HIGHLIGHTS:

  • บริษัท เซียร์ส โฮลดิงส์ คอร์ปอเรชัน (Sears Holdings Corporation) เจ้าของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เตรียมปิดห้างสรรพสินค้าเซียร์ส (Sears) ประมาณ 41 สาขา และเคมาร์ต (Kmart) อีก 109 สาขาภายในเดือนเมษายน หลังยอดขายในช่วงวันหยุดเทศกาลตกฮวบ
  • รายงาน The Future of Retail 2016 โดย Business Insider ชี้ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 ธุรกิจค้าปลีกมีอัตราการเติบโตแค่ 2% เท่านั้น ขณะที่อีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโตสูงถึง 16% โดยเฉพาะ Amazon ซึ่งกลายมาเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 370 ล้านเหรียญ
  • แจ็ก หม่า เคยกล่าวว่า หากสถานการณ์ของอีคอมเมิร์ซปี 2016 เปรียบเสมือนอาหารเรียกน้ำย่อยแล้ว ปี 2017 ก็จัดเป็นปีแห่งเมนคอร์สเลยทีเดียว โดย Amazon จะเป็นเจ้าแรกที่ประเดิมตลาดในสิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปีนี้
  • นั่นหมายความว่าธุรกิจออนไลน์ระดับโลคัลต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีต้นทุนมากกว่าอีกด้วย
Photo: wikipedia commons
    บริษัท เซียร์ส โฮลดิงส์ คอร์ปอเรชัน (Sears Holdings Corporation) เจ้าของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เตรียมปิดห้างสรรพสินค้าเซียร์ส (Sears) ประมาณ 41 สาขา และเคมาร์ต (Kmart) อีก 109 สาขาภายในเดือนเมษายน หลังยอดขายในช่วงวันหยุดเทศกาลตกฮวบ
​     แม้ว่าผลประกอบการรวมจากทั้ง 150 สาขาในปีที่ผ่านมาจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทกลับสูญเงินไปมากถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยเหตุนี้ เซียร์สจึงจำต้องลดสาขาลงเพื่อปิดปากแผลของบริษัท ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ โดยการปิดตัวครั้งนี้คิดเป็น 10% ของร้านทั้งหมดของเซียร์ส
​     สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 เอ็ดดี้ แลมเพิร์ต (Eddie Lampert) ซีอีโอได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทางบริษัทกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพของบริษัท และพัฒนาสภาพคล่องทางการเงินให้สอดรับกับช่วงเปลี่ยนผ่านและรับมือกับความเสี่ยงต่อธุรกิจค้าปลีกต่อไป
​     “ที่ผ่านมาร้านค้าหลายแห่งต่างประสบปัญหาทางการเงินมานานหลายปี แต่เรายังคงเปิดให้บริการเพื่อให้คนท้องถิ่นมีงานทำ และหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา” แลมเพิร์ตกล่าว และเน้นย้ำว่าบริษัทจะกลับมาทำกำไรอีกครั้งนั้น ต้องมุ่งพัฒนาร้านค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
​     อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทกล่าวว่าพนักงานจะได้รับค่าชดเชยกรณีเลิกว่าจ้างและสิทธิ์ในการสมัครงานตำแหน่งต่างๆ ในสาขาอื่น เพื่อลดผลกระทบที่ตามมา
​     สถานการณ์ที่เซียร์สกำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ต่างอะไรกับเรือรบลำใหญ่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยผงาดในน่านน้ำของธุรกิจค้าปลีกในยุค 80s ของอเมริกา ก่อนจะถูกกระแสเชี่ยวกรากของ Walmart เล่นงาน ตามมาด้วยธุรกิจคลื่นลูกใหม่อย่าง Amazon โถมเข้าใส่จนใกล้อับปาง
 
Photo: Amazon
Amazon Effect เล่นงานธุรกิจค้าปลีกอ่วม ใครจะเป็นรายถัดไป?
​     นอกจากปิดตัวร้านค้าปลีกมากถึง 150 แห่ง เซียร์สยังประกาศว่าจะขายแบรนด์เครื่องมือช่าง Craftsman ให้กับบริษัท สแตนลีย์ แบล็ก แอนด์ เด็กเกอร์ (Stanley Black & Decker) เป็นมูลค่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจะได้รับเงินก้อนแรกมูลค่า 525 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังปิดดีล
​     ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ดีลนี้ก็เปรียบกับการซื้อเวลาเพื่อต่อลมหายใจรวยรินของบริษัทให้พออยู่รอดได้ แต่อาจไม่ถึงกับกระตุ้นให้ฟื้นตัวและกลับมาเดินเครื่องเต็มที่เหมือนกับ 30 ปีก่อน
​     ก่อนหน้านี้เซียร์สเคยปรับรูปแบบธุรกิจอยู่หลายหน โดยควบรวมกิจการกับบริษัท เคมาร์ต โฮลดิงส์ คอร์ปอเรชัน (Kmart Holdings Corporations) เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันในตลาด และเริ่มตบเท้าสู่ตลาดออนไลน์ตามกระแสโลกาวิวัตน์
​     จนกระทั่งปี 2013 เอ็ดดี้ แลมเพิร์ต มหาเศรษฐีผู้คร่ำหวอดในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท เข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเซียร์สจะก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้ง่ายๆ ปี 2016 บริษัทได้ปิดร้านค้าไปกว่า 78 แห่งในปีที่ผ่านมา ขณะที่แลมเพิร์ตถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นนักลงทุนที่เก่งกาจก็จริง (ปี 2004 Bloomberg Businessweek เคยยกย่องว่าเขาคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์คนถัดไป) แต่ด้านกลยุทธ์การบริหารและความเข้าใจในธุรกิจค้าปลีกยังห่างไกลจากคำว่า ‘เหนือชั้น’ โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนหน้าจอ
​     รายงาน The Future of Retail 2016 โดย Business Insider ชี้ว่า รายได้หลักของธุรกิจค้าปลีกในอเมริกานั้นมาจากร้านค้าปลีกเช่นเคย แต่อัตราการเติบโตของธุรกิจส่วนใหญ่นั้นมาจากอีคอมเมิร์ซ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 ธุรกิจค้าปลีกมีอัตราการเติบโตแค่ 2% เท่านั้น ขณะที่อีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโตสูงถึง 16% โดยเฉพาะ Amazon ซึ่งกลายมาเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 370 ล้านเหรียญ
​     เท่ากับว่า Amazon นั้นมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของเหล่าบรรดาธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ในอเมริการวมกันเสียอีก อันได้แก่ เมซีส์ (Macy’s), โคห์ลส์ (Kohl’s), เซียร์ส (Sears), เจซีเพนนีย์ (JCPenney), นอร์ดสตอร์ม (Nordstorm), เบสต์ บาย (Best Buy), บาร์นส์ แอนด์ โนเบิล (Barnes & Noble), ดิลลาร์ดส (Dillard’s), แก็ป (Gap) และทาร์เก็ต (Target)
​     ด้านเมซีส์ ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อีกรายในสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่าจะปลดพนักงานราว 3,900 อัตรา และจะลดอีก 6,200 อัตรา หรือคิดเป็น 4% ของพนักงานทั้งหมด ตามแผนการปรับโครงสร้างบริษัท โดยคาดว่าจะปิดบริการ 68 สาขาในช่วงกลางปี จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดว่าจะปิดทั้งหมด 100 สาขาตั้งแต่ปีที่แล้ว
​     เมซีส์เผยว่าผลประกอบการในช่วงวันหยุดเทศกาลที่ผ่านมาค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยยอดขายลดลง 2.1% ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จึงคาดว่าการปิดสาขา ประกอบกับลดจำนวนพนักงานลงจะช่วยประหยัดงบประมาณไปได้ถึง 550 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำไปลงทุนกับธุรกิจอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการตลาดดิจิทัล และแบรนด์เครื่องสำอาง Bluemercury ที่เมซีส์เข้าซื้อกิจการในปีที่แล้ว
 
Photo: wikipedia commons
อนาคตที่ไร้ความหวังของอเมริกา แล้วธุรกิจไทยควรทำอย่างไร เมื่อจีนเตรียมจัดหนัก?
​     ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2016 ห้างฯ ชื่อดังอย่าง Walmart  ได้ประกาศข่าวช็อกวงการธุรกิจค้าปลีกว่าจะปิดบริการ 269 สาขาทั่วโลก โดยรวมไปถึง ร้านค้าปลีก 154 สาขาในอเมริกา
​     แต่จากการควบรวมกับสตาร์ทอัพ Jet ในเดือนกันยายน 2016 และเข้าซื้อธุรกิจรองเท้าแฟชั่นออนไลน์ ShoeBuy เป็นไปได้ว่า Walmart จะมีโอกาสพลิกกลับมาขับเคี่ยวกับ Amazon ได้อย่างสมน้ำสมเนื้ออีกครั้ง ด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบ Omni-Channel
​     โดยเฉพาะถ้าหาก Amazon Go ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะที่จะเปิดตัวสาขาแรกที่ซีแอตเทิลในปีนี้ กลับ ‘ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง’
​     รายงาน The Future of Retail 2016 โดย Business Insider ยังเสนอแนะว่า ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกเชนใหญ่ อาทิ Walmart และ Target ต่างนำเทคโนโลยีบีคอน (Beacon) เข้ามาประยุกต์ใช้ในร้านค้าจริงแล้ว เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้บริโภคระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน
​     ย้อนกลับมาทางฝั่งไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจะยังไม่มีข่าวใหม่ออกมาสั่นคลอนวงการธุรกิจค้าปลีก แต่ก็ควรจับตาดูความเคลื่อนไหวของบริษัทค้าปลีกใหญ่อย่างเซ็นทรัล กรุ๊ป ว่าจะมีแผนดำเนินการรับมือกับอาลีบาบา กรุ๊ปอย่างไร หลังจากเข้าซื้อ Zalora หรือกระทั่ง Line ที่เข้ามาจับกลุ่มผู้บริโภคไทยแบบเต็มสตรีม ไม่ว่าจะตลาดคอนเทนต์ บริการจัดส่งสินค้า ทั้งยังจับมือกับฟินเทคไทยยกระดับบริการทางการเงินไปอีกขั้น
​     ก่อนหน้านี้ แจ็ก หม่า เคยกล่าวว่า หากสถานการณ์ของอีคอมเมิร์ซปี 2016 เปรียบเสมือนอาหารเรียกน้ำย่อยแล้ว ปี 2017 ก็จัดเป็นปีแห่งเมนคอร์สเลยทีเดียว โดย Amazon จะเป็นเจ้าแรกที่ประเดิมตลาดในสิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ยังไม่รวมถึงเว็บโซเชียลมีเดียที่หันมาทำตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือโซเชียลคอมเมิร์ซอย่างเช่น Facebook และ Instagram เป็นต้น
​     นั่นหมายความว่าธุรกิจออนไลน์ระดับโลคัลต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีต้นทุนมากกว่าอีกด้วย
​     การแข่งขันธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปีนี้จึงน่าจะทวีความดุเดือดยิ่งกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าตัว ที่แน่ๆ มีหลายบริษัทต้องเจ็บตัวและถูกปลดออกจากสังเวียนนี้อย่างแน่นอน

*ลองอ่านบทความ “จับตา 5 กระแสที่จะ ‘ฆ่า’ ค้าปลีกไทย ถ้าไม่ลงลึกด้านอีคอมเมิร์ซ” และ “TRENDS TO TRUTHS 2017: 5 สิ่งที่ควรรู้และต้องทำ ถ้าอยากปั้นดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งให้ปังในปี 2017

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai​
อ้างอิง:
     - รายงาน The Future of Retail 2016 โดย Business Insider
     - http://money.cnn.com/2017/01/05/investing/sears-sells-craftsman-stanley-black-decker/index.html
     - http://money.cnn.com/2017/01/06/investing/amazon-rules-retail-worth-more-than-almost-everyone/index.html
     - https://www.emarketer.com/Article/Omnichannel-2017-Amazon-Walmart-Make-Moves/1015000
     - https://www.techinasia.com/talk/11-trends-shape-southeast-asian-ecommerce-2017
     - http://www.businessinsider.com/sears-failing-stores-closing-edward-lampert-bankruptcy-chances-2017-1