“ผมเชื่อว่าภายในปี 2035 เราอาจได้เห็นการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในอเมริกา” ดร.ปีเตอร์ วรอนสกี นักประวัติศาสตร์ คนทำหนัง และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยไรเออร์สัน กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดากล่าวในงานเปิดตัว “Sons of Cain”  ผลงานเล่มล่าสุดจากคอลเล็กชั่นหนังสือประวัติศาสตร์ฆาตกรรม

เขาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้า ว่ามาจากการเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องสุดอันตรายระหว่างค้นคว้าหาข้อมูลทำสารคดีในนครนิวยอร์กเมื่อปี 1979 ย่านที่พักอาศัยรอบนครนิวยอร์กยุค ‘70 ตั้งแต่จตุรัสไทม์สแควร์ไปจนถึงถนนหมายเลข 42 ที่วรอนสกีไปพักนั้น มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ เป็นสนามรบของแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น มีอัตราเกิดอาชญากรรมเฉลี่ยสูงถึง 2,250 คดีต่อปี ในจำนวนนี้ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรง อย่างการฆ่าคน ปล้นชิง และข่มขืน

วรอนสกีเล่าว่า เขาลงพื้นที่ทำสารคดีในนิวยอร์กบ่อยครั้ง แต่วันนั้นจำเป็นต้องพักที่โรงแรมบนถนนหมายเลข 42 เพราะโรงแรมนั้นราคาถูกและตั้งอยู่ใกล้ห้องปฏิบัติการณ์ภาพยนตร์ที่ต้องแวะในวันรุ่งขึ้นก่อนไปสนามบิน

แต่ในที่สุด วรอนสกีกลับต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน หลังจากพบว่ามีควันไฟคละคลุ้งทั่วโถงทางเดินห้องพักที่จองไว้ วรอนสกีในวัย 23 จึงรีบเก็บข้าวของและวิ่งหนีออกทางบันไดหนีไฟของโรงแรมท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย

วันรุ่งขึ้น วรอนสกีรู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์กรอบเช้าว่า เกิดคดีฆ่าหั่นศพที่โรงแรมดังกล่าว และในห้องพักมีผู้พบศพหญิงสาวนิรนามสองคน สภาพศพปราศจากศีรษะ ควันไฟเกิดจากค้นร้ายพยายามเผาทำลายหลักฐาน วรอนสกีจึงได้ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และคิดย้อนถึงเหตุการณ์ตอนที่เดินสวนกับชายประหลาดคนหนึ่งขณะเดินไปขึ้นลิฟท์ นึกถึงอะไรบางอย่างในถุงผ้าที่กระทบกับขาของเขา ลิฟท์ที่จอดนานผิดปกติ แววตาแปลกประหลาดว่างเปล่าของชายคนนั้น ทำให้วรอนสกีเข้าใจว่า เขาได้เดินสวนกับคนร้ายที่พึ่งฆ่าคนอย่างอำมหิตมาหมาดๆ

“เขากล้ามากที่เดินออกจากลิฟท์มาเฉยๆ”  วรอนสกีกล่าวและให้ความเห็นว่า หากเป็นอาชญากรทั่วไปคงเลือกที่จะหนีออกทางบันไดหนีไฟ เพราะมีโอกาสรอดมากกว่า แต่เพราะสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ ทำให้คนร้ายกล้าบ้าบิ่นในจุดที่ฆาตกรปกติไม่มี และยังมีความระมัดระวังมากด้วย เพราะจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ก็ยังสืบไม่พบว่า ศพหญิงสาวนิรนามอีกคนเป็นใคร

เมื่อคิดย้อนถึงเหตุการณ์ตอนที่เดินสวนกับชายประหลาดคนหนึ่งขณะเดินไปขึ้นลิฟท์ อะไรบางอย่างในถุงผ้ากระทบกับขาของเขา ลิฟท์ที่จอดนานผิดปกติ แววตาแปลกประหลาดว่างเปล่าของชายคนนั้น

เจ้าหน้าที่สืบสวนสามารถตามหาร่อยรอยของหญิงสาวอีกคนได้ เจ้ารองเท้าหนังส้นสูงยี่ห้อ ฟิลิป มาร์โค ที่เธอสวมใส่ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ราคาแพงและหายาก ทำให้สามารถตามสืบไปจนถึงร้านขายร้องเท้าในนิวเจอร์ซีย์ ประกอบกับข้อมูลคนหายและผลการชันสูตรพลิกศพ จึงสามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้ว่า เป็นหญิงเอสคอร์ตมีระดับที่อาศัยในอยู่ในเมืองเทรนตัน มลรัฐนิวเจอร์ซีย์

ในวันนั้นวรอนสกีได้พบกับ “ริชาร์ด ค็อตติงแฮม” หรือรู้จักในอีกชื่อ  “เดอะ ริปเปอร์แห่งจตุรัสไทม์แสควร์” เนื่องจากมีพฤติกรรมชอบฆ่าโสเภณี ค็อตติงแฮมยังคงลอยนวลอยู่หลังเหตุการณ์ในปี 1979 และลงมือฆ่าอีกหลายครั้ง แต่แล้วในปี 1980 ค็อตติงแฮมก็ถูกจับได้ที่โมเต็ลแห่งหนึ่งในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังพนักงานโมเต็ลโทรแจ้งตำรวจทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องจากห้องพักและช่วยชีวิตเหยื่อไว้ได้ทัน

เหยื่อที่รอดชีวิตให้การในชั้นศาล บวกกับคำรับสารภาพของค็อตติงแฮมว่า ก่อเหตุฆาตกรรมมาแล้วหกครั้ง ทำให้ค็อตติงแฮมถูกตัดสินจำคุกสูงสุด 197 ปี โทษฐานก่ออาชญากรรมร้ายแรง และยังต้องสงสัยว่าพัวพันกับคดีฆาตกรรมที่ปิดไม่ได้อีกกว่า 30 คดีในนครนิวยอร์คและมลรัฐนิวเจอร์ซี

วรอนสกีได้อ้างอิงความเห็น ดร.โรเบิร์ต แคพเพิล นักสืบและหนึ่งในผู้ก่อตั้งฐานข้อมูลสืบสวนคดีฆาตกรรมประจำมลรัฐวอชิงตัน (Homicide Investigation Tracking System หรือ HITS) ว่า เคสของค็อตติงแฮมเป็น “ที่สุดของฆาตกรซาดิสม์” เพราะมีฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนในเสกลที่ใหญ่กว่า เช่น เท็ด บันดี้ หรือ จอห์น เวย์น เกรซี่ แต่ไม่มีคดีไหนที่ทำให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรรู้สึกกระอักกระอ่วนเท่านี้มาก่อน

เพราะภูตผีปีศาจหรือเพราะสมองทำงานแตกต่าง ที่ทำให้คนกลายเป็น ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’

วรอนสกีเริ่มศึกษาเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง และเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องอีกสองครั้ง คือ หลังปี 1979 ที่กรุงมอสโคว์ ขณะกำลังทำข่าวภาคสนามให้แก่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น และอีกครั้ง ขณะแฝงตัวเข้าไปทำสารคดีเกี่ยวกับกลุ่ม คู คลักซ์ แคลน เพื่อค้นหาแบบแผนการเกิดของฆาตกรต่อเนื่องที่ก่ออาชญากรรมรายแรง  หรือ “อมนุษย์” (Monstrum) ตามนิยามของวรอนสกีเอง

เขาตั้งคำถามชุดหนึ่งขึ้นมาว่า เป้าหมายแท้จริงของฆาตกรคืออะไร เหตุใดฆาตกรต่อเนื่องที่อันตรายยิ่งยวดเหล่านี้ถึงมีลักษณะภายนอก ‘ปกติ’ อย่างที่สุด ทั้งยังปกปิดตัวตนไม่มีใครจดจำได้ สวนกับความเชื่อที่ว่า ฆาตกรโรคจิตจะต้องเป็นคนบ้าสวมหน้ากาก เพราะข้อมูลที่วรอนสกีรวบรวมมาชี้ว่า กลุ่มที่อันตรายจริงๆ มักมีลักษณะก้ำกึ่ง หลายคนมีหน้าที่การงานดี มีเสน่ห์ และมีคู่ครอง

เป้าหมายแท้จริงของฆาตกรคืออะไร เหตุใดฆาตกรต่อเนื่องที่อันตรายยิ่งยวดเหล่านี้ถึงมีลักษณะภายนอก ‘ปกติ’ อย่างที่สุด

ข้อสังเกตนี้ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับแวมไพร์หรือมนุษย์หมาป่า ที่มีลักษณะภายนอกแบบคนปกติ แต่จะมีช่วงที่ออกก่อคดี และมีช่วงเวลาพักฟื้น เหมือนกับเวลาที่แวมไพร์ออกล่าเหยื่อเพื่อดับกระหาย

วรอนสกีได้ศึกษาบันทึกเกี่ยวกับอาชญากรที่ฆ่าคนต่อเนื่องและมีพฤติกรรมผิดปกติ หรือบุคคลที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์และมีพฤติกรรมดังกล่าว (เช่น ฆ่าข่มขืน การกินศพ) ตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน จนถึงยุคกลาง พบว่าคำอธิบายที่คนสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้ทำความเข้าใจคนเหล่านี้ ว่าคนเหล่านี้ฆ่าคนเพราะ “ถูกเทพเจ้าสาป” “ถูกวิญญานร้ายจากสัตว์ป่าเข้าสิง หรือเป็นพวกทำสัญญากับปีศาจ”

วรอนสกีอธิบายว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เพราะความเชื่อทางเทววิทยาในยุโรปก้าวหน้าเร็วมาก และคนยุโรปเลิกกลัวซาตานกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แต่สาเหตุที่สังคมนิยามฆาตกรโหดว่าเป็น “อมนุษย์” เพราะ พฤติกรรมโหดร้ายอย่างการกินเนื้อมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจหรือหาเหตุผลมาอธิบายได้

วรอนสกียกตัวอย่างกรณีฆาตกรต่อเนื่องชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 16 “ปีเตอร์ สตัมป์” หรือมนุษย์หมาป่าแห่งเบดเบิร์ก (เมืองเบดเบิร์กตั้งอยู่ในรัฐไรน์แลนด์ ประเทศเยอรมัน) ได้ฆ่าและกินศพเพื่อนบ้านจำนวน 15 คนและได้ข่มขืนลูกสาวของตัวเองจนตั้งท้องและยังกินเด็กทารกด้วย ปีเตอร์ สตัมป์ก่ออาชญากรรมร้ายแรงผิดมนุษย์ในจุดที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ จึงถูกตัดสินประหารชีวิต ฐานที่เป็นมนุษย์หมาป่าและทำสัญญากับปีศาจ

ต่อมา เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของสมอง จึงเกิดคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า พฤติกรรมดังกล่าวมาจากความบกพร่องทางวิวัฒนาการของก้านสมองที่สืบทอดผ่านยีนส์

ดร.พอล ดี แมคลีน นักประสาทวิทยา และอาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเยล ได้เสนอทฤษฎีสมองสามระบบ หรือ “Triune Brain” ที่อธิบายว่า สมองมนุษย์มีพัฒนาการเป็นสามส่วน เก่า-ใหม่ตามเส้นทางวิวัฒนาการ ได้แก่ ก้านสมอง (สัตว์เลื้อยคลาน) สมองชั้นกลาง (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) และสมองชั้นนอก (โฮโมเซเปียน) โดยก้านสมองซึ่งมนุษย์ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยที่ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลานทำหน้าควบคุมสัญชาตญานขั้นพื้นฐาน เช่น ความอยากอาหาร ความต้องการทางเพศ และการใช้ความรุนแรง

ต่อมา สมองมนุษย์พัฒนาระบบลิมบิกซึ่งควบคุมด้านอารมณ์ และส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ที่ควบคุมด้าน ภาษา ตรรกะ ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ มาควบคุมการทำงานของก้านสมองที่เป็นส่วนสัญชาติญาน

กลุ่มนักประสาทวิทยาที่เห็นด้วยกับทฤษฎีของแม็คลีนเชื่อว่า เมื่อการทำงานร่วมกันของสมองสามส่วนมีจุดบกพร่อง หากสมองส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย ระบบจะล้ม และเปิดช่องให้ก้านสมองเข้าควบคุมการทำงานทำหมดแทน

ดร.จอห์น มันนี่ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแพทย์ จอห์น ฮอปกินส์ อธิบายว่าสมองของฆาตกรที่มีพฤติกรรมซาดิสม์ เกิดจากวงจรสมองสามส่วนทำงานผิดปกติและเชื่อมสัญญานของ ‘ความรุนแรง’ เข้ากับส่วนที่ทำงานด้านความต้องการทางเพศ

ในจุดนี้ วรอนสกีนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลกที่มีลักษณะของการใช้ความรุนแรงและการสังหารหมู่ เช่นการล่าแม่มดในยุโรปยุคกลาง ว่าเป็นผลมาจากการทำงานของกลไกสมองที่บกพร่องดังกล่าว  อ้างอิงจากหลักฐาน “คู่มือการล่าแม่มด” (Malleus Maleficarum) ตีพิมพ์ครั้งแรกในยุโรปปี 1486 ซึ่งปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการ ทรมาน ข่มขืน และฆ่า อย่างเป็นระบบ

วรอนสกีตั้งข้อสันนิษฐานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำและสงครามมักเป็นตัวจุดประกายกลไกสมองดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นเหตุให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน บ่มเพาะความรุนแรงในตัวเด็กๆ ซึ่งหากพิจารณาจากข้อสันนิษฐานดังกล่าว ช่วง ปี 1979 อันเป็นจุดเริ่มต้นของฆาตกรต่อเนื่องในอเมริกา นับเป็นเวลาประมาณสองทศวรรษ ที่เด็กๆ ซึ่งเกิดและเติบโตมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1945) และท่ามกลางสงครามเวียดนาม (1950) โตเป็นผู้ใหญ่พอดี

จากข้อสันนิฐานนี้ วรอนสกีจึงได้อนุมานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 2008 และสงครามกับการก่อการร้ายอาจกำลังก่อให้เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันในอนาคต

วรอนสกีตั้งข้อสันนิษฐานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำและสงครามมักเป็นตัวจุดประกายกลไกสมองดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นเหตุให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน บ่มเพาะความรุนแรงในตัวเด็กๆ

ฆาตกรโรคจิต: เป็นที่หวาดกลัวในโลกจริง เป็นที่รักในโลกวรรณกรรมและภาพยนตร์

หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ ริชาร์ด คอตติงแฮม, จอห์น เวย์ย เกรซี่ หรือ เทด บันดี้ คนเหล่านี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ปรากฏทางฝั่งอเมริกาเหนือในยุค ‘80 แต่คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก เฟรดดี้ คูเกอร์ (Nightmare of Elm Street) หรือ เจสัน (Friday the 13th) ซึ่งเป็นตัวละครที่น่าจะเคยสร้างความหวาดกลัวให้กับใครหลายๆ คนในวัยเด็ก

น่าขบคิดว่า ฆาตกรซึ่งเป็นที่หวาดกลัวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งเมื่อถูกนำไปทำเป็นสื่อบันเทิงมักได้รับความนิยมสูง

ในปี 1978 ผู้กำกับจอห์น คาเพนเตอร์ ได้ให้กำเนิดตัวละคร ‘ไมเคิล ไมเออร์’ จากภาพยนตร์เรื่อง Halloween ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่ออกอาละวาดในคืนฮาโลวีนและมุ่งทำร้ายพี่เลี้ยงเด็ก

Halloween ฉบับดั้งเดิม ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรทอาร์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาสลับซับซ้อนใดๆ นี้กลับกวาดรายได้ไปถึง 47 ล้านดอลลาห์สหรัฐ ทำให้มีการผลิตภาพยนตร์แนวนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง สองปีถัดมาโลกได้รู้จักกับ ‘เจสัน’ จาก Friday the 13th (ภาพยนต์ทำรายได้ 39 ล้านดอลลาห์สหรัฐ) ตามด้วย เฟรดดี้ คูเกอร์ จาก A Nightmare on Elmstreet (ทำรายได้ 25 ล้านสหรัฐ) และปิดท้ายด้วย Scream (1996) ที่ทำรายได้ถึงสูง 103 ล้านดอลลาห์สหรัฐ และยังไม่มีใครสามารถลบสถิติลงได้ ก่อนที่ความนิยมภาพยนตร์ประเภทนี้จะลดน้อยถอยลงพร้อมๆ กับจำนวนของฆาตกรต่อเนื่อง

อเมริกาเหนือมีประวัติของฆาตกรต่อเนื่องชุกชุมและมากเสียจนชาวแคนาดาอย่างวรอนสกีสามารถนำไปเขียนเป็นหนังสือถึง 5 เล่ม และวงการภาพยนตร์อเมริกันสามารถนำไปผลิตหนังแนวแสลชเชอร์ หรือฆาตกรโหด ออกมามากเสียจนสามารถตั้งจักรวาลหนังของตนเอง และกลายเป็นยุคทองของหนังแนวฆาตกรต่อเนื่อง (1979 -1995)

แต่มาทุกวันนี้ ผู้คนเริ่มชินชากับข่าวอาชญากรรม เพราะสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้า ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะสูญสิ้นความนิยม เช่นเดียวกับภาพยนตร์ในจักรวาลหนังแนวแสลชเชอร์ที่ยิ่งผลิตออกมา ก็ยิ่งทำรายได้น้อยลง

 

อ้างอิง

Fact Box

  • ทฤษฎีสมองสามส่วน "Triune Brain" ไม่ใช่คำอธิบายหนึ่งเดียว และนักจิตวิทยาส่วนหนึ่งก็มิได้เห็นพ้องกับ ทฤษฎีดังกล่าว เพราะเป็นการอธิบายที่รวบรัดเกินไป และสมองมนุษย์มีความซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจโดยแบ่งเป็นสามส่วน การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสภาพสมองที่ผิดปกติยังคงดำเนินต่อไป และมีทฤษฎีจากวิชาการสายอื่นๆมากมายที่อาจนำมาใช้ทำความเข้าใจ เช่น ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์
  • ระบบลิมบิก  ประกอบด้วย
    • ไฮโปทาลามัส กลุ่มของเซลล์ประสาทและต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความหิว สมดุลของน้ำและวงจรการหลับ-ตื่น
    • อะมิกดาลา เป็นส่วนที่ควบคุมความทรงจำและการตอบสนองต่อการได้รับรางวัลและการถูกลงโทษ
    • ฮิปโปแคมปัส เป็นส่วนควบคุมพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออารมณ์ การสร้างความทรงจำระยะยาว และการเรียนรู้
  • ดร.จอห์นน มันนี่ จบปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสอนในมหาวิทยาลัยแพทย์ จอห์น ฮอปกินส์ จนถึงวันสิ้นอายุขัยในปี ค.ศ. 2006 งานวิจัยหลักของเขาเกี่ยวข้องกับเรื่อง อัตลักษณ์ทางเพศ และเป็นผู้ให้นิยามศัพท์ "Paraphillia" ใช้แทนที่ "Perversion"
Tags: ,