HIGHLIGHTS:

  • ทีมชาติไทยภายใต้การดูแลของมิโลวาน ราเยวัช มีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
  • เกมรับดูดีขึ้น ระบบการเล่นที่ยืดหยุ่น และการแจ้งเกิดของผู้เล่นหน้าใหม่
  • ทว่าเกมรุกที่ยังไม่จัดจ้าน ทำให้แฟนๆ ต้องคอยติดตามทีมชาติไทยยุคใหม่ต่อไป

          ค่ำของวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ฟุตบอลทีมชาติไทยคว้าแชมป์คิงส์คัพครั้งที่ 45 มาครองได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะทีมชาติเบลารุสในการดวลจุดโทษด้วยสกอร์ 5-4 ส่งผลให้ทีมชาติไทยป้องกันแชม์รายการนี้ไว้ได้อีกสมัย และเป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 15 
          ​แต่สิ่งหนึ่งที่อดสังเกตไม่ได้ในฐานะแฟนบอลทีมชาติไทยคือรูปแบบการเล่นและแทคติกที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากมิโลวาน ราเยวัช เข้ามาคุมทีมชาติไทยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม กุนซือชาวเซอร์เบียได้โชว์ฝีมือให้เห็นไปแล้ว 4 แมตช์ เริ่มจากเกมอุ่นเครื่องกับอุซเบกิสถาน ต่อด้วยเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2018 โซนเอเซียกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอีกสองเกมส์ในคิงส์คัพครั้งล่าสุดกับเกาหลีหนือและเบรารุส
          ​มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างในการคุมชาติไทยของราเยวัช เราจะไปหาคำตอบกัน

วินัยในเกมรับ
          ​สถิติที่น่าสนใจของทีมชาติไทยในยุคราเยวัชคือพวกเขาไม่เสียประตูในครึ่งแรกเลย แม้จะแพ้อุซเบกิสถาน 2-0 แต่ก็เป็นการเสียประตูในครึ่งหลังทั้งสองลูก ส่วนเกมกับยูเออี ทีมชาติไทยก็เสียประตูในช่วงท้าย ราเยวัชเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยหลายครั้งว่าสิ่งแรกที่ทีมชาติไทยต้องปรับปรุงคือเกมรับ โดยเฉพาะช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกม และต้องมีสมาธิในเกมให้มากขึ้น
          ​ทีมชาติไทยชุดนี้มีวินัยในเกมรับสูงมาก ด้วยระบบการตั้งรับแบบคุมโซน ผู้เล่นแต่ละคนมีพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง ขณะเดียวกันก็บีบคู่ต่อสู่ในบางจังหวะเพื่อป้องกันการโจมตีจากริมเส้นและลูกจ่ายทะลุช่อง แผงกองหลัง 4 คนจะยืนรักษาตำแหน่ง โดยเฉพาะแบ็กทั้งสองข้างอย่างอดิศร พรหมรักษ์ และพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา จะไม่เติมเกมรุกมากนัก ส่วนคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟอย่างพรรษา เหมวิบูลย์ และเฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ก็สามารถทดแทนตำแหน่งกันได้อย่างดี คนหนึ่งชน อีกคนคอยดักจังหวะสอง กลายเป็นคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟที่ลงตัวในชุดปัจจุบัน

ระบบการเล่น 4-2-3-1 ที่ยืดหยุ่น
          ​ทีมชาติไทยเน้นระบบการเล่น 4-2-3-1 มีกองกลางตัวรับสองตัว คือธนบูรณ์ เกษารัตน์ และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ โดยเฉพาะรายหลังที่กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง หลังจากหลุดทีมชาติไปพักใหญ่ ฐิติพันธ์เป็นมิดฟิลด์สไตล์ Box-to-Box ที่เล่นได้ทั้งรุกและรับ เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้ดี วิ่งขึ้นลงไม่มีหมด ช่วยชะลอเกมรุกของคู่ต่อสู้และเติมเกมรุกในบางจังหวะได้ดี ขณะที่ผู้เล่นในแนวรุก 4 คน คือธีราทร บุญมาทัน สรรวัชญ์ เดชมิตร มงคล ทศไกร และอดิศักดิ์ ไกรษร จะสลับหมุนเวียน ไม่ยืนตำแหน่งตายตัวเวลาเล่นเกมรุก

แจ้งเกิดนักเตะโนเนมและการวางตำแหน่งที่เซอร์ไพรส์
          ​เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว กองหลังจากนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี กลายเป็นนักเตะที่ถูกพูดถึงอย่างมากในทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน ด้วยวัย 30 ปี เขาเพิ่งถูกเรียกติดทีมชาติในยุคราเยวัช แถมโชว์ฟอร์มได้ดีเกินคาด มีความนิ่งและการอ่านจังหวะเกมที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ในคิงส์คัพครั้งนี้ ธีราทร บุญมาทัน ซึ่งปกติเล่นแบ็กซ้ายให้กับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็ถูกขยับขึ้นมาเล่นเป็นตัวรุกด้านซ้าย มีส่วนร่วมกับการเล่นเกมรุกพอสมควร ทั้งการเปิดบอลจากด้านข้างและการโยนยาวกดดันกองหลังคู่ต่อสู้ ธีราทรโชว์ฟอร์มดีจนได้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศกับเบลารุส

รับแน่น สวนคม
          ​ทีมชาติไทยชุดนี้เข้าทำนองรับแน่น สวนคม จากเกมที่เสมอยูเออี 1-1 และเกมที่ชนะเกาหลีเหนือ 3-0 ทีมชุดนี้ใช้โอกาสไม่เปลือง มีรูปแบบการเข้าทำที่ชัดเจน นั่นคือการเปลี่ยนจังหวะจากรับเป็นรุกที่ทำได้ค่อนข้างดี และการเล่นบอลน้อยจังหวะเพื่อเอาบอลเข้าสู่พื้นที่อันตรายของฝ่ายตรงข้ามให้ได้เร็วที่สุด
 
นักเตะชุดนี้รูปร่างค่อนข้างดี
          ​ดูเหมือนว่าราเยวัชจะให้ความสำคัญกับสรีระของนักเตะพอสมควร ดูจากนักเตะที่เขาเรียกมาติดทีมชาติ โดยส่วนใหญ่จะมีความสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟอย่างพรรษา เหมวิบูลย์ สูงถึง 190 เซนติเมตร ส่วนเฉลิมพงษ์ เกิดแก้วสูง 180 เซนติเมตร ปิดจุดอ่อนเรื่องลูกกลางอากาศไปได้ระดับหนึ่ง ขณะที่สองกองกลางอย่างธนบูรณ์ เกษารัตน์ สูง 182 เซนติเมตร และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ สูง 178 เซนติเมตร หรือแม้กระทั่งกองหน้าอย่างอดิศักดิ์ ไกรษร ก็สูง 182 เซนติเมตร ส่วนสิโรจน์ ฉัตรทอง กองหน้าอีกคน ก็สูงถึง 184 เซนติเมตร

เกมรุกยังไม่ดุดัน
          ​ยังคงต้องใช้เวลาในการพัฒนาเกมรุกของทีมชาติไทยให้ดุดันมากขึ้น ไม่นับว่าคู่ต่อสู้ใน 4 เกมของราเยวัชยังไม่แข็งแกร่งมากนัก แม้แต่ทีมชาติบาลารุสที่เราเพิ่งเอาชนะการดวลจุดโทษมาได้ในคิงส์คัพ ก็เป็นนักเตะชุดบีเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่ารอเจอญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือทีมระดับท็อป 5 ของเอเชีย ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงของทั้งเกมรับและเกมรุก
 
          ​นี่คือบทวิเคราะห์คร่าวๆ หลังจากได้ดูทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของมิโลวาน ราเยวัช โดยส่วนตัวแล้วชอบแนวทางการเล่นแบบนี้ที่รู้ว่าศักยภาพของนักเตะไทยอยู่ในระดับไหน และจะปิดช่องว่างระหว่างเรากับทีมที่เหนือกว่าได้อย่างไร
          ช่วงเวลาสองเดือนเศษกับกุนซือคนใหม่ ยังถือว่าเร็วเกินไปที่จะตัดสิน แต่สิ่งที่เห็นก็ทำให้รู้สึกได้ว่าเร้าใจควรค่าแก่การติดตาม