HIGHLIGHTS:

  • Legal Lean บริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออกผลิตชื่อว่า Coco Loko ช็อกโกแลตที่ใช้การสูดผ่านรูจมูก
  • การเสพสุดแหวกแนวนี้เริ่มต้นในประเทศเบลเยียม ตั้งแต่ปี 2007 ในปาร์ตีวันเกิดของสมาชิกวง Rolling Stones
  • อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังแนะนำด้วยความเป็นห่วงว่า การเสพช็อกโกแลตแบบนี้อาจส่งผลเสียต่อทางเดินหายใจได้
          บางคนอาจหลงใหลสัมผัสและรสชาติจากช็อกโกแลต รู้สึกดึงดูดเมื่อมองเห็น ไม่ว่าไวท์หรือดาร์ก หรือกระทั่งในรูปของน้ำมันหอม และดูเหมือนว่า ในต่างประเทศตอนนี้มีการเสพช็อกโกแลตที่ก้าวไปอีกขั้น นั่นคือการซื้ดมันเข้าไป คล้ายการเสพโคเคนที่คุ้นตากันในหนัง
          Legal Lean บริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออกผลิตชื่อว่า Coco Loko ช็อกโกแลตที่ใช้การสูดผ่านรูจมูก ซึ่งทางบริษัทถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชูกำลัง (energy product) ที่ปลอดสารเสพติดและถูกกฎหมาย
          การซื้ดช็อกโกแลตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการเสพสุดแหวกแนวนี้เริ่มต้นในประเทศเบลเยียม ตั้งแต่ปี 2007 ริเริ่มโดยนักทำช็อกโกแลตชื่อ โดมินิก เพอร์ซูน (Dominique Persoone) แห่งร้าน Chocolate Line ในแอนต์เวิร์ป เมื่อมีคำขอให้เขาลองสร้างสรรค์ผลงานสุดพิเศษในปาร์ตีวันเกิดของรอนนี วูด (Ronnie Wood) และชาร์ลี วัตต์ส (Charlie Watts) แห่งวง Rolling Stones เพื่อจะได้เสิร์ฟของหวานในงานด้วยวิธีที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำแบบใคร แทนที่แขกในงานจะแค่กินช็อกโกแลตไปแบบแกนๆ พวกเขาจะได้ใช้วิธีสูดมันเข้าไปแทน
          สิ่งที่เพอร์ซูนคิดค้นขึ้นมาได้คือ เครื่องยิงช็อกโกแลต (Chocolate Shooter) ซึ่งผู้ใช้สามารถยิงผงช็อกโกแลตจากด้านล่างพุ่งขึ้นมาสู่รูจมูก จากจุดนั้น การซื้ดช็อกโกแลตก็กลายเป็นเทรนด์ และขณะนี้มีเครื่องยิงช็อกโกแลตของเพอร์ซูนจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 25,000 เครื่องทั่วโลกในเวลาเพียง 10 ปี
          วิธีการเสพช็อกโกแลตแบบนี้ คนทำช็อกโกแลตจะต้องบดโกโก้ให้ออกมาเป็นผงละเอียด ผสมไปกับเครื่องปรุงอื่นๆ อย่างขิงหรือมินต์ เดิมที การเสพจะใช้เครื่องยิงช็อกโกแลตที่ว่านี้ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ผู้คนก็เริ่มเสพโกโก้ผ่านรูจมูกด้วยวิธิการอื่นๆ ที่คุ้นเคย คือสูดผ่านปลอกปากกา ธนบัตรมวน หรือเล็บมือ



          แล้วการสูดช็อกโกแลตมันต่างจากการกินอย่างไร ฟินไม่เท่ากันหรือ?
          ต่าง เพราะแทนที่โกโก้จะลงไปในกระเพาะเพื่อรอการย่อย สสารของโกโก้จากการสูดจะละลายเข้าไปสู่เยื่อเมือกจมูก ในลักษณะเดียวกับยาหรือวัคซีนแบบฉีดพ่น
          นิค แอนเดอร์สัน (Nick Anderson) ผู้ก่อตั้ง Legal Lean วัย 29 ปี เล่าว่า เขาได้ไอเดียตอนที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเทรนด์ดังกล่าวในยุโรป ซึ่งตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องที่กุกันขึ้นมา
          เขาบอกว่า ความปริ่มจากช็อกโกแลตจากการซื้ดจะกินเวลา 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง ผลของมันคล้ายกับเครื่องดื่มชูกำลัง “มันทำให้คุณรู้สึกดีด แต่ก็มีแรงกระตุ้นให้ทำงานต่างๆ ให้ลุล่วงได้ดี”
          ฟังดูจะเป็นไอเดียการเสพสุดประหลาด ที่แค่ฟังก็คันไปถึงรูจมูก แต่ตอนนี้บริษัท Legal Lean ทำยอดจำหน่ายได้ถึง 40,000 ขวดต่อเดือนแล้ว
          “ช่องจมูกมีเลือดมาหล่อเลี้ยงมาก ทำให้เกิดการซึมซับสารโกโก้เข้าไปในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ไม่แปลกที่คนอยากลองเสพโกโก้ด้วยวิธีนี้ดูบ้าง” ดร.พอล ชัตรัธ (Paul Chatrath) ศัลยแพทย์ช่องคอ อธิบาย
          นิคโฆษณาต่อว่า "ผงโกโก้ดิบยังทำให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า  ซึ่งดีสำหรับผู้ชอบไปงานปาร์ตี เมื่อต้องออกไปโชว์สเตปเต้น หรือแม้แต่สำหรับนักกีฬาที่อยากไปให้สุดทางในการแข่งขัน"
          นอกจากนี้ ต่างไปจากการเสพสารเสพติดซึ่งทำให้เราไร้สติ เขาโฆษณาว่าโกโก้ทำให้เรามีสมาธิและใจจดจ่อกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น ลดความวิตกกังวล ทำให้เราทำงานมากมายได้สำเร็จ เพิ่มเวลาในชีวิตให้เรา และยังช่วยคลายความเครียด
          คนที่สนใจการเสพช็อกโกแลตอันแปลกใหม่นี้ Coco Loko สนนราคา 24.99 ดอลลาร์ (ประมาณ 830 บาท) ต่อ 10 กระปุก มีส่วนประกอบของผงโกโก้เป็นหลัก เจือด้วยใบแปะก๊วย ทอรีน (กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) และกัวรานา ซึ่งช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า แบบเดียวกับที่มีในเครื่องดื่มชูกำลัง (energy drink)
          แต่ช้าก่อน ลูกค้าบางคนก็บอกว่า ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลยหลังจากได้ลอง ในรีวิว พวกเขาเพียงแต่บอกว่า “พูดจริงๆ นะ มันแค่รู้สึกมึนๆ”
          และด้านองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ก็ยังไม่ได้รับรองผลิตภัณฑ์ผงโกโก้ดังกล่าว ด้านนักกฎหมายก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน สมาชิกวุฒิสภา ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) ได้เขียนจดหมายร้องเรียน FDA ให้ตรวจสอบความปลอดภัยของสารที่ว่านี้
          อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมอย่าง Coco Loko ไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจาก FDA ก่อนวางจำหน่ายแต่อย่างใด มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่มันจะถูกห้ามจำหน่าย ก็คือเมื่อโฆษณาสรรพคุณเกินจริง
          ซึ่งนั่นก็จับได้ไล่ทันกันยาก เพราะคำโฆษณาเหล่านั้นแสนคลุมเครือ (เช่นว่า ทำให้รู้สึกสงบและจดจ่อได้มากขึ้น หรือทำให้กระปรี้กระเปร่า) และเมื่อส่วนใดของโฆษณาเริ่มเจาะจงรายละเอียด บริษัทก็หลีกเลี่ยงจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการสูด Coco Loko แต่ใช้วิธีให้ความรู้แบบลอยๆ ว่า เมื่อเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมา จะทำให้เราเกิดความรู้สึกดีๆ คล้ายกับการได้มอร์ฟีน เหมือนกับความรู้สึกหลังจากการออกกำลังกายนานๆ อย่างที่เรียกว่า ‘รู้สึกไฮแบบนักวิ่ง’ และการหลั่งของสารเซโรโทนินก็จะทำให้เกิดอารมณ์ปลื้มปริ่ม คล้ายกับความปิติ ฟังเพลงอะไรก็เพราะขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นประโยคบอกเล่าทั่วไป ไม่เชื่อมโยงเหตุและผลของการสูดโกโก้ แต่เห็นได้ชัดว่าจงใจให้คนอ่านคิดไปเองว่ามันเกี่ยวข้องกัน

การสูดขนมสมาร์ตตีที่นำมาบดป่นเป็นผง

          อย่างไรก็ตาม ในปี 2014 เคยมีข่าวเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับการซื้ดขนมแบบนี้มาแล้ว สมัยที่เทรนด์นี้กำลังมา และเผยแพร่ในยูทูบ มีคำเตือนในหมู่ผู้ปกครองในโรดไอส์แลนด์ให้ดูแลบุตรหลาน ที่อาจสูดขนมยี่ห้อสมาร์ตตีป่นเป็นผงผ่านทางรูจมูก เป็นความอุตริตามกระแสในอินเทอร์เน็ตและในหมู่เพื่อนซึ่งเอาขนมธรรมดามาดัดแปลงเพื่อการสูด แล้วติดเชื้อโรคในจมูกจนมีหนอนไช มีเลือดออกภายใน และติดเชื้อในปอด เพราะขนมจะไปเน่าอยู่ภายในโพรงจมูก จนมีแมลงเข้าไปวางไข่
          แต่ต่อให้ Coco Loko จะต่างไปจากขนมสมาร์ตตี แพทย์อย่าง ดร.พอล ชัตรัธ ก็เตือนด้วยความห่วงใยว่า จริงอยู่ เราอาจระบุผลเสียหรือผลข้างเคียงของการสูดช็อกโกแลตไม่ได้ในตอนนี้ แต่มันก็เสี่ยงที่อาจจะไปอุดตันในช่องจมูก ทำให้ทางเดินหายใจแห้ง หรือเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนได้




อ้างอิง
www.slate.com
www.independent.co.uk
www.independent.co.uk/life-style/health-and-families
www.dailymail.co.uk
www.telegraph.co.uk