HIGHLIGHTS:

  • หนังซูเปอร์ฮีโร่มีลักษณะเป็นหนังฟอร์มใหญ่ เน้นความบันเทิงแบบจัดเต็ม ด้วยความยิ่งใหญ่และลูกเล่นของภาพและเสียง ทำให้มันยังเป็นหนังที่ ‘ควรดูในโรง’
  • 10 ปีหลังมานี้ โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและปัญหาที่ซับซ้อนยากจะแก้ไข เช่น ปัญหาการก่อการร้าย เศรษฐกิจ สงคราม ผู้อพยพ ความฉ้อฉลจากรัฐ ฯลฯ การได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังพิเศษที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายได้อย่างง่ายดายนั้น ถือเป็นภาพฝันของผู้ชมส่วนมาก
  • ขาลงของหนังซูเปอร์ฮีโร่น่าจะมาถึงอีกไม่นาน เพราะซูเปอร์ฮีโร่ตัวที่โด่งดังเป็นอันดับต้นๆ เช่น ซูเปอร์แมน แบทแมน สไปเดอร์แมน กัปตันอเมริกา ถูกนำมาบอกเล่าบนจอและถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว ทางออกของสภาวะที่ซูเปอร์ฮีโร่มีจำกัดคือ การสร้างภาคต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็นำมารวมตัวในหนังเรื่องเดียวกัน 

          ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้ถือเป็นยุคทองของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ในปี 2017 หนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Thor: Ragnarok, Guardians of the Galaxy Vol.2, Spider – Man: Homecoming, Wonder Woman, Logan ทำรายได้ทั่วโลกติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของปี ทั้งยังได้รับเสียงวิจารณ์ในแนวชื่นชมกันถ้วนหน้า
          ทำไมหนังซูเปอร์ฮีโร่ถึงประสบความสำเร็จ ซูเปอร์ฮีโร่สื่อถึงอะไร อนาคตของหนังซูเปอร์ฮีโร่จะเป็นอย่างไรต่อไป
 
ซูเปอร์ฮีโร่ จากอดีตถึงปัจจุบัน จากหนังสือการ์ตูนถึงภาพยนตร์
          หนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกันมาอย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งประชาชนต้องการสิ่งบันเทิง การ์ตูนถือเป็นสิ่งบันเทิงราคาถูกของผู้คนจนได้รับความนิยม ขณะเดียวกันก็ถือเป็นเครื่องมือปลูกฝังอุดมการณ์จากรัฐ เช่น Superman เป็นซูเปอร์ฮีโร่ในอุดมคติและเป็นแบบอย่างของการทำความดีช่วยเหลือคนอื่น ส่วน Captain America ก็แฝงอุดมการณ์เรื่องรักชาติ
          ซูเปอร์ฮีโร่สะท้อนถึงสังคมและเรื่องที่ได้รับความสนใจในขณะนั้นซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น จากสมัยแรกที่ฮีโร่มีต้นแบบจากนิยายเทพเจ้าปรัมปราก็เปลี่ยนมามีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์มากขึ้น ตัวร้ายก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากนาซี มนุษย์ต่างดาว รัสเซียตะวันออกกลาง กระทั่งความซับซ้อนของเนื้อเรื่องและตัวละครที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีฮีโร่กับตัวร้ายก็มีสีเทาใกล้เคียงกัน
          อย่างไรก็ดี การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ในยุคหลังมีเนื้อหารุนแรงและซีเรียสมากขึ้น จนไม่อาจบอกได้เต็มปากว่าการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เป็นเรื่องสำหรับเด็ก
          เราสามารถเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวซูเปอร์ฮีโร่ได้ชัดจากหนังเรื่องกัปตันอเมริกาทั้งสามภาค ในภาคแรกตัวเอกมีลักษณะเหมือนในหนังสือการ์ตูนยุคแรกคือรักชาติ เป็นวีรบุรุษสงคราม ยึดตามกฏหมายกฏระเบียบทุกอย่าง แต่พอภาคหลังๆ ตัวเอกกลับสงสัยในระบบอันชั่วร้ายและฉ้อฉลจนต่อต้านในภายหลัง
 
การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ในยุคหลังมีเนื้อหารุนแรงและซีเรียสมากขึ้น จนไม่อาจบอกได้เต็มปากว่าการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เป็นเรื่องสำหรับเด็ก
          ซูเปอร์ฮีโร่สามารถสะท้อนให้เห็นสังคมการเมืองในช่วงนั้น การ์ตูนและหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่แฝงประเด็นการเมืองได้อย่างชัดเจนคือ X-Men ที่ไอเดียเริ่มแรกพูดถึงมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีความสามารถพิเศษจนอาจตีความได้ถึงเรื่องคนนอกที่ถูกต่อต้านจากสังคม มนุษย์กลายพันธุ์อาจสื่อถึงคนผิวสีหรือเกย์ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิทางสังคม นอกจากนี้ รูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกันของโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ (ที่เป็นสายประนีประนอม) กับแมกนีโต (ที่เป็นสายแตกหัก) ยังสะท้อนถึงการต่อสู้ที่แตกต่างกันของผู้นำคนผิวสีอย่างมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และมัลคอล์ม เอ็กซ์ได้เช่นกัน
          เรายังได้เห็นว่ามีประเด็นเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ที่ยังคงร่วมสมัยซีเรียส และชวนให้คิดต่อ เช่น Spider-Man ซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องจัดการกับปัญหาส่วนตัว และยังมีเรื่องพลังอำนาจที่ต้องมีความรับผิดชอบกำกับ Fantastic Four กับเรื่องราวการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว Batman ที่พูดถึงการทำตัวเป็นศาลเตี้ยและเรื่องบาดแผลในจิตใจของตัวเอก
 
กุญแจความสำเร็จของหนังซูเปอร์ฮีโร่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้
          นับตั้งแต่ปี 2008 ที่ Iron Man หนังเรื่องแรกของมาร์เวลสตูดิโอออกฉาย และถือเป็นการสร้างหนังอย่างเต็มตัวของมาร์เวล หลังจากที่ขายลิขสิทธิ์ให้สตูดิโออื่นสร้างมาตลอด จนถึงวันนี้ก็เกือบ 10 ปีของการก่อตั้ง Marvel Cinematic Universe (MCU) ปัจจุบันมีหนัง MCU ออกฉายไปแล้ว 17 เรื่องทำรายได้รวมทั่วโลกสูงถึง 13,160 ล้านเหรียญสหรัฐ! จนถือเป็นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในตอนนี้และทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองของหนังซูเปอร์ฮีโร่
          นอกเหนือจากมาร์เวลแล้ว ยังมีหนังซูเปอร์ฮีโร่จากสตูดิโออื่นๆ มาช่วยเพิ่มความคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นหนัง DC Extended Universe (DCEU) ของวอร์เนอร์หนังที่สร้างจากการ์ตูนมาร์เวลชุด X-Men และ Fantastic Four ของฟ็อกซ์, หนังชุด Spider-Man ของโซนีหนังจากสตูดิโออื่น เช่น Hellboy ภาคใหม่และ Glass ประเมินคร่าวๆ สามปีต่อจากนี้ (2018-2020) ผู้ชมจะได้ดูหนังซูเปอร์ฮีโร่มากถึง 30 เรื่อง!
 
ทำไมหนังซูเปอร์ฮีโร่ถึงได้รับความนิยมจากผู้ชมและจากผู้สร้าง
          หนังซูเปอร์ฮีโร่มีลักษณะเป็นหนังฟอร์มใหญ่ เน้นความบันเทิงแบบจัดเต็ม อุดมไปด้วยซีจีเอฟเฟ็กต์และฉากแอ็กชัน เหมาะกับผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่เน้นดูหนังเพื่อความบันเทิงและหลบหนีจากโลกความจริง นอกจากนั้น ด้วยความเป็นหนังที่เน้นความยิ่งใหญ่และลูกเล่นของภาพและเสียง ทำให้มันเป็นหนังที่ ‘ควรดูในโรง’ ทำให้หนังยังคงทำเงินอยู่ในยุคที่หนังฟอร์มกลาง-ฟอร์มเล็กที่ฉายในโรงถูกเวบสตรีมมิงออนไลน์ เช่น Netflix แย่งผู้ชมไปอย่างมาก
          ผู้สร้างหนังยังสามารถคัดเลือกเนื้อเรื่องที่มีอยู่มามากมายมาเลือกใช้ได้อย่างตามใจชอบ ไม่ใช่แค่นั้น ด้วยความที่หนังซูเปอร์ฮีโร่มักจะเชื่อมโยงกับหนังเรื่องอื่นๆ โดยเรียกกันว่าเป็น universe ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ คือแค่ทำภาคต่อยังน้อยไป ถ้าอยากรวยต้องสร้างจักรวาลกันไปเลย ทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่หยุดตัวเองแค่หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องเดียว แต่มักจะติดตามดูไปเรื่อยๆ ยาวๆ จนกว่าผู้ชมจะเลิกดูหรือผู้สร้างจะเลิกทำกันไปข้าง
          การสร้างความแปลกใหม่และใส่องค์ประกอบอื่นๆ ให้กับหนังซูเปอร์ฮีโร่ ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่หนังที่พูดถึงซูเปอร์ฮีโร่ที่ใช้พลังพิเศษต่อสู้กับเหล่าร้ายเท่านั้น เช่น Captain America: Civil War มีส่วนผสมของหนังทริลเลอร์การเมืองยุค '70 Spiderman: Homecoming มีส่วนผสมของหนังวัยรุ่นไฮสคูล Guardians of the Galaxy มีส่วนผสมของหนังอวกาศเกรดบี เป็นต้น
 
ในช่วง 10 ปีหลังมานี้โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและปัญหาที่ซับซ้อนยากจะแก้ไข เช่น ปัญหาการก่อการร้าย เศรษฐกิจ สงคราม ผู้อพยพ ความฉ้อฉลจากรัฐ ฯลฯ การได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังพิเศษที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายได้อย่างง่ายดายนั้นถือเป็นภาพฝันของผู้ชมส่วนมาก
          ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่มีฐานแฟนคลับที่ติดตามอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่เป็นหนังสือการ์ตูน ตัวหนังจึงเป็นที่รู้จักและเกิดกระแสตั้งแต่ตอนประกาศว่าจะสร้าง และมีโอกาสทำเงินสูงเพราะมีเหล่าแฟนคลับคอยสนับสนุน
          นอกจากนี้ หนังซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้เก็บรายได้แค่จากค่าตั๋วหนังอย่างเดียว แต่ยังมีโอกาสเก็บรายได้จากช่องทางอื่นๆ (ได้มากกว่าหนังแนวอื่น) เช่น โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ ของเล่นและสินค้าอื่นๆ รวมถึงมีโอกาสสร้างภาคต่อ/ภาคแยกจากหนังได้อีกนับไม่ถ้วน
          ในช่วง 10 ปีหลังมานี้โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและปัญหาที่ซับซ้อนยากจะแก้ไข เช่น ปัญหาการก่อการร้าย เศรษฐกิจ สงคราม ผู้อพยพ ความฉ้อฉลจากรัฐ ฯลฯ การได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังพิเศษที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายได้อย่างง่ายดายนั้นถือเป็นภาพฝันของผู้ชมส่วนมาก จนทำให้ความต้องการหนังซูเปอร์ฮีโร่พุ่งสูงขึ้น
          นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความสำเร็จของมาร์เวลยังเกิดจากฝีมือของเควิน ไฟกี - ผู้บริหารมาร์เวลสตูดิโอและโปรดิวเซอร์ของหนังมาร์เวลทุกเรื่อง เขาควบคุมการสร้างภาพยนตร์อย่างใกล้ชิดวางแผนต่างๆ อย่างรัดกุม เขายึดหลักว่า “ไม่มีผู้กำกับคนไหนใหญ่ไปกว่าแฟรนไชส์หนังการควบคุมอย่างเข้มงวดของเขา" ในอีกมุมก็ก่อปัญหาเมื่อผู้กำกับบางคนรู้สึกว่าถูกแทรกแซงจนไม่มีอิสระทางความคิดสร้างสรรค์และถอนตัวในภายหลัง เช่น เอดการ์ ไรท์ที่ถอนตัวจาก Ant – Man
          แต่ด้วยฝีมือของไฟกี ก็ทำให้หนังมาร์เวลประสบความสำเร็จทิ้งห่างคู่แข่งอย่างดีซีไปมากพอสมควร ทั้งที่หากเทียบความสำเร็จของหนังสือการ์ตูนหรือซีรีส์โทรทัศน์ ต้องถือว่าดีซีประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะการบริหารของฝั่งสตูดิโอวอร์เนอร์ที่ไม่ราบรื่น มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับบ่อยและเลื่อนแผนการสร้างหนังออกไปหลายเรื่องแต่หลังจากในปีนี้ซึ่งดีซีประสบความสำเร็จอย่างมากจากหนัง Wonder Woman อีกทั้งมีแผนสร้างหนังอีกหลายเรื่อง รวมถึงฟ็อกซ์ที่เตรียมสร้างหนังในจักรวาล X-Men และโซนีที่เตรียมสร้างหนังในจักรวาล Spider-Man เอาไว้หลายเรื่องเช่นกัน ทำให้มั่นใจได้ว่าหลังจากนี้เราจะยังมีหนังซูเปอร์ฮีโร่ให้ดูไปอีกยาวๆ
 
อนาคตของหนังซูเปอร์ฮีโร่จะเป็นอย่างไรต่อไป?
          ผู้กำกับชื่อดังอย่างสตีเวน สปีลเบิร์กเคยกล่าวกับสำนักข่าว AP ไว้ว่า “เราเคยเห็นช่วงที่หนังคาวบอยตายจากไป สักวันหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็จะเป็นไปในแบบเดียวกัน”
          คำกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกสิ่งย่อมเสื่อมความนิยมเป็นเรื่องธรรมดา เห็นได้จากหนังคาวบอย หนังเพลง หนังสงคราม หนังแอ็กชันพระเอกกล้ามโต หนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลก และหนังแวมไพร์ที่เคยโด่งดังในช่วงเวลาหนึ่งแล้วสุดท้ายก็เสื่อมความนิยมไป หนังซูเปอร์ฮีโร่ก็น่าจะลงเอยแบบเดียวกันในสักวัน คำถามไม่ได้อยู่ที่มันจะเสื่อมความนิยมหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อไร?
          บทความ ‘Why the Superhero Movie Era Will Come to an End’ ของมาร์ตา ซันแดค ในเวบ highsnobiety.com วิเคราะห์ว่าขาลงของหนังซูเปอร์ฮีโร่น่าจะมาถึงอีกไม่นาน เพราะซูเปอร์ฮีโร่ตัวที่โด่งดังเป็นอันดับต้นๆ เช่น ซูเปอร์แมนแบทแมนสไปเดอร์แมนกัปตันอเมริกาถูกนำมาบอกเล่าบนจอและถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว (ถ้าเป็นสำนวนคือเหมือนเป็นวัวที่ถูกรีดน้ำนมออกมาอย่างเต็มที่) จะเหลือก็แต่ซูเปอร์ฮีโร่ระดับรอง หรือฮีโร่ที่เพิ่งสร้างที่ไม่โด่งดังเท่าซึ่งแน่นอนว่าแรงดึงดูดต่อผู้ชมย่อมแตกต่างจากตัวดังๆ ลิบลับ
 
“เราเคยเห็นช่วงที่หนังคาวบอยตายจากไป สักวันหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็จะเป็นไปในแบบเดียวกัน” - สตีเวน สปีลเบิร์ก
          ทางออกของสตูดิโอในสภาวะที่ซูเปอร์ฮีโร่มีจำกัดคือ การทำหนังภาคต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็นำมารวมตัวในหนังเรื่องเดียวกัน (มีทั้งที่รวมตัวเพื่อสู้กับเหล่าร้ายและรวมตัวเพื่อแบ่งฝ่ายสู้กันเอง) หรือจับมารีบูทสัก 3-4 รอบ (แบบ Spider-Man) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไร สุดท้ายผู้ชมย่อมเกิดความรู้สึกเบื่อหรืออิ่มตัวขึ้นมาได้สักวัน
          ยิ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่สร้างเพิ่มขึ้นทุกปี บวกกับทุนสร้างหนังที่มากขึ้นและโปรดักชันหนังที่ใหญ่โตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจถ้าฟองสบู่ของหนังซูเปอร์ฮีโร่จะแตกเข้าสักวัน
          ซึ่งทางสตูดิโอก็ได้ปรับตัว เช่น มาร์เวลซึ่งไฟกีประกาศว่าหลัง Avengers ภาค 4 หนังมาร์เวลจะปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ ไม่สร้างเป็นเฟส 4 (ที่ผ่านมา หนังมาร์เวลได้มีการสร้างมาแล้วสามเฟส โดยหนังยิ่งทวีความใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ) และมีซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น Black Panther ที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ผิวสี, Captain Marvel ซึ่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลที่เป็นผู้หญิง เป็นต้น ในขณะที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ของสตูดิโออื่นก็ได้พัฒนารูปแบบและสร้างความแปลกใหม่เรื่อยๆ เช่น Logan กับ Deadpool ที่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโรเรท R โดยล่าสุด The New Mutants ในจักรวาลเอ็กซ์เมนที่กำลังจะฉาย จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นหนังสยองขวัญ เป็นต้น
          จริงอยู่ที่ว่าความนิยมของหนังซูเปอร์ฮีโร่ย่อมมีวันจบลง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น การจับตามองว่าหนัง genre นี้จะคลี่คลายตัวเองและมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่แปลกใหม่ทางไหนถือเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ไม่แพ้การลุ้นว่าพระเอกหรือตัวโกงในหนังใครจะเป็นผู้ชนะ



ภาพประกอบโดย ภัณฑิรา ทองเชิด

FACT BOX:

หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เรากำลังจะได้ดูในปี 2018 มีทั้งหมด 9 เรื่อง
(วันที่แจ้งถือเป็นกำหนดฉายในอเมริกา)
  • Black Panther หนังเดี่ยวเรื่องแรกของแบล็คแพนเธอร์ ซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็นราชาแห่งวากานดาซึ่งต้องปกป้องประเทศของเขาจากภัยคุกคามต่างๆ (มาร์เวล, 16 กุมภาพันธ์)
  • The New Mutants หนังซูเปอร์ฮีโร่แนวใหม่ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบหนังวัยรุ่นบวกกับหนังสยองขวัญ (ฟ็อกซ์, 13 เมษายน)
  • Avengers: Infinity War การรวมตัวของซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลแบบครบถ้วนเพื่อต่อสู้กับสุดยอดตัวร้ายอย่างทานอส (มาร์เวล, 4 พฤษภาคม)
  • Deadpool 2 การกลับมาอีกครั้งของซูเปอร์ฮีโร่ปากรั่ว ซึ่งคราวนี้เขาจะต้องร่วมมือกับเคเบิ้ล มนุษย์กลายพันธุ์แตกต่างกับเขาคนละขั้ว (ฟ็อกซ์, 1 มิถุนายน)
  • Ant-Man & The Wasp หนังภาคต่อของซูเปอร์ฮีโร่ตัวจิ๋วที่คราวนี้เขาต้องออกปฏิบัติภารกิจร่วมกับคู่หูหญิงอย่างเดอะวอสป์ (มาร์เวล, 6 กรกฎาคม)
  • Venom นักข่าวที่ได้รับพลังพิเศษจากเอเลี่ยน จากที่เคยเป็นตัวร้ายในหนังสไปเดอร์แมน คราวนี้เขาได้เป็นตัวเอกในหนังของตัวเองอย่างเต็มตัว(โซนี, 5 ตุลาคม)
  • X-Men: Dark Phoenix ภาคต่อของ X - Men: Apocalypse คราวนี้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับจีน เกรย์ เอ็กซ์เมนสาวผู้เปลี่ยนตัวเองเป็นดาร์กฟีนิกซ์ซึ่งมีพลังมากจนไม่อาจควบคุมได้ (ฟ็อกซ์, 2 พฤศจิกายน)
  • Untitled animated Spider-Man film หนังสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นอนิเมชันสามมิติ โดยเปลี่ยนตัวเอกในเรื่องเป็นไมล์ โมราเลส - หนุ่มผิวสีซึ่งเป็นสไปเดอร์แมนคนที่สองต่อจากปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (โซนี, 14 ธันวาคม)
  • Aquaman หนังเดี่ยวเรื่องแรกของราชาแห่งสมุทรซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของจัสทิซลีค (วอร์เนอร์, 21 ธันวาคม) 
5 อันดับหนังซูเปอร์ฮีโร่ทำเงินทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล
1. The Avengers (2012) – 1,518.8 ล้านเหรียญ
2. Avengers: Age of Ultron (2015) – 1,405.4 ล้านเหรียญ
3. Iron Man 3 (2013) -1,214.8 ล้านเหรียญ
4. Captain America: Civil War (2016) - 1,153.3 ล้านเหรียญ
5. The Dark Knight Rises  (2012) - 1,084.9 ล้านเหรียญ

หมายเหตุ :–
หนังทุกเรื่องมาจากฝั่ง Marvel ยกเว้นอันดับ 5 ที่มาจาก DC นอกจากนั้น
ทุกเรื่องยังเป็นหนังรวมซูเปอร์ฮีโร่ ยกเว้น 3 กับ 5 ที่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เดี่ยวๆ