HIGHLIGHTS:

  • แนวคิดในการผลิตผลงานของทีมเอเจนซี ‘ชูใจ กะ กัลยาณมิตร’ คือการขายของและมอบแง่คิดดีๆ บางอย่างให้กับสังคมควบคู่ไปด้วยกัน
  • ‘ดม เรียก สติ’ เกิดจากแนวคิด การใช้ยาดม, ลมหายใจ และการอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลักธรรมที่สอนให้คนกำหนดลมหายใจมีสติอยู่กับปัจจุบันมากที่สุด
  • ความตั้งใจของการผลิตภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้คือการมอบแนวคิดเรื่องการยับยั้งชั่งใจให้คนมีสติในช่วงที่อารมณ์ขุ่นเคือง ประกอบกับต้องการให้คนมีทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อคนใช้ยาดมว่า ไม่ใช่พฤติกรรมเสียบุคลิก แต่เป็นไปเพราะกำลังควบคุมสติตนเองให้เย็นลง
  • เอกลักษณ์ความเป็นตลกร้ายเสียดสีสังคมของ โน้ต-อุดม แต้พานิช จะเป็นตัวช่วยเปิดประตูใจคนดูให้รับฟังคีย์เมสเสจหลักเรื่องการมีสติได้ดี
     ‘ดม เรียก สติ’ คำ 3 คำสั้นๆ ที่เป็นทั้งคอนเซ็ปต์และชื่อผลงานภาพยนตร์โฆษณาชิ้นล่าสุดของเอเจนซี ‘ชูใจ กะ กัลยาณมิตร’ ที่เรียกเสียงฮาและตีแผ่สะท้อนสังคมไปในเวลาเดียวกันได้อย่างแยบยล
     หากใครได้ดูได้ชมภาพยนตร์โฆษณาตอนสั้นชุดนี้ก็คงจะได้หัวเราะไปกับไอเดียการถ่ายทอดความพินาศที่จะเกิดขึ้นจากอารมณ์เกรี้ยวกราดและการขาดความยับยั้งชั่งใจเพียงชั่วครู่ของตัวละครที่เล่นใหญ่ระดับคุณบอยยังต้องยอม!
     โดยก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะบานปลาย ‘สติ’ ก็ถูกเรียกกลับมาโดย ‘ยาดม’ และ ‘อุดม’ (โน้ต-อุดม แต้พานิช แบรนด์แอมบาสเดอร์เพพเพอร์มินท์ ฟิลด์) ในสไตล์กวนลูกถนัดของโน้ต-อุดม
     เพื่อค้นหาคำตอบที่ว่าเหตุใด ดม เรียก สติ ถึงเรียกได้ทั้งสติ และกระแสความสนใจได้มากมายถึงเพียงนี้ เราจึงร่วมพูดคุยกับ ‘ป๋อม-กิตติ ไชยพร’ หนึ่งในทีมงานเบื้องหลังไอเดียบรรเจิดจากชูใจฯ เพื่อถอดรหัสแนวคิดและจุดประสงค์ของโปรเจกต์ฯ ภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าว
 

ทุกวันนี้สังคมไทยมีเรื่องขาดสติมากมายเต็มหน้าเฟซบุ๊กไปหมด
ทั้งเอาปืนมาโชว์, ขับรถแล้วต่อยกัน เยอะจนเอามาทำซีรีส์ได้หลายเรื่อง
เลยนึกถึงคำว่า ‘ดม เรียก สติ’ ขึ้นมา


‘ยาดมต้องไม่ขายแค่ดมแล้วสดชื่น’ ทำโฆษณาขายของทั้งทีต้องให้อะไรกับสังคม
     กิตติเล่าให้เราฟังว่าโปรเจกต์ ‘ดม เรียก สติ’ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเมื่อปีที่แล้ว (2559) หลังจากที่ทางเพพเพอร์มินท์ ฟิลด์ ได้ติดต่อเข้ามาชวน ‘ชูใจ กะ กัลยาณมิตร’ เอเจนซีที่มีแนวคิดในการทำโฆษณาให้มีประโยชน์ต่อสังคมมาร่วมเป็นผู้รังสรรค์โปรเจกต์นี้
     “เป็นความตั้งใจของทีมชูใจฯ ที่เราตั้งชาเลนจ์ส่วนตัวไว้ว่าจะทำงานโฆษณาทุกอย่างให้มีสาระและมีประโยชน์เล็กๆ เพื่อสังคม ก็เลยมานั่งคิดกันว่าจะทำอย่างไรกับสินค้าที่เป็นยาดมดี เพราะเราไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนของมัน ถ้าจะมองเบาๆ ประโยชน์มันก็คือแก้วิงเวียน ซึ่งเพพเพอร์มินท์ก็เคยทำโฆษณาแนวนี้มาแล้วหลายตัว ดมแล้วช่วยแก้เบลอ-เมา, เหม็นควัน, เหมือนอยู่ในป่าหิมพานต์ ประกอบกับเรารู้สึกว่าลูกค้าต้องได้ทั้งแบรนด์และขายของด้วย เลยเอาไอเดียเรื่องที่บางคนจะมองคนติดยาดมว่าเสียบุคลิกมาใช้ เราอยากแก้ทัศนคติส่วนนี้ อยากทำให้คนไม่ต่อต้านการดมยาดมมากขึ้น”
     นอกจากนี้ สิ่งที่กิตติและชูใจฯ คาดหวังมากกว่าแค่การทำโฆษณาขายของคือการให้อะไรดีๆ กับสังคม เพื่อที่คนดูจะได้รู้สึกรักแบรนด์และสินค้าไปในตัว
     “เราก็ต้องซื่อสัตย์แนะนำสิ่งที่ดีให้ลูกค้า การทำสิ่งที่ดีก็จะช่วยให้เขาได้ยอดขาย เพราะเป็นสิ่งที่คนทำมาหากินต้องการ มันเลยเรียกว่า ‘WIN WIN WIN’ วินแรกคือลูกค้าต้องขายของได้ เพราะมีโปรดักต์ที่ดี วินที่สอง พวกเราต้องได้งานที่ดี มีประโยชน์ ส่วนวินสุดท้ายคือ การที่คนดูและสังคมต้องได้อะไรกลับไป
     “เราไม่ได้ต้องการแค่ติดโลโก้และความปรารถนาดีจาก… ไม่ต้องการให้เป็นแค่หนังโฆษณาขายของ แต่ต้องเป็นโฆษณาที่มีประโยชน์ คนไม่ดมยาดมก็ดูได้ ทำหนังเพื่อให้คนรักและรู้สึกดีกับแบรนด์ ถ้าวันหนึ่งคนอยากจะซื้อยาดมขึ้นมาเขาก็จะซื้อยาดมแบรนด์นี้เอง เพราะเขารักเพื่อนคนนี้ที่ปรารถนาดีกับเขา”
 

อยากให้คนที่ได้ดู ได้ใช้แนวคิดจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เรื่องการมีสติและการคิดถึงผลระยะยาวจริงๆ 


 
ที่มาของลมหายใจและการดมยาดมเพื่อเรียกสติ
     เมื่อพบว่าต้องหลุดจากกรอบนิยามเดิมๆ ของการขายยาดมที่ต้องช่วยให้รู้สึกสดชื่น และทำให้คนรู้สึกว่าการดมยาดมไม่ถือเป็นการเสียบุคลิก ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นโฆษณาที่ให้อะไรกับคนดู กิตติจึงได้ไอเดียบางอย่างของการใช้ยาดมที่เกี่ยวกับ ‘ลมหายใจ’
     “จู่ๆ คำว่า ‘อยู่กับลมหายใจ’ ก็มาสะกิดเรา ซึ่งตรงกับหลักพุทธศาสนาที่พระจะสอนให้อยู่กับลมหายใจและมีสติอยู่กับปัจจุบันเสมอ พอได้แนวคิดนี้ก็มาคิดกันต่อว่าจะเล่าเรื่องการอยู่กับลมหายใจอย่างไร ก็พบว่าทุกวันนี้สังคมไทยมีเรื่องขาดสติมากมายเต็มหน้าเฟซบุ๊กไปหมด ทั้งเอาปืนมาโชว์, ขับรถแล้วต่อยกัน เยอะจนเอามาทำซีรีส์ได้หลายเรื่อง เลยนึกถึงคำว่า ‘ดม เรียก สติ’ ขึ้นมา
     “เราโยนเรื่องคอนเซ็ปต์การเรียกสติจาก 10 เรื่อง จนเหลือแค่ 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่จะกระทบคนหมู่มากและเตือนสติคนได้ดี หนังโฆษณาชุดนี้จึงทำหน้าที่เตือนคนว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร ให้คิดระยะยาว และหาเหตุผลเข้าไว้ เพราะจะทำให้คุณรอบคอบขึ้น อย่าคิดแค่สั้นๆ เดี๋ยวนี้คนเราทำอะไรไม่ค่อยคิด มันเลยเกิดกรณีวิศวกรปืนลั่นและเด็กโชว์เก๋า น็อตกราบรถ หรือเอาปืนมายิงขู่โชว์ ฉะนั้นโฆษณาชุดนี้จึงตั้งใจจะบอกคนไทยว่าทำอะไรให้คิดถึงผลลัพธ์ของการกระทำในระยะยาวเสมอ”
 

เราไม่ได้ต้องการแค่ติดโลโก้และความปรารถนาดีจาก…
ไม่ต้องการให้เป็นแค่หนังโฆษณาขายของ แต่ต้องเป็นโฆษณาที่มีประโยชน์

ใช้ตลกร้ายแบบ โน้ต-อุดม ดึงดูดคน อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่านำหลักธรรมเข้าสอน
     จุดเด่นของภาพยนตร์โฆษณาชุด ‘ดม เรียก สติ’ คือการสอดแทรกความเป็นตลกร้าย (black comedy) ผ่านบทสนทนาที่ตัวแสดงพูดคุยกัน เพราะกิตติรู้สึกว่า บางทีการใช้พระหรือหลักธรรมสอนคนโต้งๆ ตรงๆ ก็อาจจะไม่ได้ผลเสมอไป
     “ลองคิดดู สมมติหนังโฆษณาชุดนี้ใช้พระเป็นตัวเเสดง ไอเดียก็จะดูจืดไปเลยกลายเป็น ‘โยม คิดดีๆ นะ’ มันจะดูเหมือนไปสอนเขาและน่าเบื่อเหมือนเราดูธรรมะวันอาทิตย์ พอมีพี่โน้ต เราเลยได้ความเป็นตลกร้ายจิกกัด ตรงไปตรงมา เข้ามาแทน ฉะนั้นความตลกและมุกของแกจึงถือเป็นการเปิดประตูใจให้คนดูยอมรับกับหลักการการเตือนสตินี้
     “ก่อนถ่ายเราจะมีสคริปต์แบบเปิดหัวให้นักแสดงสามารถ improvise (ด้นสด) กันได้ การเตือนสติมันจะต้องมีการยื้อ ไม่ใช่เข้ามาขวางแล้วอีกฝ่ายเชื่อทันที เหมือนโมโหอยู่แล้วมีคนเตือนสติ อีกฝ่ายก็คงไม่ฟังตั้งแต่แรก เราจะกำหนดโครงไว้แบบนี้ ที่เหลือเราก็หวังพึ่งเมจิกจากพี่โน้ต ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ต้องให้เครดิตเขาเลย เพราะบทสคริปต์ และมุกต่างๆ ส่วนหนึ่งพี่โน้ตก็ร่วมคิดกับเรา เป็นงานที่ดึงศักยภาพเขาออกมาได้เยอะมาก”
 

เราก็หวังพึ่งเมจิกจากพี่โน้ต ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ต้องให้เครดิตเขาเลย
เพราะบทสคริปต์ และมุกต่างๆ ส่วนหนึ่งพี่โน้ตก็ร่วมคิดกับเรา


“หากคนดูจะเกิดแนวคิดและนำไปใช้ต่อก็ถือเป็นเรื่องที่ดี”
     ด้วยความตั้งใจในการสร้างโฆษณาที่ให้ประโยชน์ดีๆ กลับคืนสู่สังคม ฉะนั้น กิตติในฐานะตัวแทนจาก ‘ชูใจฯ’ จึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ได้คาดหวังว่าโฆษณาที่ส่งสารในมุมดังกล่าวจะทำให้คนดูจำนวนมากรู้สึกชอบได้มากถึงเพียงนี้
     “เอาจริงๆ เราไม่กล้าหวัง ไม่คิดว่ามันจะดัง ทุกวันนี้เราไม่รู้ว่างานชิ้นไหนทำออกมาแล้วมันจะดีหรอก แค่ทำในสิ่งที่แฮปปี้และชอบไปก่อน ที่เหลือก็เป็นโบนัส ถ้าคนชอบก็เป็นเรื่องดี เพราะการพูดเรื่องแบบนี้มันยากที่จะทำให้คนชอบ ปกติคนจะชอบอะไรดาร์กๆ ฉาวๆ กัน แต่ในเคสนี้ผลลัพธ์ของมันคือสาระ-ธรรมะที่เป็นความตั้งใจของชูใจฯ
     “ซึ่งมันก็เกินคาดจากที่เราหวังไว้นะ แต่ก็รู้สึกว่าอยากให้คนที่ได้ดู ได้ใช้แนวคิดจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เรื่องการมีสติและการคิดถึงผลระยะยาวจริงๆ ไม่ได้อยากให้คนดูกันมากแล้วเราจะโด่งดังขึ้น แค่อยากให้คนเห็นถึงประโยชน์ที่เราทำแบบนี้มากกว่า และถ้าคนที่ได้ดูจะเกิดแนวคิดนำไปใช้ต่อในชีวิตได้จริงๆ ก็จะเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก เพราะนั่นคือความตั้งใจของพวกเรา”        
     ในวันที่โฆษณาชุดดม เรียก สติ ออนแอร์ไปแล้วถึง 2 ตัว จากทั้งหมด 3 ตัว (นับจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560) แม้เราจะไม่สามารถวัดผลได้ว่าคนดูจะนำหลักการอยู่กับลมหายใจและไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด
     แต่อย่างน้อยที่สุด ความสนุกที่แฝงไปด้วยตลกร้ายเชิงจิกกัดจากทีมเอเจนซีชูใจฯ ชุดนี้ ก็น่าจะสะท้อนให้ใครหลายคนได้เห็นถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะการขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘สติ’
     เช่นเดียวกันก็น่าจะทำให้ใครหลายคนได้ย้อนกลับมาดูตัวเองอีกครั้งว่า วันนี้พวกคุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเพียงเพราะขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘สติ’ หรือเปล่า?

DID YOU KNOW?

  • หากได้ชมภาพยนตร์โฆษณาตอนสั้นชุดดม เรียก สติ ตอน ‘พี่โน้ตขอออออ... ก่อนลงไปมีเรื่องกับใคร สูดหายใจลึกๆ’ คุณจะได้เห็นกล้องติดรถยนต์ที่แสดงวันที่ 20 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาตอนสั้นชุดนี้จริงๆ! โดยที่โฆษณาทั้ง 3 ชุดในซีรีส์นี้ใช้ระยะเวลาในการถ่ายทำทั้งหมดเพียงวันเดียว!
  • หลายคนอาจจะเข้าใจว่าภาพยนตร์โฆษณาตอนสั้นชุดนี้ตั้งใจจะล้อประเด็น ‘น็อตกราบรถ’ หรือ ‘วิศวกรปืนลั่นและเด็กโชว์เก๋า’ ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน (2559) และกุมภาพันธ์ (2560) ตามลำดับ แต่ในความเป็นจริงนั้น ดม เรียก สติ ถ่ายทำทิ้งระยะห่างก่อนที่เหตุการณ์ข้อพิพาทดังกล่าวจะเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ปัญหาสังคมที่ทีมชูใจเลือกหยิบนำมาถ่ายทอดถือเป็นเรื่องที่วนเวียนเกิดขึ้นในสังคมไทยที่มีให้เห็นบ่อยจนชินตานั่นเอง