HIGHLIGHTS:

  • ในความรู้สึกของใครหลายคน คอนเสิร์ต Singha Light Live Series Vol 2.4 – Phoenix นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดของปี
  • แม้จะเป็นทัวร์โปรโมตอัลบั้มใหม่ แต่ฟีนิกส์กลับเล่นเพลงเก่าๆ เอาใจแฟนๆ จากอัลบั้มก่อน ทั้งเพลง ‘Rome’, ‘1901’, ‘Lasso’, ‘Lisztomania’, ‘Long Distance Call’ หรือเพลงเปิดตัวอย่าง ‘If I Ever Feel Better’ 
          เราได้คิวสัมภาษณ์ Phoenix ก่อนคอนเสิร์ต Singha Light Live Series Vol 2.4 – Phoenix เมื่อวานนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีเหมือนกัน เพราะทำให้เรารู้จัก Phoenix ในอีกเวอร์ชันหนึ่งที่ไม่ใช่ศิลปินเท่ๆ บนเวที การพบปะกับคนฝรั่งเศสเป็นความกดดันของเรามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำเนียงหรือความพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้วของพวกเขา ฟีนิกส์ก็เหมือนกัน
          คริส (Christian Mazzalai) มาในรองเท้ากุชชี ในขณะที่โทมา (Thomas Mars) บรังโก (Laurent Brancowitz) และเด็ค (Deck d'Arcy) ก็มีมาดคนฝรั่งเศสแบบที่คิดไว้ไม่ผิด จะหลุดคอนเซ็ปต์ก็แค่ผมเผ้าที่เซอร์ตามสไตล์ศิลปินร็อกเท่านั้น แต่พอได้คุยกัน กลายเป็นว่าคนฝรั่งเศสกลุ่มนี้โคตรไนซ์เด๋อด๋า และเป็นกันเองกับแฟนๆ อย่างไม่น่าเชื่อ


 
เรื่องที่บ้าที่สุดที่เกิดขึ้นในทัวร์โปรโมตอัลบั้มนี้
บรังโก : ตอนที่เราอยู่บาหลี ที่ๆ เราเล่นคือสระว่ายน้ำ ซึ่งแปลกอยู่นะ แล้วมันก็มีคนว่ายอยู่ในนั้น สิ่งที่ช็อกไปกว่านั้นคือ โทมากระโดดลงไปในสระที่มีการ์ดคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ด้วย โคตรแปลกเลย
 
ทัวร์ครั้งนี้คุณ crowd-surfing บ่อยอยู่นะ
โทมา : แต่ไม่ใช่ที่สระว่ายน้ำนั่น (หัวเราะ) จริงๆ ผมถือว่ายังมือใหม่ในเรื่องนี้นะ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ล่ะ แต่มันน่าโดดมากเลย เราอยากเข้าไปเจอ ไปใกล้คนดู เพราะปกติเวลาแสดงเราเห็นทุกอย่างว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งตอนเด็กๆ ก็ไม่รู้หรอก ก็คิดว่าคนที่อยู่บนเวทีไม่น่าจะเห็นทุกอย่าง แต่ปรากฏว่า เห็นว่ะ พอเล่นๆ ไปถึงจุดหนึ่งก็อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนดู อย่างตอนไปเล่นที่ฟิลิปปินส์ จริงๆ ไม่น่าโดดเลยนะ อันตรายเกิน แต่โดดไปแล้วก็โคตรสนุก แล้วก็ทำลายระยะห่างระหว่างเรากับคนดูไปเลย มันรู้สึกดีมากๆ พอทำบ่อยๆ ก็เริ่มติด แต่วันนี้เวทีสูงมากนะเอาจริง ไม่แน่ใจ สงสัยอาจจะต้องเอาหมอนรองคอติดไปด้วย
 
ถ้าต้องนิยามฟินิกส์เป็นคำภาษาฝรั่งเศส 1 คำ มันจะเป็นคำว่าอะไร และแปลว่าอะไร
บรังโก : พวกเราทำบริษัทด้วยกัน ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเพลงของ Phoenix นี่แหละ ชื่อว่า Loyauté ซึ่งก็คือ Loyalty (ความจรักภักดี)
ทุกคน : หูย...
บรังโก :ผลตอบรับดีมาก (หัวเราะ) ทุกคนที่เราทำงานด้วยเป็นเหมือนครอบครัว เพราะฉะนั้นก็คงเป็นคำนี้แหละ
 
เวลาไม่ได้ไปทัวร์ มีคนจำคุณได้เวลาไปไหนมาไหนเยอะไหม แล้วมีครั้งไหนที่ extreme สุดๆ
บรังโก : คนมักจะจำเราได้เวลาเราอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าแยกกันก็ไม่เห็นมีใครจำได้เลยนะ (หัวเราะ) ซึ่งเป็นเรื่องดี
โทมา : ผมเคยเจอครั้งนึง บนเที่ยวบินของสายการบิน Southwest Airlines คือมีสจ๊วตกับแอร์โฮสต์เตสที่เป็นแฟนเพลงพวกเรา พวกเขาก็เลยเปิดเพลง ‘1901’ ตอนที่เรากำลังแลนดิง เปิดทั้งเครื่องบินเลยนะ ซึ่งก็มีผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ตื่นเต้นกรี๊ดกร๊าด แต่บางคนก็ไม่รู้อะไรเลย ผมก็เลยแบบ (กุมขมับ) เพราะมันก็เสียงดังนะ แล้วก็นานด้วย (หัวเราะ)


 
คำขอที่โคตรร็อกสตาร์ที่สุดที่พวกคุณเคยขอระหว่างออกทัวร์
บรังโก : เราไม่ค่อยขออะไรที่ร็อกสตาร์เท่าไรนะ เราพยายามเรื่องมากให้น้อยลงด้วยซ้ำ อย่างตอนเริ่มทัวร์นี้ เราขอน้ำดื่มยี่ห้อเอเวียง (Evian) แต่เอเวียงสำหรับที่นี่... (หันไปพูดภาษาฝรั่งเศสกับเพื่อนร่วมวงอีก 3 คน) เราก็พยายามอะลุ่มอล่วย เลยได้ลองดื่มมิเนเร (Minéré) นอกจากนี้ เราโคตรชอบกินผลไม้เลย มีแต่ผลไม้ ผลไม้ ผลไม้ (หยิบส้มที่แกะเปลือกหมดแล้วออกมาจากหมวก)
โทมา : ตอนไปคอนเสิร์ตที่เกาหลีใต้ หลังเวทีไม่มีอะไรเลยนอกจากกล้วย 300 ลูก
บรังโก : กล้วยนี่ดีนะ มีประโยชน์ๆ
 
          หลังสัมภาษณ์จบลง เราก็แยกย้ายไปนั่งรอเวลาประตูเปิด จนกระทั่งถึงเวลา 4 ทุ่ม ไฟดับลง และคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดของปี (หรืออาจจะดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต) ก็เริ่มขึ้น
          โมเมนต์แรกที่อินโทรเพลง ‘J-Boy’ ขึ้น จากคุณลุงเด๋อๆ 4 คน กลายเป็นร็อกสตาร์ไปเลย ทั้งแสง สี เสียง ที่ท่วมท้นเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่วง 4-5 เพลงแรกเหมือนไม่ได้หยุดพักหายใจ
          แม้จะเป็นทัวร์โปรโมตอัลบัมใหม่ แต่ฟีนิกส์กลับเล่นเพลงเก่าๆ เอาใจแฟนๆ จากอัลบัมก่อนๆ ทั้งเพลง ‘Rome’, ‘1901’, ‘Lasso’, ‘Lisztomania’, ‘Long Distance Call’ หรือเพลงเปิดตัวอย่าง ‘If I Ever Feel Better’ 
          เราประทับใจโทมัส เฮดลันด์ (Thomas Hedlund) มือกลองของวงที่พลังล้นเหลือมากๆ จนทำให้ทุกเพลงสนุกและมีพลังยิ่งกว่าที่ฟังจากแผ่นเสียงหรือแผ่นซีดี



          หลังจากปิดตัวด้วย ‘If I Ever Feel Better’ จบ ทั้ง 4 คนเดินออกจากเวที ก่อนที่คนดูจะส่งเสียงเรียกพวกเขาให้ขึ้นมาเล่นอีกครั้ง โทมาและคริสออกมาเป็นคู่แรกพร้อมกีตาร์หนึ่งตัว คริสอยู่บนเวที ในขณะที่โทมาลงมายืนอยู่ริมรั้วหน้าเวทีด้านล่าง แล้วร้องเพลง ‘Countdown’ และ ‘Goodbye Soleil’ เวอร์ชันอะคูสติก
          ทั้ง Visual และ lighting ในทุกๆ เพลงของคอนเสิร์ตนี้ดีมากถึงมากที่สุด สีสันสดใส สนุก และผสมผสานทั้งภาพวีดีโอ ภาพนิ่ง รวมถึงภาพกราฟิกต่างๆ ซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนที่มีรูปสายรุ้งฟินิกส์ในโทรศัพท์น่าจะเข้าใจ
          คอนเสิร์ตจบลงด้วยเพลง ‘1901’ ที่ชวนคนดูกลับมาแดนซ์กระจายอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาขอบคุณแฟนๆ และโชว์ปิดลงอย่างสวยงาม ไฟก็เปิดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมโทมาที่กำลัง crowdsurfing ทิ้งตัวลงมาจากกลางเวทีท่ามกลางเสียงเพลง ‘Ti Amo’ ที่ดังขึ้นอีกครั้ง พาเอาแฟนๆ วิ่งไปหาแทบไม่ทัน 
          อ้าว ไหนบอกว่าเวทีสูงไงโทมา...
 


*ขอบคุณภาพจากกิตติ ศรีวิเชียร, วลัช อัมพะวัต