ผมเรียนชั้นประถมฯ ในโรงเรียนชายล้วนจนถึงมัธยมฯ ปลาย ในจำนวนเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เรารู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะอยู่ร่วมกันมาสิบเอ็ดสิบสองปี

มีเพื่อนบางคนแปลกกว่าคนอื่น ในตอนแรกเมื่อสังเกต เพื่อนบางคนมี ‘ความเป็นสาว’ เราสงสัย และห่างเหิน และพวกเขามักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ เรียนรู้ทำความรู้จักกัน เราก็กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

สมัยนั้นเรารู้จักเพียงคำว่าตุ๊ด หรือกะเทย ส่วนคำว่าเกย์นั้นเป็นคำที่เรียนรู้ภายหลังเมื่อเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงออกว่าเป็นหญิง ในเวลาต่อมาจึงได้รู้ว่าเพื่อนสมัยเด็กที่ผมสนิทมากบางคนก็เป็นเกย์ เมื่อเขาเปิดเผยให้ผมฟัง

เพื่อนที่เป็นกะเทยก็เหมือนกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ ที่มีทั้งห่าม เกเร บางคนเรียบร้อย ขยันเรียน บางคนนุ่มนิ่ม ไม่ค่อยพูดคุย แต่อย่างไรเราก็เป็นเพื่อนกัน สนิทกันบ้าง ห่างเหินกันบ้าง ทั้งถูกแกล้ง และแกล้งคนอื่น เพื่อนที่เป็นตุ๊ดเป็นกะเทยมักถูกแกล้งเป็นพิเศษ ผมก็ชอบแกล้งเหมือนกันตามประสา แต่ไม่เคยดูถูก เหยียดหยาม หรือมองพวกเขาเป็นอื่น แต่เขาจะรู้สึกลึกๆ ในใจอย่างไร ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะในช่วงวัยเด็ก ผมไม่เคยคิดหรือรู้สึกแทนเพื่อน เพียงแต่รู้สึกว่าได้แกล้งแล้วสนุก ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าความเป็นสาวที่ว่านั้นเป็นเรื่องปกติ

ศักดา

ผมรู้จักศักดาในจอภาพยนตร์ เขาเป็นนักแสดงประจำในหนังที่มีรสชาติแปลกประหลาดหลายเรื่องของ พี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) และมีโอกาสพบเจอเขาเมื่อเพื่อนคอลัมนิสต์ชวนไปถ่ายภาพศักดาเพื่อสัมภาษณ์ 10 หนังในดวงใจของเขาลงในนิตยสารภาพยนตร์ซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว มีหนังหลายเรื่องที่ตรงใจกับผม

ขณะที่ฟังเขาเล่าถึงภาพยนตร์แต่ละเรื่องนั้น เหมือนฟังคำบรรยายของคนรักภาพยนตร์ตัวจริง เขาเล่าเรื่องย่อได้อย่างกระชับ ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลแน่นและเก็บรายละเอียดได้เป็นอย่างดี

ศักดาเป็นคนเมืองกาญจนบุรี ในชนบทอันห่างไกล เขาเข้ามาผจญภัยในกรุงเทพฯ เมื่อเริ่มถึงวัยต้องหาเลี้ยงตัวเอง และอยากเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจึงต้องทำงานส่งตัวเอง ศักดาทำงานสารพัด ตั้งแต่คนงานก่อสร้าง พนักงานขายในเคเอฟซี พนักงานเซเว่นฯ และงานในบาร์ กระทั่งวันหนึ่ง ขณะเดินอยู่บนถนนสีลม มีชายแปลกหน้าทักให้เขาไปลองเทสต์หน้ากล้อง เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นการหลอกลวงหรือเปล่า ศักดาลังเลอยู่หลายวัน กระทั่งตัดสินใจโทรศัพท์ไปตามนามบัตรที่ถูกยัดใส่มือของเขา

การคุยโทรศัพท์ครั้งนั้นเป็นวินาทีที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ศักดาได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่องจากผู้กำกับฯ คนเดียวกัน ได้ไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก และมีโอกาสแสดงในภาพยนตร์ต่างประเทศ เขาได้พบเจอคนจำนวนมาก กระนั้นการแสดงยังไม่สามารถเป็นการงานเต็มเวลาของชีวิตที่ต้องดำเนินไป เขาทำงานประจำเป็นพนักงานบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่เพื่อเลี้ยงชีพ และรอเวลาที่จะกลับมาแสดงภาพยนตร์อีกครั้ง

ผมติดตามอ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กของศักดาเป็นประจำ และสนใจที่เขาไปเยี่ยมผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ ศักดาไปเยี่ยมผู้ต้องขังอย่างสม่ำเสมอ และช่วยเหลือประสานงานจนบางคนได้ไปอยู่ในประเทศที่ 3 บางสเตตัสเขาเขียนเล่าประวัติชีวิตของผู้หลบหนีเข้าเมืองเหล่านั้น

มีสเตตัสหนึ่ง เขาเขียนตัดพ้อความไม่เปิดกว้างระหว่างเพื่อนที่พูดทำนองดูถูกความเป็นเกย์ของเขา ทำให้ผมสนใจอยากคุยเรื่องนี้กับเขา อาจเป็นเพราะผมอยากรู้ว่าเพื่อนของผมในวัยเด็กรู้สึกอย่างไรก็ได้

เรานัดกันในอีกหลายวันต่อมาที่อพาร์ตเมนต์ย่านซอยอารีย์

“ที่เคยพบมามันมากกว่านี้ แต่ที่เขียนวันนั้นเพราะได้พบเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน รู้สึกผิดหวังที่มันยังเป็นเหมือนเดิม” ศักดาเล่าเมื่อผมถามว่ารู้สึกอะไร จึงเขียนระบายอารมณ์ออกมาแบบนั้น

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ สีหน้านิ่งเฉย เหมือนเป็นธรรมชาติของเขาที่เคยชินกับการควบคุมอารมณ์ ทำให้ผมนึกถึงบทบาทการแสดงของเขา ศักดาตอบบางคำถามผ่านการเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับ และเรียบง่ายเหมือนบทภาพยนตร์ที่ไม่เร้าอารมณ์เรื่องหนึ่ง

ตั้งแต่เด็ก ศักดามักถูกเพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ด ถูกครูล้อว่าเป็นผัวเมียกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งเห็นใจเขา และเลือกที่จะนั่งคู่กับเขาในห้องเรียน ขณะที่เพื่อนๆ คนอื่นในห้องต่างเว้นระยะห่าง ศักดาได้แต่อดกลั้น น้อยใจ บางครั้งถูกล้อมากเข้าก็อดทนอดกลั้นไม่ไหว มีชกต่อยกันบ้าง

ในวัยเด็ก เขารู้สึกแตกต่าง แต่ไม่ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาเป็นนั้นคืออะไร ในมุมมองของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตในชนบทระดับที่เขาเรียกว่าหลังเขา เขาไม่เคยเห็นความแตกต่าง เพราะมองไปรอบๆ ตัวก็มีแต่ผู้ชายเหมือนๆ กันทั้งนั้น

เมื่อชีวิตเติบโตแยกย้าย ศักดาเลือกมาทำงานและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่ซึ่งสอนบทเรียนของความหลากหลายให้ศักดาเรียนรู้ว่า นอกจากความเป็นหญิง ความเป็นชาย ยังมีเพศสภาพที่เรียกว่าเกย์ เมื่อเขารู้จักกับสิ่งที่ตัวเองเป็น และได้เป็นตัวของตัวเอง ชีวิตดูเหมือนจะง่ายขึ้น และดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

หลายปีต่อมา เขาตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่าเขากำลังจะจดทะเบียนสมรสกับแฟนหนุ่ม ซึ่งทั้งพ่อและแม่เปิดใจยอมรับอย่างไม่มีข้อสงสัย ชีวิตของศักดาจึงคลี่คลายไปในทางที่ควรจะเป็น

โลรองต์

โลรองต์เป็นชาวฝรั่งเศสจาก Clermont Farrend (แคลร์มงต์ แฟร์รองด์) เขาร่ำเรียนมาทางวิศวกรรมเกษตร เมื่อเรียนจบ เขามุ่งมั่นเป็นอาสาสมัครและอยากทำงานต่างประเทศ จึงไปสมัครเข้าทำงานในสถาบันวิจัยการเกษตร (CIRAD) ไม่นานเขาถูกส่งไปทำงานเป็นนักวิจัยพันธุ์พืชในประเทศกินี (Guinea-Conakry) แอฟริกาตะวันตก จากนั้นเขาถูกส่งมายังกรุงเทพฯ ซึ่งสถาบัน CIRAD ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์เพื่อวิจัยคุณภาพของน้ำยางพารา

โลรองต์มาถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อปี 2001 โดยไม่รู้จักเมืองไทยมาก่อน เขามาเพื่อก่อตั้งศูนย์วิจัยคุณภาพน้ำยางพาราและช่วยสร้างนักวิจัยไทยขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ในปีแรก เมื่อเขามาอยู่ได้สองเดือน เขาถูกส่งไปไนจีเรีย (Nigeria) และโกตดิวัวร์ (Côte d’Ivoire) เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับยางพารา

“ทำไมศูนย์วิจัยยางพาราอยู่ในแอฟริกา” ผมสงสัย เพราะในละแวกเอเชียอาคเนย์ก็ถือว่าเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญ

โลรองต์บอกว่านโยบายของประเทศฝรั่งเศสและศูนย์วิจัยที่เขาทำงาน มีพันธะที่จะพัฒนาประเทศในทวีปแอฟริกา จึงมีการลงทุนศึกษาวิจัยจำนวนมากที่นั่น และศูนย์วิจัยยางพาราที่ว่าก็มีมานานแล้ว อีกเหตุผลก็คือในเอเชียนั้นแม้จะมีการปลูกยางพาราจำนวนมาก แต่การต่อยอด หรือถ่ายทอดความรู้ความชำนาญให้ชาวตะวันตกนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆ อย่างไรก็ตาม หกเดือนต่อมา เมื่อสำเร็จจากการเรียนรู้ในแอฟริกา โลรองต์นำความรู้กลับมาที่กรุงเทพฯ และทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อเนื่องกว่า 10 ปี

สำหรับชีวิตส่วนตัวของโลรองต์ในวัยเด็กนั้น ดูเหมือนชีวิตจะง่ายกว่า กดดันน้อยกว่าศักดา เมื่อเติบโตในสังคมที่ยอมรับในความหลากหลาย จะมีความทุกข์ก็เพียงแต่การยอมรับตัวเองเท่านั้น เขาเคยมีเซ็กซ์กับหญิงสาวเพื่อทดลองประสบการณ์ และเพื่อทดสอบความสงสัยในความเป็นเขา และเขาก็พบว่าผู้หญิงไม่ใช่ส่วนที่จะมาเติมเต็มชีวิต กระทั่งเขาทดลองมีเซ็กซ์ครั้งแรกกับเพศเดียวกัน โลรองต์จึงพบสิ่งที่ขาดหายไป

 

ความรัก

ศักดาและโลรองต์พบกันครั้งแรกในเหตุการณ์ที่ค่อนข้างแปลก มันเป็นช่วงเวลาอ่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญที่มีย่านธุรกิจใจกลางเมืองเป็นตัวประกัน สีลม สยาม สุขุมวิท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมถึงย่านดินแดง และที่อื่นๆ เป็นช่วงเวลาที่บ่มเพาะความตึงเครียดจนสามารถเกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ กระนั้นโลรองต์ใช้ชีวิตเป็นปกติ เขานัดเพื่อนที่เซ็นทรัลเวิลด์ แต่เป็นอันต้องยกเลิก เพราะไม่สามารถเข้าไปข้างในห้างฯ ได้ และวันนั้น 19 พฤษภาคม 2553 เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองได้ดำเนินมาสู่จุดสูงสุดพอดี เมื่อห้างเซ็นทรัลเวิลด์ถูกวางเพลิง

ท่ามกลางควันดำที่ปกคลุมกรุงเทพฯ และความรู้สึกหดหู่ของคนไทย โลรองต์เลี่ยงโศกนาฏกรรมไปหาเพื่อนอีกคนที่อพาร์ตเมนต์ย่านซอยอารีย์ ส่วนศักดาไปอาศัยนอนพักที่อพาร์ตเมนต์ของเพื่อนคนเดียวกันนี้หลายวันแล้ว เพราะสถานการณ์ที่สามแยกดินแดงซึ่งเป็นที่พักของเขา มีการปะทะกันค่อนข้างรุนแรงระหว่างทหารและผู้ชุมนุม

จะด้วยชะตาชีวิต พรหมลิขิต หรือไฟไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ก็ตาม ชีวิตของคนสองคนที่มาจากคนละซีกโลกจึงได้มาพบกันที่อพาร์ตเมนต์ย่านซอยอารีย์แห่งนั้น ทั้งคู่ได้สบตากัน สนทนากัน นัดพบกัน รักกัน และใช้ชีวิตร่วมกันในที่สุด เหมือนลำธารที่ก่อกำเนิดคนละแห่ง ไหลผ่านโตรกหิน…เบี่ยงเส้นทางห่างออกไปไกล ที่สุดแล้วก็ไหลวกกลับมาบรรจบกัน

กระนั้นสายน้ำย่อมมีอุปสรรค ความรักก็ไม่ต่าง เมื่อสัญญาทำงานของโลรองต์สิ้นสุดลงในปี 2012 เขาถูกเรียกตัวกลับฝรั่งเศส โดยอาชีพการงานและความรับผิดชอบ อย่างไรเสียโลรองต์ก็ต้องกลับไป โลรองต์บอกว่าความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป มันเป็นการตัดสินใจของศักดาเพียงคนเดียว ไม่ใช่การตัดสินใจของคู่รัก เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่น แม้ว่าตัวเขาอยากจะยืดระยะเวลาของความสัมพันธ์นี้ออกไปให้นานที่สุดก็ตาม

สำหรับศักดา หลังจากจบการแสดงเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่มีวี่แววงานแสดงใหม่เข้ามาในระยะเวลาอันใกล้ อีกทั้งเขาได้ลาออกจากงานประจำแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะพาชีวิตกลับเมืองกาญจน์หรือไม่ การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นทางเลือกระหว่างการดำเนินความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยยอมเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง หรือจะย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตเดี่ยวๆ เหมือนช่วงเวลาก่อนที่จะพบกับโลรองต์

ในที่สุดศักดาก็ตัดสินใจ

เปรียบเหมือนลำธารเล็กๆ สองสายไหลมารวมกัน สายน้ำย่อมไม่เหมือนเดิม

ชีวิตของศักดาเปลี่ยนอีกครั้ง เขาและโลรองต์จดทะเบียนใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน (PACS) ช่วยกันซ่อมแซมปรับปรุงอพาร์ตเมนต์ของโลรองต์ที่มงต์เปอลีเยร์ให้น่าอยู่ขึ้น ศักดาใช้เวลาในการเรียนภาษา วัฒนธรรม และเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ เมื่อว่างจากการเรียนภาษาฝรั่งเศส เขาสอนชาวฝรั่งเศสทำอาหารไทย ผ่านไปราวสามปี ศักดาปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตสงบสุขในสังคมที่เปิดกว้าง ชีวิตเหมือนจะไปได้อย่างราบรื่น ปลอดโปร่ง แต่แล้วโลรองต์ก็ถูกส่งกลับมาทำงานที่เมืองไทยอีกครั้ง

ห่างเมืองไทยไประยะหนึ่ง แต่การกลับมาเมืองไทยคราวนี้กลับสร้างความหงุดหงิดให้ศักดาบ้าง เมื่อชีวิตคู่ของเขาถูกลอบมองจากสายตาหลายคู่ พร้อมคำซุบซิบนินทา เขาพยายามทำใจกับสังคมอนุรักษนิยมที่ไม่เปิดโอกาสให้กับความรัก มันน่าอึดอัด ไม่ต่างจากการถูกล้อในวัยเด็กของเขามากนัก แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

ทั้งคู่ยังจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งในอีกสองปีข้างหน้า เมื่อสัญญาการทำงานของโลรองต์จะหมดลง สำหรับโลรองต์ เขาตัดสินใจแล้วว่าไม่อยากใช้ชีวิตทำงานในเมืองไทยอีก เพราะข้อจำกัดและระดับความสามารถในการปรับเปลี่ยนของการศึกษาไทยนั้นต่ำเกินไป เขาอาจเดินทางไปยังประเทศอื่นในเอเชีย อาจเป็นเวียดนาม หรือมาเลเซีย ส่วนศักดานั้นกำลังคิดว่าเขาจะตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปอย่างไร

บางครั้งสายน้ำไหลเชี่ยว บางคราวเอื่อยอ่อน ขึ้นอยู่กับความสูงชันของภูมิประเทศ และสายน้ำชีวิตที่ยาวไกลยังมีโตรกหินให้ไหลข้ามผ่านไปอีกหลายครั้ง

 

ศักดา แก้วบัวดี | นักแสดง
Laurent Vaysse | Agricultural Engineer | วิศวกรด้านการเกษตร
Medium Format 6 x 6 | Black and White Negative Film

 

FACT BOX:

  • PACS (Pacte Civil de Solidarité) เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 1999 ว่าด้วยการจดทะเบียนใช้ชีวิตคู่ในฝรั่งเศส ทั้งคู่รักเพศเดียวกันและต่างเพศ คู่ชีวิตจะได้รับสิทธิบางอย่าง เช่น หลักประกันสุขภาพจากคู่ชีวิต และการจ่ายภาษีร่วมกัน แต่ไม่ได้รับสิทธิอื่นๆ เท่ากับการจดทะเบียนสมรส
  • ปี 2013 สถิติการจดทะเบียนชีวิตคู่สำหรับคู่รักต่างเพศ 162,072 คู่ และคู่รักเพศเดียวกัน 6,054 คู่
  • 18 พฤษภาคม 2013 ประเทศฝรั่งเศสรับรองการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นประเทศที่ 9 ในยุโรป และประเทศที่ 14 ของโลก
  • 29 พฤษภาคม 2013 การแต่งงานระหว่าง Vincent Austin และ Bruno Boileur เป็นการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันคู่แรกในฝรั่งเศส
Tags: , , , , , ,