HIGHLIGHTS:

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือกับ แจ็ก หม่า ประธานกลุ่มบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เกี่ยวกับการสร้างงานให้กับชาวอเมริกันจำนวน 1 ล้านตำแหน่ง โดยทรัมป์มีท่าทีพอใจกับการประชุม ขณะที่ แจ็ก หม่า กล่าวว่าบริษัทจะสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคชนชั้นกลางในจีนกว่า 3 ล้านคน ผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา
  • แจ็ก หม่า กล่าวว่าจะเน้นสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ไวน์ และผลิตภัณฑ์เกษตรจากตะวันตกตอนกลางของอเมริกา หรือมิดเวสต์
  • สำนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ว่าการหารือครั้งนี้อาจช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับสหรัฐอเมริกาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น หลังทรัมป์ได้ติดต่อประธานาธิบดีไต้หวันโดยตรง จนกระทั่งสั่นคลอน ‘นโยบายจีนเดียว’
Photo: Mike Segar, Reuters/profile
     ดูเหมือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงหมายมั่นเดินหน้านโยบายประชานิยมอย่างการสร้างงานให้แก่ชาวอเมริกันแบบเต็มสูบ หลังจากได้เสนอประเด็นนี้ในการประชุมร่วมกับเหล่าผู้บริหารระดับสูงแห่งซิลิคอนวัลเลย์เมื่อปลายปีที่แล้ว ตามมาด้วยการประชุมกับบริษัท SoftBank ของญี่ปุ่น ซึ่งยืนยันว่าจะช่วยเหลือสหรัฐฯ สร้างงาน 50,000 งาน โดยแขกรายล่าสุดที่ทรัมป์ได้หารือด้วยไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น แจ็ก หม่า เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซแห่งแดนมังกรนั่นเอง
 
Photo: Mike Segar, Reuters/profile
อาลีบาบากับการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก-คนรุ่นใหม่ในอเมริกา
     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันจันทร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประชุมกับแจ็ก หม่า ประธานกลุ่มบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ที่ Trump Tower เกี่ยวกับการสร้างงานจำนวน 1 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ดูจะพอใจกับการประชุมครั้งนี้มากทีเดียว และถึงกับกล่าวชื่นชมหม่าว่าเป็น “ผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่และยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในโลก”
     ขณะที่ แจ็ก หม่า กล่าวว่าพวกเขาได้หารือกันว่าจะพัฒนาการค้าได้อย่างไรบ้าง และจะมุ่งเป้าไปยังการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในอเมริกาจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคในจีนและเอเชียผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดเป็น ‘ตลาดใหญ่’ ของอาลีบาบาในปัจจุบัน
     ส่วนประเภทสินค้าที่จะส่งออกจำหน่ายบน Tmall และแพลตฟอร์มอื่นๆ ของอาลีบาบา ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ไวน์ และผลิตภัณฑ์เกษตรจากตะวันตกตอนกลางของอเมริกา หรือมิดเวสต์
 
Photo: Fred Greaves, Reuters/profile
     “ส่วนใหญ่แล้วเราหารือกันเรื่องการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก คนรุ่นใหม่ และกลุ่มเกษตรกร ในการจำหน่ายสินค้าอเมริกันให้กับคนจีน และเรายังคิดว่าอเมริกากับจีนควรจะกระชับความสัมพันธ์ให้เข้มแข็ง เป็นมิตรมากขึ้น” แจ็ก หม่า กล่าว
     แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่า อาลีบาบาจะช่วยทรัมป์สานนโยบายประชานิยมนี้ให้เป็นจริงได้อย่างไร แต่ตัวแทนของอาลีบาบาได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทางบริษัทจะดำเนินภารกิจนี้ภายใน 5 ปี นอกจากนี้แอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ของ อาลีบาบา กรุ๊ป ได้ทวิตข้อความยืนยันว่า
     “อาลีบาบาต้องการจะช่วยอเมริกาสร้างงาน โดยช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและเกษตรกรในสหรัฐฯ จำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางในจีนที่มีกำลังซื้อราว 300 ล้านคน”
Photo: alizila.com
แจ็ก หม่า พบทรัมป์ แผนประสานรอยร้าวของสองมหาอำนาจ
     แน่นอนว่าการพบปะครั้งนี้สร้างความประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่กับผู้นำจีนไม่ค่อยราบรื่นดีนัก ไม่ว่าจะเป็นท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ที่โจมตีว่าแรงงานจีนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากต้องตกงาน หรือการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกาสูง และหลังจากทรัมป์ได้ต่อสายตรงถึง ไช่อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน จนสั่นคลอน ‘นโยบายจีนเดียว’ ที่สานสายใยสหรัฐฯ กับจีนมายาวนาน ทำให้จีนไม่พอใจ และพร้อมจะทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่
     หรือว่าข้อตกลงระหว่าง แจ็ก หม่า กับทรัมป์ จะเป็นแผนการประสานรอยร้าวระหว่างจีนกับอเมริกา?
     ยังไม่มีบทสรุปสำหรับเรื่องนี้ แต่การพบปะของทั้งสองคนก็ใช่ว่าจะ ‘คาดเดาไม่ได้’ ซะทีเดียว เพราะต่างฝ่ายต่างก็เป็นนักธุรกิจไหวพริบดีและเจนจัดทางการแข่งขันกันทั้งคู่

Photo: pixel, creative commons
อาลีบาบาสร้างงานหรือเข้ามาตีตลาดอเมริกา
     แม้ว่านโยบายหันขวาของทรัมป์จะต่อต้านแรงงานต่างชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวจีนนั้นเป็นกลุ่มผู้บริโภคมหาศาลที่ใครๆ ก็อยากจะเข้าไปเจาะตลาด ที่สำคัญอาลีบาบาเป็นบริษัทจีนยักษ์ใหญ่ที่สามารถแผ่ขยายอิทธิพลในเอเชียได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการยกทัพสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทค
     การที่ทรัมป์จับมือกับผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจในเอเชีย ทั้งอาลีบาบา และ SoftBank จึงเป็นเกมกลยุทธ์ที่น่าสนใจในแง่การดึงแรงงานกลับมาสู่อเมริกาและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เฟื่องฟูอีกครั้ง
     แต่ถ้ามองในระยะยาว ฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์มากกว่าอาจเป็นอาลีบาบา  เนื่องจากแพลตฟอร์มของบริษัทนั้นมีหลายรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเป็นทั้งคนซื้อและคนขาย ส่วนอเมริกาเองได้ต่อต้านเว็บอีคอมเมิร์ซจีนมาโดยตลอด เช่น เถาเป่า เพราะเต็มไปด้วยสินค้าปลอม และมีคู่แข่งตัวเป้งอย่าง Amazon และ eBay ครองตลาดอยู่ หากอาลีบาบาขยายตลาดเข้ามาได้สำเร็จ เมื่อนั้นสินค้าและบริการจากจีนจะพากันหลั่งไหลเข้ามาตีตลาดในอเมริกาแน่นอน และอาจทำให้ทั้งอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon, Etsy, eBay และธุรกิจค้าปลีกรายย่อยต้องตกที่นั่งลำบาก
     ที่สำคัญ การจับมือกับอาลีบาบาซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ Amazon อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ระหว่าง เจฟฟ์ เบโซส์ ซีอีโอบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ของอเมริกา กับ ทรัมป์ ตลอดจนข้อตกลงการสนับสนุนการสร้างงานกับบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ย่ำแย่ลงไปได้ทุกเมื่อ
     เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าการมาเยือนของอาลีบาบาครั้งนี้จะไร้ผลประโยชน์อื่นแอบแฝง

อ้างอิง:
     - www.techinasia.com/jack-ma-met-donald-trump
     - www.businessinsider.com/alibaba-ceo-jack-ma-meets-with-trump-pledges-1-million-us-jobS-2017-1
     - www.cnbc.com/2017/01/09/alibaba-to-discuss-expansion-plans-with-trump-company-aims-to-create-1-million-us-jobs-over-the-next-5-years.html
     - www.bloomberg.com/news/articles/2017-01-09/alibaba-s-jack-ma-meets-with-trump-in-pledge-to-create-new-jobs