HIGHLIGHTS:

  • Get Out เป็นหนังที่ได้คะแนนดีมากจากเว็บไซต์วิจารณ์อย่าง Rotten Tomatoes ให้ 99% ส่วน iMDb ให้ 8.2/10
  • หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างแค่ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่กลับทำเงินได้มากถึง 168.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • Get Out เป็นผลงานการกำกับของ จอร์แดน พีล นักแสดงตลก ที่เลือกเปิดตัวในฐานะผู้กำกับด้วยหนัง Horror
    
     ว่ากันอย่างตรงไปตรงมา Get Out ของผู้กำกับ จอร์แดน พีล ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญสั่นประสาทที่เลือกเดินตามสูตรสำเร็จแบบเป๊ะๆ ทั้งจังหวะจะโคนในการเล่าเรื่อง ไปจนถึงการเล่นประเด็นคนขาว-คนดำ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ จนทำให้ตัวหนังโดนเดาทางออกได้อย่างง่ายดายตั้งแต่ช่วง 20-30 นาทีแรก แล้วยิ่งถ้าเป็นคอหนังสยองขวัญเป็นทุนเดิม บางทีอาจเดาได้เร็วกว่าหรือรู้ทิศทางตั้งแต่ดูตัวอย่างแล้วด้วยซ้ำไป

     ทว่าการเดาทางได้ง่ายกลับไม่ได้ทำให้ Get Out หมดสนุกไปสักเท่าไหร่นัก มองอีกมุมกลับช่วยให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครให้ Get Out เสียด้วยซ้ำไป

     Get Out เล่าเรื่องราวของ คริส วอชิงตัน (รับบทโดย ดาเนียล คาลูยา) หนุ่มผิวสีที่แอบกังวลนิดหน่อยกับการไปเที่ยวบ้านแฟนผิวขาวอย่าง โรส อาร์มิเทจ (รับบทโดย อัลลิสัน วิลเลียมส์) ในช่วงสุดสัปดาห์ เมื่อไปถึงบ้านของโรสแล้ว เขาก็พบว่าเป็นครอบครัวคนขาวที่เป็นมิตรกับคนดำอย่างเกินพอดี จนสามารถจับเค้าลางอันตรายบางอย่างได้ 

     แต่เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ลางร้ายบางอย่างที่ทำให้คริสอยากไปจากบ้านของโรสเร็วๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกแปลกแยกและเป็นคนนอก เมื่อตนเองเป็นคนผิวสีเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนผิวขาวในบ้านหลังนั้น เราจึงได้เห็นความพยายามทำความรู้จักคนงานในบ้าน ซึ่งเป็นคนผิวสีเช่นเดียวกันเอาไว้ เพียงแต่ไม่ค่อยได้ความเป็นมิตรกลับมาสักเท่าไหร่ หรืออย่างตอนปาร์ตี้เริ่มไปได้สักพักแล้วเขาได้เจอกับ โลแกน คิง หนุ่มผิวสีอีกคนภายในงาน ที่ทำให้เขารู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมชะตาเดียวกัน ซึ่งนั่นคือเรื่องที่เขาคิดผิด (ผิดยังไงให้ไปดูเอาเองแล้วกัน)

     แล้วที่สำคัญคือหนังเกี่ยวกับคนผิวสีส่วนใหญ่ มักเล่าในท่าทีว่าคนขาวหวาดระแวงคนผิวสี กลัวว่าตนเองจะโดนคนกลุ่มนี้ทำร้ายได้ตลอดเวลา ซึ่งทัศนคติแบบนี้ก็เป็นที่มาของรากเหง้าปัญหาระหว่างสีผิวในสหรัฐฯ แต่ Get Out กลับทำตรงกันข้าม เมื่อให้คริสแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาและเพื่อนของเขาที่ปรึกษากันทางโทรศัพท์แทบตลอดเวลา ค่อนข้างกลัวและหวาดระแวงการอยู่ร่วมกับคนขาวเอามากๆ จนเมื่อความกังวลพุ่งถึงขีดสุด เขาจึงพยายามหาทางหนีออกจากบ้านหลังนั้นมาพร้อมกับโรสให้ได้ ซึ่งก็ตรงตามชื่อหนังที่ตัวละครพยายามพาตัวเอง Get Out จากสถานการณ์วิบัติตรงหน้ามาให้ได้

     แน่นอนว่าการหาทางออกจากบ้านของโรสนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแทบทุกการเคลื่อนไหวของทุกคนในครอบครัวอาร์มิเทจ ไม่ว่าจะเป็นแม่ (รับบทโดย แคทเธอรีน คีเนอร์) ผู้เป็นนักสะกดจิต หรือพ่อ (รับบทโดย แบร็ดลีย์ วิทฟอร์ด) รวมทั้งน้องชาย (รับบทโดย คาเลบ แลนดรี โจนส์) ล้วนแล้วแต่เป็นการวางหมากเพื่อให้คริสตกอยู่ในห้วงของการสะกดจิตแทบทั้งนั้น 


   
    จุดที่ต้องชมและซูฮกหนักๆ ของหนังเรื่องนี้คือซาวนด์ประกอบ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นการเพิ่มอรรถรสและพลักให้คนดูตกไปอยู่ในภวังค์แห่งความกลัวแบบดำดิ่ง ทั้งๆ ที่หลายๆ ฉาก หลายๆ ซีนมันแทบไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำไป

     อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่า Get Out เป็นหนังที่เดาทางง่ายมากๆ ดังนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งแคร์มากมายว่าจะเป็นการสปอยล์อะไร เราเลยลองมาลงลึกอีกหนึ่งสเต็ปแบบไม่เปิดเผยซีนจุดเปลี่ยนสำคัญและบทสรุปของเรื่องดีกว่า และคำถามคือ 'สะกดจิตไปทำไม?'

     คำตอบง่ายๆ ก็เพราะจะล่อลวงคนดำอย่างคริสให้ตกอยู่ในกำมือ ก่อนจะล้างสมองด้วยการสะกดจิตและผ่าตัดนิดหน่อย เพื่อทำให้คนดำตกอยู่ภายใต้อำนาจคนขาว เหมือนสมัยที่ยังมีการค้าทาสผิวดำในสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนี่คือประเด็นหลักที่ Get Out พยายามสื่อสารให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นๆ เรื่อง

     ทว่าการพยายามควบคุมคนผิวสีให้ตกอยู่ใต้อำนาจของคนผิวขาวใน Get Out ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าเกิดจากความกลัวหรือเหยียดสักเท่าไหร่นัก แต่กลับมีน้ำเสียงค่อนไปทางชื่นชมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องศักยภาพทางด้านร่างกายพื้นฐาน ที่คนผิวสีมีเหนือกว่าคนขาวแทบทุกด้าน ถึงขนาดว่าหลายคนอิจฉาและอยากได้ไปไว้ในครอบครองเลยทีเดียว

     ในทางกลับกันพอพิจารณาในสิ่งที่ Get Out เล่ามาทั้งหมด บางทีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ประเด็นคนขาว-คนดำด้วยซ้ำไป เพราะที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมันไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงในเชิง Racist เหยียดคนดำซักเท่าไหร่ แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ากระแสเรื่องสีผิวกำลังมา การหยิบประเด็นนี้มาใส่ไปด้วยจึงเพิ่มความสนใจให้คนส่วนใหญ่ได้มากจริงๆ