HIGHLIGHTS:

  • ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ 'แสนสิริ' มุ่งหน้าสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก ด้วยยุทธศาสตร์การลงทุนในธุรกิจไลฟ์สไตล์ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพักอาศัย รวมถึงการขยายฐานผ่านสื่อด้านไลฟ์สไตล์
  • แสนสิริกำลังเดินหน้าร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจนานาชาติอีกหกบริษัท คือ บริษัทเทคโนโลยีด้านอาหารอย่าง Farm Shelf ธุรกิจเครือบูติคโฮเท็ลอย่าง The Standard International แอปพลิเคชันจองโรงแรมอย่าง One Night โคเวิร์กกิ้งสเปซชั้นนำอย่าง JustCo บริษัทเทคโนโลยีด้านจัดการอสังหาริมทรัพย์อย่าง Hostmaker และสื่อด้านไลฟ์สไตล์ชั้นนำอย่าง Monocle

          เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนตาโต เมื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่าง ‘แสนสิริ’ แถลงข่าวการร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจนานาชาติอีกหกบริษัท ที่ล้วนอยู่นอกธุรกิจหลักของแสนสิริ ทำให้เห็นได้ว่า แสนสิริมุ่งหน้าสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก ด้วยยุทธศาสตร์การลงทุนในธุรกิจไลฟ์สไตล์นานาชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพักอาศัย และการขยายฐานผ่านสื่อด้านไลฟ์สไตล์
          การแถลงข่าวเปิดตัวพันธมิตรทางธุรกิจครั้งนี้ มีขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะมีปาร์ตี้เปิดให้ผู้บริหารทั้งหมดได้พูดคุยกับแขกอย่างใกล้ชิดที่ The Jam Factory ในบรรยากาศปาร์ตี้ที่ผ่อนคลายเป็นกันเอง
 

 
          การลงทุนรอบนี้ แสนสิริเลือกจับมือกับภาคธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งหมดเป็นภาคธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่
          เริ่มจาก Farm Shelf (ฟาร์มเชลฟ์) ซึ่งผุดไอเดียการปลูกพืชผักสวนครัวภายในบ้าน ไอเดียของ Farm Shelf ก็คือการปลูกผักแบบง่ายๆ ในชั้นหรือเชลฟ์ในบ้าน โดยมีระบบควบคุมการให้น้ำ ให้ปุ๋ย รวมถึงให้แดด ผ่านเทคโนโลยีของ Farm Shelf ลองนึกภาพว่าในวันที่เราติดพันภารกิจ การไปซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสดก็คงจะเป็นเรื่องยากและอาจเหนื่อยเกินไป หากเราเพียงเด็ดผักสลัดจากเชลฟ์ในบ้านมากินง่ายๆ กับน้ำสลัดเฮลตี้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ชีวิตแต่ละวันได้กินอาหารสดใหม่มีคุณภาพ
          แอนดรู เชียเรอร์ ซีอีโอ Farm Shelf กล่าวว่า โจทย์ของ Farm Shelf คือการทำให้ทุกคนสามารถปลูกพืชผักเป็นอาหารในที่พักอาศัยหรือที่ทำงาน โดยใช้แอปพลิเคชันและเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่ทันสมัย
          “เราเชื่อเรื่องการผลิตอาหารเพื่อบริโภคด้วยตัวเอง ซึ่งแม้แต่คนเมืองที่มีชีวิตอันรีบเร่ง และมีพื้นที่อาศัยจำกัดก็สามารถทำได้”
 

 
          นอกจาก Farm Shelf แล้ว การร่วมทุนครั้งใหญ่นี้ แสนสิริยังลงทุนกับบูติกโฮเทลที่เจาะกลุ่มคนทันสมัยอย่างเครือ The Standard International (เดอะ สแตนดาร์ดอินเตอร์เนชันแนล) ที่ปัจจุบันเปิดสาขาอยู่แล้วในเมืองใหญ่ทั่วโลก คือ ฮอลลีวูด ไมอามี นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส และกำลังจะเปิดสาขาในลอนดอน
          แต่ทำไมถึงเจาะจงเลือกแบรนด์บูติกโฮเทลนี้ นั่นเพราะเครือ The Standard International มีจุดเด่นที่การปฏิวัติประสบการณ์เข้าพักโรงแรม โดยเน้นการสัมผัสกับชุมชนและวัฒนธรรมในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
          เห็นได้ง่ายๆ จากปาร์ตี้ค่ำคืนวันแถลงข่าว ที่ The Standard International มาพร้อมกับค็อกเทลบาร์ที่คัดสรรจากเมนูและวัตถุดิบที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองที่โรงแรมทั้งหกสาขาตั้งอยู่ เป็นค็อกเทลหกเมนูให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง
 


          อามาร์ ลาลวานี่ ซีอีโอของ The Standard International บอกถึงคาแรกเตอร์ของเครือบูติกโฮเท็ลของเขาว่า แฝงไปด้วยแนวคิดที่แหวกขนบ สนุกสนาน และสร้างความละเมียดละไมด้วยการออกแบบ แทรกด้วยการบริการที่พิถีพิถัน
          แสนสิริจะเป็นผู้ถือหุ้น 35 เปอร์เซ็นต์ในสี่กลุ่มธุรกิจในเครือ The Standard International ซึ่งหนึ่งในนั้นยังมีแอปพลิเคชัน One Night (วันไนท์) เป็นแอปพลิเคชันสำหรับจองโรงแรมแบบนาทีสุดท้าย งานนี้จะปฏิวัติรูปแบบการจองโรงแรมให้สามารถจองเลยในวันเข้าพัก
 

 
          อภิชาติ จูตระกูล ซีอีโอแห่งแสนสิริเล่าให้เราฟังว่า เขามองถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง
          ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเดินทางไปถึงนิวยอร์กตอนสี่โมงเย็น แต่ยังไม่มีโรงแรม ระบบการจองโรงแรมทุกวันนี้มักทำให้การจองแบบกระชั้นชิดถูกล็อคไว้ที่ราคาแพง แต่แอปพลิเคชัน One Night จะช่วยให้ปัญหานี้หมดไป ทำให้เราสามารถจองที่พักแบบด่วนได้ในราคาที่ยอมรับได้
          ต้องยอมรับว่า แอปพลิเคชันนี้เกิดขึ้นมาจากเครือโรงแรมของ The Standard International แต่ จิมมี่ ซูฮ์ ประธานบริหารของ One Night สนใจจะขยายฐานให้กว้างขึ้น มองลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากกว่าจะมองคู่แข่งเป็นคู่แข่ง และเป้าหมายในอนาคตคือการทำให้แอปพลิเคชันนี้พัฒนาในตลาดนานาชาติ โดยเฉพาะในเอเชีย
 
จิมมี่ ซูฮ์ ประธานบริหารของ One Night
วัน ซิง คง ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง JustCo

          นอกจากการจองที่พักเมื่อเดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวในต่างแดนแล้ว พันธมิตรทางธุรกิจถัดมาที่แสนสิริจับมือด้วย ก็ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่ในวิถีฟรีแลนซ์ ด้วยการจับมือกับ JustCo (จัสต์โค) บริษัทจากสิงคโปร์ ผู้ให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยในปี 2561 นี้ JustCoมีแผนจะเปิดสาขาอีก 20 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้มีแผนเปิดตัว 4 สาขาในกรุงเทพฯ งานนี้จึงเชื่อว่า การร่วมทุนจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ทั้งในแง่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางธุรกิจ และการเปิดช่องทางลงทุนข้ามประเทศได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
          วัน ซิง คง ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง JustCo มองว่า การลงทุนของแสนสิริ ด้านหนึ่งทำให้ JustCo สามารถขยายธุรกิจสู่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน แสนสิริเองก็สามารถเข้าถึงฐานสมาชิกซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูงจำนวนมากเช่นกัน
          อีกธุรกิจที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง คือการร่วมทุนกับพันธมิตรจากลอนดอนอย่าง Hostmaker (โฮสต์เมกเกอร์) ชื่อนี้อาจยังไม่คุ้นหูในวงกว้าง แต่หลายคนย่อมรู้จักแอร์บีเอ็นบี (Airbnb) อยู่แล้วว่า เป็นธุรกิจเปิดบ้านให้เช่าที่ให้ประสบการณ์ใหม่ในการพักแรมในต่างแดน ไม่ว่าจะในฐานะที่เราเป็นผู้เดินทางไปต่างถิ่นแล้วหาที่พักอาศัยในบ้านของคนท้องถิ่น หรือในฐานะที่เราเป็นเจ้าของบ้านที่เปิดบ้านให้เพื่อนร่วมโลกเข้ามาอยู่อาศัยชั่วคราว การเปิดโลกทางวัฒนธรรมในรูปแบบนี้ Airbnb เองก็มีเบื้องหลังคือ Hostmaker ที่มาช่วยจัดการให้การเช่าบ้านมีมาตรฐานและสะดวกสำหรับคู่ค้า
          โดย Hostmaker เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจัดการอสังหาริมทรัพย์ (PropTech) จากลอนดอน ที่ให้บริการการบริหารการเช่าที่พักอาศัย และเป็นผู้บริหารการจองที่พักให้แก่ Airbnb ปัจจุบันดูแลลูกค้ามาแล้วกว่า 150,000 คนในลอนดอน โรม ปารีส และบาเซโลนา
 
นกุล ชาร์มา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Hostmaker

          นกุล ชาร์มา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Hostmaker กล่าวว่า Hostmaker จะหาทางที่ตอบโจทย์ความคาดหวังด้านการบริการที่สูงขึ้นของผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ การร่วมลงทุนระหว่างแสนสิริกับ Hostmaker จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และพลิกโฉมแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่การเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
          อภิชาติ จูตระกูล เสริมเรื่องนี้ว่า Hostmaker เป็นบริการที่ก่อนหน้านี้ทำให้ Airbnb มีมาตรฐาน ที่เข้าไปช่วยดูแลถึงระดับการจัดผ้าปูเตียงและเตรียมผ้าขนหนูเลยทีเดียว งานนี้น่าจะตอบโจทย์คนสมัยใหม่ที่อยากเปิดบ้านให้เช่าและรับเพื่อนใหม่ ให้เข้ามาช่วยจัดการงานบริการที่เราไม่ถนัดให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น
          สำหรับพันธมิตรรายสุดท้ายในดีลรอบนี้ที่คนไทยน่าจะตื่นเต้นและตาโตที่สุด คือการจับมือกับนิตยสารด้านไลฟ์สไตล์ชั้นนำที่ทรงอิทธิพลของโลกอย่าง Monocle (โมโนเคิล) ที่มีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ วิทยุ ภาพยนตร์ รีเทล และธุรกิจบริการ

ไทเลอร์ บรูเล่ บรรณาธิการบริหาร Monocle

          งานนี้ ไทเลอร์ บรูเล่ บรรณาธิการบริหาร Monocle ประกาศกลางงานแถลงข่าวว่า ปีหน้าจะมาเปิดสาขา Monocle ในไทย การร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้ Monocle จะช่วยเติมเต็มแบรนด์แสนสิริให้แข็งแกร่ง โดยจะช่วยกำหนดและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และเชื่อมโยงฐานลูกค้าของ Monocle ในนานาชาติเข้ากับแสนสิริ และเป็นที่รู้กันดีว่า ธุรกิจของ Monocle ในเวลานี้ก็เป็นมากกว่าสื่อ มีแนวโน้มว่า ทั้งคู่อาจมองเห็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกันในเซกเตอร์ใหม่ๆ ในอนาคต โดยเบื้องต้น แสนสิริมีแผนแล้วว่าจะพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบบมิกซ์ยูสร่วมกับ Monocle ในกรุงเทพฯในปี 2561 นี้
          การลงทุนครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนนอกธุรกิจหลักของแสนสิริ ซึ่งล้วนเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2527 จนปัจจุบันเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทำยอดขายโครงการได้มากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี จากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้ง 6 รายในระดับนานาชาติครั้งนี้ จะทำให้แสนสิริก้าวต่อไปในไกลกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ครอบคลุมไปถึงไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม:
http://www.sansirieverydayvisionaries.com



ภาพถ่ายโดย ขจรศิริ อุ่ยมานะชัย