SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและธุรกิจเทคโนโลยี ได้แก่ Wei Hopeman กรรมการผู้จัดการกองทุน Arbor Ventures กองทุนด้านฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, Oscar Ramos ผู้อำนวยการโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Chinaccelerator และ Grace Yun Xia ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการลงทุน บริษัท Tencent ได้ร่วมถกประเด็นทิศทางการเติบโตของจีนสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมโลกในงาน Faster Future | SCB Fintech Forum โดยมี พลภัทร อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงานทุนองค์กร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ดำเนินการเสวนา
  • ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้จีนแซงหน้าซิลิคอน แวลลีย์ได้ในอนาคตคือ ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ เงินทุนสนับสนุนจาก VC และศักยภาพการแข่งขันทางตลาดที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก บวกกับจำนวนประชากรสูงสุดในโลกราว 1.3 พันล้านคน จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาในตลาดนี้
  • แม้จะเป็นบริษัทใหญ่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่และกล้าที่จะ disrupt ตัวเอง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

     หากพูดถึง Hub ด้านนวัตกรรมชั้นนำของโลก หลายคนย่อมนึกถึงชื่อของ ซิลิคอน แวลลีย์ (Silicon Valley) ในประเทศอเมริกาเป็นอันดับแรกๆ และตำนานของบริษัทเทคโนโลยีทั้งรุ่นเก่าและหน้าใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายและท่าทีที่คาดเดายากของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำลังสั่นคลอนบัลลังก์ของศูนย์กลางนวัตกรรมโลกแห่งนี้อยู่ไม่น้อย
     ขณะที่สถานการณ์สตาร์ทอัพในจีนดูจะไปได้ดีกว่า รัฐบาลจีนได้จัดตั้งกองทุน Venture Capital ขึ้นมาสนับสนุนสตาร์ทอัพ ตามการรายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เป็นไปได้ว่าจีนจะถือโอกาสแซงหน้าขึ้นมาเป็นซิลิคอน แวลลีย์แห่งใหม่ในที่สุด
     ทางฝั่งประเทศไทย แนวโน้มด้านเทคโนโลยีและฟินเทคเริ่มเป็นที่สนใจแพร่หลาย พร้อมกับการปรับตัวของภาคธนาคารและสถาบันการเงิน บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินหรือ "ฟินเทค" ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมธนาคารผ่านการลงทุน รวมถึงสนับสนุนการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล
 

 
     ล่าสุด วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ได้จัดงาน Faster Future | SCB Fintech Forum นำเสนอแนวโน้มล่าสุดในแวดวงเทคโนโลยีและเวนเจอร์แคปปิตอลในเอเชีย
     หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจก็คือ “China is the New Silicon Valley” ที่ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการลงทุนและธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกทั้ง 3 ท่านมาร่วมถกประเด็นทิศทางการเติบโตของประเทศจีนสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมของโลกอย่างเข้มข้น ได้แก่ Wei Hopeman กรรมการผู้จัดการกองทุน Arbor Ventures กองทุนด้านฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, Oscar Ramos ผู้อำนวยการโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Chinaccelerator และ Grace Yun Xia ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท Tencent โดยมี พลภัทร อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงานทุนองค์กร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ดำเนินการเสวนา
     ทิศทางการลงทุนธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะดำเนินไปในทิศทางไหน ธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไร และอะไรคือโอกาสใหม่ที่ต้องจับตามอง?
     The Momentum ได้สรุปประเด็นสำคัญที่คนทำธุรกิจและคนทั่วไปที่มองหาโอกาสใหม่ๆ ไม่ควรพลาดมาให้แล้ว
 

ฉันคิดว่าจีนมีองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมด
แต่จีนสามารถแซงหน้าซิลิคอน แวลลีย์ได้
เพราะตลาดการแข่งขันของจีนมีเอกลักษณ์สูงมาก เราเป็นเศรษฐกิจใหญ่ และเต็มไปด้วยโอกาสมหาศาล


 
‘ปรับตัวเร็วและแข่งขันกันเองสูง’ จีนชูจุดเด่นด้านระบบนิเวศที่ไม่เหมือนใคร
     แน่นอนว่าซิลิคอน แวลลีย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสำเร็จของ Apple, Google, Facebook หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะการสร้าง Hub ด้านนวัตกรรมย่อมต้องอาศัย ‘ระบบนิเวศ’ ที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจน้อยใหญ่ตั้งแต่ระยะตั้งต้นจนถึงระยะเติบโต และขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ
     Grace Yun Xia ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการลงทุนจาก Tencent ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานทั้งในซิลิคอน แวลลีย์และประเทศจีน มองว่าระบบนิเวศทางธุรกิจสตาร์ทอัพทุกแห่งในโลกประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
  • การค้นคว้าวิจัยพัฒนาไอเดียและผลิตภัณฑ์ (R&D) ซึ่ง Grace เล่าว่า ซิลิคอน แวลลีย์มีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง หลายบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าบริการและการจดทะเบียนสิทธิบัตรอย่างจริงจัง
  • การเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพตั้งแต่ระยะตั้งไข่ เติบโต จนถึงระยะ Exit
  • มีทักษะผู้ประกอบการ รู้วิธีการเริ่มทำธุรกิจและขยายสเกลในอนาคต
     แต่เหนือสิ่งอื่นใด Grace Yun Xia มองว่าตลาดการแข่งขันของจีนนั้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐฯ บวกกับจำนวนประชากรสูงสุดในโลกราว 1.3 พันล้านคน จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาในตลาดนี้
     “ฉันคิดว่าจีนมีองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมด แต่จีนสามารถแซงหน้าซิลิคอน แวลลีย์ได้ เพราะตลาดการแข่งขันของจีนมีเอกลักษณ์สูงมาก เราเป็นเศรษฐกิจใหญ่ และเต็มไปด้วยโอกาสมหาศาล”
    ขณะเดียวกัน การแข่งขันระหว่างธุรกิจสายเทคฯ นั้นสูงมาก ปีที่ผ่านมามีบริษัทหลายร้อยแห่งที่แข่งกันเปิดตัวบริการ live streaming ซึ่งฮิตถล่มทลายในจีน
     ซึ่ง Grace ย้ำว่าผู้เล่นที่มีศักยภาพ ‘ระดับโลก’ เท่านั้น จึงจะอยู่รอดในศึกนี้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องคอยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

     Oscar Ramos ผู้อำนวยการโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพแห่ง Chinaccelerator ชี้ว่าหากเทียบกันเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม จีนยังตามหลังประเทศอื่นในด้าน AR/VR และ Machine-learning แต่จีนเป็นประเทศที่มีผู้ใช้บริการจ่ายเงินผ่านมือถือมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศต้องเรียนรู้จากจีน
     นอกจากนี้ ตลาดของผู้บริโภคจีนน่าสนใจตรงที่ปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีเร็วมาก โดยเฉพาะตลาดมือถือ
     Oscar อธิบายว่าคนจีนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมองหาเทคโนโลยีที่ใช่ในเวลาถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ จีนได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่คนไม่มีมือถือไปสู่ยุคดิจิทัลที่คนใช้สมาร์ตโฟนกันอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถซื้ออุปกรณ์สื่อสารที่ใช้งานง่ายในราคาถูก ขณะเดียวกันก็มอบประสบการณ์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ
     “มันเป็นการผสมผสานระหว่างความต้องการของสังคมที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกับเทคโนโลยีที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม”
 

สตาร์ทอัพไม่ได้เติบโตแค่ในแง่ปริมาณ แต่คุณภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ


 
ดึงมันสมองกลับประเทศ ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุน
     จากทัศนะของกรรมการผู้จัดการกองทุน Arbor Ventures ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการลงทุนสตาร์ทอัพ Wei Hopeman มองว่าระบบนิเวศทางธุรกิจของจีนเติบโตได้ทุกวันนี้ เพราะคนจีนที่มีพรสวรรค์และความสามารถเริ่มกลับเข้ามาทำงานในประเทศ หลังวิกฤตทางการเงิน ประกอบกับมี 3 ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีช่วยบุกเบิกเส้นทางธุรกิจไปก่อนแล้ว และคอยสนับสนุนคลื่นลูกใหม่
     อย่างไรก็ดี Wei ชี้ว่าอุตสาหกรรม VC ยังไม่โตพอ เพราะทำมาได้แค่ 15 ปี แต่ได้เงินทุนจาก VC เข้ามาสนับสนุนจากหลายแหล่ง จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการลงทุนจากต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะด้านกฎหมาย และที่ผ่านมารัฐบาลจีนเริ่มเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่จัดตั้งกองทุนและเข้ามากำกับดูแลธุรกิจฟินเทคในปีที่แล้ว โดยมูลค่าที่รัฐบาลสนับสนุน VC นั้นสูงถึง 31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าจีนอาจจะแซงหน้าซิลิคอน แวลลีย์ได้ในไม่ช้า
     “ตอนนี้ทุนไม่ได้มาจากบริษัทเก่าอย่างเช่น Tencent, Baidu หรือ Alibaba เท่านั้น และมีการคืนผลตอบแทนแก่นักลงทุนใน 10-15 ปีที่ผ่านมา
     “สตาร์ทอัพไม่ได้เติบโตแค่ในแง่ปริมาณ แต่คุณภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ"
      แต่ทั้งนี้ Wei เสริมว่ารัฐบาลควรเดินหน้าจัดตั้งภาคีความร่วมมือด้านกฎหมายให้ทันกับการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพในจีน พร้อมกับยกตัวอย่างอธิบายว่าที่ผ่านมาบริการจ่ายเงินออนไลน์ของ Alibaba เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีผู้ใช้บริการหลายร้อยล้านราย ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาตั้งภาคีสนับสนุนทางกฎหมายด้วยซ้ำ เช่นเดียวกันกับบริการกู้ยืมระหว่างบุคคล (peer-to-peer lending) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่กฎหมายรองรับบริการดังกล่าวเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้ว
 

ก่อนหน้านี้ Tencent มี QQ แพลตฟอร์มแชตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว
แต่เราก็กระตุ้นให้ทีมแข่งกันคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ และมีแค่ไม่กี่ทีมที่คิดคอนเซ็ปต์ WeChat ได้
เราไม่กลัวการ disrupt ตัวเอง ถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพมากพอที่จะมาแทนที่ของเก่า


 
ต้องกล้าที่จะ disrupt และแข่งขันกันเอง
     เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จของ Tencent บริษัทไอทียักษ์ใหญ่จากจีน และผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน WeChat ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในจีน Grace Yun Xia อธิบายว่าบริษัทมีวัฒนธรรมที่ก้าวหน้า พนักงานแข่งขันคิดหาไอเดียใหม่ๆ และต้องไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีให้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญอย่าเสียเวลาดื่มด่ำกับความสำเร็จเดิมๆ!
     “เรามีหลักการทำงานที่เรียกว่า ‘10-100-1,000’ ทุกเดือนหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์จะต้องไปสำรวจผู้ใช้งานอย่างน้อย 10 ครั้ง และทำให้มีคนเขียนถึงเรา 100 บล็อก และต้องได้ฟีดแบ็กจากผู้ใช้งานอย่างน้อย 1,000 ความคิดเห็น
     “ก่อนหน้านี้ Tencent มี QQ แพลตฟอร์มแชตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่เราก็กระตุ้นให้ทีมแข่งกันคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ และมีแค่ไม่กี่ทีมที่คิดคอนเซ็ปต์ WeChat ได้ เราไม่กลัวการ disrupt ตัวเอง ถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพมากพอที่จะมาแทนที่ของเก่าของเรา”
     ขณะที่ Wei แนะว่าธุรกิจต้องก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน          
     “ถ้าภายในทศวรรษนี้ มีคนกว่า 2 พันล้านคนช้อปปิ้งข้ามพรมแดนผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ใช้จ่ายเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วระบบบริการจ่ายเงินจะทำยังไง ถ้าคุณรับแค่ VISA หรือ Alipay มันก็คงไม่พอ”
 

สตาร์ทอัพที่อยากไปเจาะตลาดต่างประเทศ
ต้องรู้จักสร้างทีมที่สมดุล มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
และที่ขาดไม่ได้คือคนที่มีความรู้ในตลาดท้องถิ่น


 
บทเรียนที่ไทยควรเรียนรู้จากจีนคืออะไร
     ขณะที่บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีในอเมริกาต่างปวดหัวกับนโยบายของทรัมป์ที่ต่อต้านผู้อพยพในช่วงที่ผ่านมา จีนกลับมุ่งมั่นจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมเต็มที่ ด้วยการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน
     แล้วไทยจะเดินตามรอยจีนได้ไหม หรือควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?
     Grace อธิบายว่าตลาดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นคล้ายกับจีนในหลายๆ ด้าน เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค โมเดลธุรกิจ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือระบบนิเวศที่มีพลวัต และอาศัยความร่วมมือกัน ทั้งด้านการลงทุน การหาพาร์ตเนอร์ การเข้าซื้อกิจการ
     “พวกเขาเป็นทั้งพาร์ตเนอร์และคู่แข่งในเวลาเดียวกัน”
     Wei กล่าวว่าการบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ง่ายเลย ถึงจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคต แต่ก็มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูง การสำรวจตลาดและค้นหาสตาร์ทอัพท้องถิ่นที่มีพรสวรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพทุกรายที่พิสูจน์ฝีมือในตลาดนอกประเทศ
     ด้าน Oscar มองว่าสตาร์ทอัพที่อยากไปเจาะตลาดต่างประเทศ ต้องรู้จักสร้างทีมที่สมดุล มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และที่ขาดไม่ได้คือคนที่มีความรู้ในตลาดท้องถิ่น
     ทางฝ่าย Grace เห็นตรงกันว่าการเจาะตลาดใหม่จะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจบริบทแต่ละท้องที่ ศึกษาพฤติกรรมและหา pain point ของคนท้องถิ่นให้เจอ เหมือนกับที่ Alibaba เข้าซื้อกิจการ Lazada และลงทุนใน Mynt บริษัทฟินเทคของ Globe Telecom ในฟิลิปปินส์ เพื่อที่จะศึกษาตลาดระดับภูมิภาคนั่นเอง


 
     ภายในงาน Faster Future | SCB Fintech Forum ยังมีการบรรยายพิเศษอื่นๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มด้านเทคโนโลยีและฟินเทคที่น่าจับตามองในเอเชียในปี 2560 โดย Jeffrey Paine ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการกองทุน การบรรยายพิเศษว่าด้วยโอกาสทางธุรกิจใหม่จากการลงทุนในเวนเจอร์แคปปิตอล โดย พลภัทร อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงานทุนองค์กร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด
     และการนำเสนอผลงานจากสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศจากหลายอุตสาหกรรมในโครงการ Digital Ventures Accelerator (DVA) เช่น ETRAN นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดจากความต้องการแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะในเมือง
     สามารถรับชมการนำเสนอธุรกิจได้ที่นี่
     เรียกได้ว่าเป็นงานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพไม่แพ้เวทีสัมมนาในต่างประเทศ ทั้งอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ การเสวนาที่เข้มข้น ตลอดจนได้เห็นการตื่นตัวของสตาร์ทอัพคลื่นลูกใหม่ และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการธุรกิจไทยมากทีเดียว

Photo: Faster Future | SCB Fintech Forum

FACT BOX:

ดิจิทัล เวนเจอร์ส (Digital Ventures)
คือ บริษัทผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินหรือ "ฟินเทค" ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 ตามกลยุทธ์ในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ของทางธนาคารฯ ดิจิทัล เวนเจอร์ส มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมธนาคารผ่านการลงทุน การค้นคว้านวัตกรรม รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตร่วมไปกับธนาคารฯ