HIGHLIGHTS:

  • เอียร์คุตสก์เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในไซบีเรีย ในอดีตเป็นศูนย์กลางการสังสรรค์เสวนาของศิลปิน นักคิด นายทหาร และขุนนางที่ถูกเนรเทศภายหลังเหตุการณ์ Decemberist Revolt ในปี 1825
  • ชาวรัสเซียส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายออร์โธดอกซ์ โบสถ์ที่นี่จึงมียอดโดมหน้าตาคล้ายหัวหอมสีสันสดใส เมื่อมาเที่ยวเมืองนี้จึงไม่ควรพลาด Kazan church โบสถ์สีแดงส้มที่มียอดโดมสีฟ้าตัดกัน
  • ทะเลสาบไบคาลเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นบ้านหลังใหญ่ของแมวน้ำไบคาล หนึ่งในสายพันธุ์แมวน้ำที่มีขนาดเล็กที่สุด และอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้เท่านั้น

          หากว่าคุณพิมพ์คำว่า Paris of Siberia ลงในกูเกิล สิ่งที่จะแสดงผลออกมาคือเอียร์คุตสก์ (Irkutsk) เมืองหลวงของเอียร์คุตสก์โอบลาสต์ ประเทศรัสเซีย
          เมืองริมแม่น้ำแองการา (Angara River) แห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในไซบีเรีย เมืองนี้ก่อตั้งในปี 1661 เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำและขนสัตว์ ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองในปี 1686 มีถนนเชื่อมต่อกับทวีปยุโรปครั้งแรกในปี 1760 ต่อมาในศตวรรษที่ 18 เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคไซบีเรียตะวันออก เป็นเส้นทางการค้าขายชาระหว่างจีน อินเดีย และยุโรป ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียเชื่อมต่อมาถึงเมืองนี้ครั้งแรกในปี 1898    
          ​หลังการจลาจลในรัสเซียเมื่อปี 1825 ศิลปินรัสเซีย นายทหาร และขุนนางจำนวนมากถูกเนรเทศไปยังไซบีเรีย โทษฐานก่อการต่อต้านซาร์นิโคลาส เอียร์คุตสก์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการสังสรรค์เสวนาของบรรดาผู้ลี้ภัยทางการเมือง
          มรดกทางวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของเมืองล้วนมาจากพวกเขา บ้านไม้หลายหลังจากยุคนั้นที่ก่อสร้างด้วยไม้ สลักเสลาลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ยังคงอยู่ให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ ในช่วงปี 1900 เมืองนี้ได้รับฉายาว่า ‘ปารีสแห่งไซบีเรีย’ เนื่องจากมีถนนกว้างและมีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกคล้ายคลึงกับปารีส 



          ​รถไฟที่เรานั่งจากอูลานบาตอร์มาถึงสถานีรถไฟเอียร์คุตสก์แต่เช้า ประมาณ 07:30 น.เช้านี้อากาศยังคงหนาวอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองนี้ประมาณ 25 องศาเซลเซียสในช่วงหน้าร้อน และอาจลงไปถึง -20 ในช่วงฤดูหนาว สถานีรถไฟริมแม่น้ำแห่งน้ำเป็น Hub ของเส้นทางรถไฟทรานส์ไซบีเรีย มีรถไฟหลายสายที่ผ่านเมืองนี้เพื่อต่อไปยังเมืองสำคัญของรัสเซียอย่างมอสโก (Moscow) และเมืองปลายทางด้านตะวันออกคือวลาดีวอสตอค (Vladivostok) สถานีรถไฟอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 15 นาที พวกเราจองที่พักไว้ใกล้กับ Central Market ใจกลางเมือง จากจุดนี้เราสามารถเรียก Taxi เข้าเมืองในราคา 200-400 RUB (110-230 บาท)
          ​เพียงแค่ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแองการา มุ่งหน้าเข้าตัวเมือง เราจะเห็นตึกเก่าสไตล์ยุโรปที่ยังคงรูปแบบผสมผสานไม้แกะสลักเรียงรายอยู่มากมาย บ้างถูกทิ้งร้าง บ้างก็ยังมีผู้อาศัย ตึกเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศแบบปารีสให้กับเมืองนี้อย่างลงตัว
          นอกจากตึกเก่าและพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีอยู่หลายแห่ง ที่นี่ยังมีสถานที่สำคัญทางศาสนาที่สวยงามมาก อย่างที่ทราบกันดีว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายออร์โธดอกซ์ โบสถ์ที่นี่จึงมียอดโดมหน้าตาคล้ายหัวหอมสีสันสดใส เมื่อมาเที่ยวเมืองนี้จึงไม่ควรพลาดไปเช็คอิน Kazan church โบสถ์สีแดงส้มที่มียอดโดมสีฟ้าตัดกัน โบสถ์เก่าแก่แห่งนี้สร้างในช่วงปี 1885-1892 สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในสวยงามมาก



          นอกจากนี้ Sobor Bogoyavleniya โบสถ์ออร์โธดอกซ์สีขาวตัดกับสีส้มและสีทองที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นริมฝั่งแม่น้ำแองการา ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องไปเยือน และที่พลาดไม่ได้คือการถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ของเมือง ‘Babr’ สัตว์ลึกลับในตำนานที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หน้าตาดูคล้ายสุนัขจิ้งจอกหรือแมว แต่จริงๆ แล้วส่วนหัวและลำตัวมีลักษณะเหมือนเสือโคร่งไซบีเรีย ส่วนอุ้งเท้าและหางจะเหมือนบีเวอร์ 
          ตามที่เกริ่นไว้ว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งศิลปะ เพราะมีศิลปินชาวรัสเซียถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ หากเดินเท้าเที่ยวชมเมือง เราจะพบกับรูปปั้นเก๋ๆ ตั้งอยู่ริมถนน และสวนสาธารณะเล็กๆ มากมาย เช่น รูปปั้น A gazing tourist กลุ่มรูปปั้น Leonid Gaidai shooting a movie และรูปปั้น Movie date เป็นต้น  



          ​อยู่ห่างจากตัวเมืองเอียร์คุตสก์ราว 70 กิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง คือทะเลสาบไบคาล ทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นบ้านหลังใหญ่ของแมวน้ำไบคาล หนึ่งในสายพันธุ์แมวน้ำที่มีขนาดเล็กที่สุดและอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้เท่านั้น ว่ากันว่าประชากรแมวน้ำที่นี่มีมากถึง 100,000 ตัวเลยทีเดียว
          แต่ก่อนจะถึงทะเลสาบ เราแวะชมพิพิธภัณฑ์ Taltsy (ค่าเข้าชม 300 RUB) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดโล่งที่สร้างจากไม้ทั้งหมด ก่อตั้งเมื่อปี 1966 และเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในปี 1980 จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและเรื่องราวชาติพันธุ์รัสเซีย-Buryat แสดงที่อยู่อาศัยและชีวิตที่หลากหลายของชาวไซบีเรีย บ้านไม้ไซบีเรียโบราณของที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังเข้าไปในหมู่บ้านไซบีเรียในช่วงศตวรรษที่ 17-18
          ​จากที่นี่ เรามุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน Listvyanka หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของทะเลสาบไบคาล แหล่งน้ำต้นกำเนิดของแม่น้ำแองการา จึงเรียกได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นประตูสู่ไบคาล
          เราเริ่มที่ Baikal Museum of Limnology (ค่าเข้าชม 500 RUB) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทะเลสาบแห่งเดียวในรัสเซีย ที่นี่ คุณจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการชมความมหัศจรรย์ของชีวิตใต้น้ำ การจัดแสดงพืชและสัตว์ที่หายากของไบคาล และดูแมวน้ำไบคาลผ่านเว็บแคมได้อีกด้วย
          ​ออกจากพิพิธภัณฑ์จะเห็นถนนลาดยางมะตอยเล็กๆ ถนนสายนี้จะพาเราขึ้นไปดูความอลังการของทะเลสาบจากมุมสูง และเราต้องนั่งกระเช้าต่อขึ้นไป Chersky stone ด้านฝั่งตรงข้ามถนนมีลานชมวิวอนุเสาวรีย์ Alexander Vampilov เราหมายตาว่าก่อนกลับจะแวะมาถ่ายรูปจุดนี้ด้วย แต่ก่อนอื่นต้องแวะชิมอาหารขึ้นชื่อของที่นี่กันก่อน ที่ตลาดปลาริมถนนมีปลาโอมุล (Omul) ย่าง รมควัน หรือแบบอบชีสก็อร่อย สนนราคาสำหรับเมนูย่าง-รมควัน ตัวละประมาณ 100 RUB



          ​ก่อนขึ้นไปจุดชมวิวมุมสูง ไกด์ก็ขับรถพาเราผ่านหมู่บ้านไปจนสุดถนน เพื่อแวะไปเก็บภาพทะเลสาบจากจุด End of Highway จุดนี้คือจุดสิ้นสุดของถนนใหญ่ที่ทอดจากตัวเมืองเอียร์คุตสก์ เราจะเห็นแนวเทือกเขา Baykalskiy ทอดตัวยาวอยู่อีกด้านของทะเลสาบ กั้นระหว่างทะเลสาบกับเมืองอูลาน-อูเด
          ​อีกหนึ่งกิจกรรมที่พีคสุดๆ และทำให้เข้าถึงบรรยากาศของทะเลสาบไบคาลได้อย่างแท้จริงในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็คือ เมื่อน้ำแข็งเริ่มบางลง แต่ยังเดินเรือไม่ได้ตามปกติ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งเรือสะเทินน้ำสะเทินบก (hovercraft boat) เรือจะพาเราไปสัมผัสกับความหนาวเย็นบนลานน้ำแข็งกว้างสุดสายตา ในเรือนั่งได้ 6-8 คน ค่าบริการหนึ่งรอบ (ราว 30 นาที) คนละ 500 RUB



          ​กิจกรรมสุดท้ายก่อนจบเดย์ทัวร์วันนี้คือการนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวทะเลสาบมุมสูงที่ Chersky stone (ค่าบริการกระเช้า คนละ 90 RUB) ยอดเขาแห่งนี้ตั้งชื่อตามนักสำรวจภูมิภาคไซบีเรีย Ivan Dmitrievich Chersky ด้านบนมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนชมความสวยงามของธรรมชาติรอบทะเลสาบ แม่น้ำแองการา สถานีรถไฟไบคาล และท่าเรือไบคาลที่อยู่ในแนวเทือกเขาฝั่งตรงข้าม
          ในช่วงฤดูร้อน คุณสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ไปเที่ยวเกาะโอคุน (Olkhon Island) เกาะใหญ่ที่สุดในบรรดา 30 เกาะในทะเลสาบ และเป็นเกาะเดียวที่มีประชากรอยู่อาศัย เกาะนี้ได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของทะเลสาบไบคาล แต่หากอยากสัมผัสบรรยากาศหนาวยะเยือกบนเกาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เส้นทางเดินเรือยังไม่สามารถใช้การได้เช่นนี้ การเดินทางที่ประหยัดที่สุดคือใช้บริการรถบัสสาธารณะจากตัวเมืองเอียร์คุตสก์ ค่าตั๋วประมาณ 500 RUB ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง 



          ​ก่อนกลับเข้าเมือง เราแวะถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกบริเวณอนุเสาวรีย์ Alexander Vampilov จากตรงนี้ เราจะมองเห็นท่าเรือและสถานีรถไฟไบคาลที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำชัดเจนมากขึ้น มันเป็นอาคารไม้สีน้ำตาลส้มชั้นเดียว หน้าตาเหมือนบ้านไซบีเรียโบราณที่เราเห็นที่พิพิธภัณฑ์ Taltsy เมื่อช่วงเช้า
          ​จากจุดนี้ เราจะได้เห็นเส้นแบ่งระหว่างผืนน้ำสีครามในแม่น้ำแองการากับแผ่นน้ำแข็งหนาสีขาวขุ่นของทะเลสาบ
          ช่างเป็นภาพปิดทริปที่น่าประทับใจจริงๆ 

FACT BOX:

  • เมืองเอียร์คุตสก์ใช้ Time zone เดียวกับอูลานบาตอร์ คือ GMT+8 ช่วงฤดูร้อนที่เป็นฤดูการล่องเรือเที่ยวทะเลสาบไบคาลคือเดือนมิถุนายน-สิงหาคม อุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส
  • การเดินทางไปทะเสสาบไบคาล สามารถซื้อเดย์ทัวร์หรือนั่งรถมินิบัสหมายเลข 524th จากสถานีรถบัส
  • หากมีเวลาเหลือ แนะให้ชิมลางรถไฟท่องเที่ยวสาย Circum-Baikal Express เส้นทางเอียร์คุตสก์-ท่าเรือไบคาล-เอียร์คุตสก์ ทางรถไฟสายนี้เรียกได้ว่ามีความสง่างามด้านสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์สวยงามตลอดแนวชายฝั่งแม่น้ำแองการา เป็นเดย์ทริป ตั๋วราคา 4,000-4,500 RUB