มักจะถอดรูปออกมาในร่างของคนครึ่งแพะ (ถ้าเล่น Ragnarok กัน ก็ภาพประมาณบอสในตำนานอย่าง Baphomet นั่นแหละครับ) และเหล่าผู้บูชาซาตานทั้งหลายก็จะร่วมสังวาสกับแพะลึงค์โตตนนั้น ไม่ต้องไปถึงเหล่าซาตานของนรกทั้งหลายหรือสารพัดปีศาจเลย ที่มักอยู่ในรูปลักษณ์ที่เป็นสัตว์ หรือไม่ใช่มนุษย์ ในขณะที่เหล่าเทพนั้นจะมีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ (เพราะมนุษย์จำลองแบบมาจากเทพ) การร่วมสังวาสกับสัตว์จึงเป็นเรื่องหยาบช้า และท้าทายพระเจ้า ซึ่งสุดท้ายกลายมาเป็นความวิปริต วิตถาร และข้อห้ามไป ทั้งที่แต่เดิมมา สัตว์เคยอยู่ในฐานะที่ไม่ได้ด้อยต่อกว่ามนุษย์อะไรขนาดนั้น และการ Humanization ของสัตว์ (สัตว์ที่กลายเป็นคน) หรือ Animalization ของคน (คนที่กลายเป็นสัตว์) นั้นไม่ใช่อะไรที่ใหม่เลยครับ เอาเข้าจริงๆ แล้ว รูปร่างของเทพเจ้าอียิปต์มากมายก็อยู่ในรูปของสัตว์ครึ่งคน (หรือคนครึ่งสัตว์ก็แล้วแต่จะเลือกมอง) ทั้งคนครึ่งนกอย่างเทพราห์ หรือหมาครึ่งคนอย่างเทพอนูบิส เป็นต้น และแน่นอนว่า ‘สัตว์’ เหล่านี้ได้รับการบูชามาเนิ่นนานด้วย (ไม่นับถึงการมีหลักฐานการบูชาแมวอย่างจริงจังในอียิปต์โบราณอีกต่างหาก)

คำถามของมังหงะโป๊สายสัตว์มันจึงถามท้าต่อข้อห้าม และการกดทับด้วยการประเมินคุณค่าทางสังคมว่า ‘วิตถาร แปลกประหลาด’ ด้วย ว่าอะไรกันแน่ที่มันแปลกประหลาด และเพราะอะไรมันจึงควรจะโดนห้าม? ทำไมเราจึงต้องกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างให้มันทำไม่ได้มากถึงขนาดนี้ เพียงเพราะการยึดเอาความเชื่อของศาสนาหนึ่งในอดีต (ที่ทุกวันนี้เองก็มีข่าวฉาวว่าละเมิดข้อห้ามของตัวเองแทบทุกวัน) มาเป็นตรวนในการพิจารณาเสรีภาพเหนือความต้องการของเราด้วย? ไม่ต้องนับว่านี่คือพื้นที่อย่างการ์ตูน ที่ไม่ได้ไปทำร้าย หรือกระทำกับ คน หรือสัตว์ หรือใครจริงๆ เสียด้วยซ้ำ … ผมว่านี่แหละครับ คือ สิ่งที่การ์ตูนโป๊มันถามกับโลกเรา

ขอให้สนุกกับมังหงะครับ  

.

หมายเหตุ: ขณะที่ทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางตั้งคำถามกับกฎของรัฐ แต่ตามกฎหมายแล้ว ทางกองบรรณาธิการจึงต้องทำการเซนเซอร์ภาพการ์ตูนที่นำมาประกอบบทความ มา ณ ที่นี้

Tags: , , , , , , , ,