HIGHLIGHTS:

  • พระจันทร์มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมนุษย์อย่างมาก โดยเฉพาะความรู้สึกในห้วงรักและความเปลี่ยวเหงา ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ก็สะท้อนอยู่ในละครเวทีเรื่อง มนต์แห่งจันทราจงสำแดงฤทธา ณ บัดนี้
  • มนต์แห่งจันทราฯ พูดถึงความไม่ลงรอยในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ที่วนเวียนพัวพันอยู่กับการเลือก การไม่ถูกเลือก การปลดปล่อย และการกักขัง ซึ่งซ้อนทับกันอยู่ตลอดเวลา
         
          คาร์ล แซนด์เบิร์ก (Carl Sandburg) กวีและนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า “พระจันทร์คือเพื่อนคุยของคนเหงา” (The moon is a friend for the lonesome to talk to.) เพลง ‘I Swear’ ของวง All-4-One มีเนื้อร้องว่า “ฉันสาบานต่อหน้าดวงจันทร์ หมู่ดาว และท้องฟ้า” (I swear by the moon and the stars and the sky.) ขณะที่ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) เขียนไว้ในบทละครเรื่อง โรเมโอและจูเลียต (Romeo and Juliet) ว่า “โปรดอย่าสาบานต่อหน้าดวงจันทร์ ด้วยว่าดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความรักของเธอก็คงจะเปลี่ยนเช่นกัน” (Do not swear by the moon, for she changes constantly then your love would also change.) ส่วนเพลง ‘แสงจันทร์’ ของวงมาลีฮวนน่า มีเนื้อร้องว่า “แสงจันทร์กระจ่าง ส่องนำทางสัญจร คิดถึงนางฟ้าอรชร ป่านนี้นางนอนหลับแล้วหรือยัง แสงจันทร์นวลใย ข้าจ่อมจมอยู่ในภวังค์ เรไรเสียงไพรแว่วดัง ยิ่งฟังยิ่งเหงาจับใจ...”
          คำพูดเหล่านี้ดูจะสะท้อนว่าพระจันทร์มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของมนุษย์อย่างมาก โดยเฉพาะความรู้สึกในห้วงรักและความเปลี่ยวเหงา ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ก็ถูกสำแดงผ่านบทกวี วรรณกรรม บทเพลง รวมทั้งละครเวทีเรื่อง มนต์แห่งจันทราจงสำแดงฤทธา ณ บัดนี้ (On Behalf of the Moon) ด้วยเช่นกัน



          ปานรัตน กริชชาญชัย ผู้เขียนบทและผู้กำกับการแสดงละครเรื่องนี้ กล่าวว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจจากบทละครอเมริกันเรื่อง Frankie and Johnny in the Clair de Lune และภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง Moonstruck ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก โดยมีพระจันทร์เป็นตัวละครสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกของมนุษย์ ในภาพยนตร์เรื่อง Moonstruck มีเพลงประกอบที่ชื่อว่า ‘That’s Amore’ ของ ดีน มาร์ติน (Dean Martin) ที่ร้องว่า “When a moon hits your eye like a big pizza pie, That’s amore.” ส่วน ‘Clair de Lune’ แปลว่าแสงจันทร์ ซึ่งก็เป็นชื่อเพลงที่มีบทบาทสำคัญในเรื่อง Frankie and Johnny in the Clair de Lune
          มนต์แห่งจันทราจงสำแดงฤทธา ณ บัดนี้ เล่าเรื่องราวของคน 5 คน อันมีหญิงวัยกลางคนที่มานั่งดื่มเหล้าและร้องเพลงในบาร์คาราโอเกะแต่เพียงลำพังทุกค่ำคืน อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ซึ่งเป็นชายรักชายและมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับนักศึกษาหนุ่ม เขาต้องการสานสัมพันธ์ต่อ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ เพราะความไม่ลงรอยบางอย่าง และบังขายโรตี ผู้ซึ่งหญิงสาวที่เขารักกำลังจะแต่งงานกับพี่ชายของเขาเอง แม้ว่าหญิงสาวจะมีใจ แต่ก็ต้องจากไปด้วยเหตุผลของเธอ และเรื่องราวของทุกคนก็เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ซ้อนทับกัน ณ อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่มีบาร์คาราโอเกะอยู่ด้านหน้า ในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงนวลใย



          ภาพยนตร์เรื่อง Moonstruck เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ก้าวข้ามความกลัวในเรื่องความสัมพันธ์ และปลดปล่อยตัวเองออกจากความกลัวนั้นได้ ส่วน Frankie and Johnny in the Clair de Lune พูดถึงความสัมพันธ์ของคนสองคน ที่แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่คนหนึ่งพบว่าอีกคนคือคำตอบ ขณะที่อีกคนยังคงไม่แน่ใจ คล้ายกับความสัมพันธ์ของอาจารย์และนักศึกษาหนุ่ม มนต์แห่งจันทราฯ จึงว่าด้วยเรื่องของการปลดปล่อยและการกักขังในความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันไปมา ซึ่งนอกจากจะได้รับแรงบันดาลใจจากสองเรื่องที่กล่าวมา ผู้เขียนบทและผู้กำกับการแสดงยังได้เพิ่มเรื่องราวของ ‘โศรยา’ ที่ล้อมาจากนิยายและละครเรื่อง จำเลยรัก
         
โศรยาในเรื่องนี้มีอดีตความรักกับบังขายโรตีที่ชื่อหฤษฎิ์ แต่เธอเลือกที่จะแต่งงานกับพี่ชายของบังด้วยเหตุผลบางอย่าง ต่างจากโศรยาใน จำเลยรัก ที่ลงเอยด้วยดีกับหฤษฎิ์ในตอนจบ โศรยาใน มนต์แห่งจันทราฯ จึงต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยวเหงาในความสัมพันธ์ที่เธอเลือก ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงาจากการไม่ถูกเลือก ส่วนหญิงวัยกลางคนที่มาดื่มเหล้าและร้องเพลงทุกคืน แม้จะยังคงใช้ชีวิตร่วมกับสามี แต่เธอก็เหงาไม่ต่างจากคนอื่นๆ และแม้ว่าเธอจะมานั่งดื่มเหล้าและร้องเพลงบำบัดตัวเอง แต่เธอก็รู้ว่าจะอยู่กับความเหงาอย่างไร ดังคำพูดที่เธอปลอบใจคนเหงาทั้งหลายว่า “น้องไม่ใช่เจ้าของความเศร้าคนเดียวนะจ๊ะ แล้วก็ไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์คิดค้นความรู้สึกเหงาขึ้นมาเป็นคนแรก”



          มีคำพูดที่ได้ยินอยู่เสมอว่ามนุษย์เราล้วนเปลี่ยวเหงา แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย คำถามก็คือ อะไรทำให้มนุษย์ทุกวันนี้ท่วมท้นไปด้วยความเปลี่ยวเหงา สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าละครเรื่องนี้พูดถึงก็คือความไม่ลงรอยในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งวนเวียนพัวพันอยู่กับการเลือก การไม่ถูกเลือก การปลดปล่อย และการกักขัง ที่ซ้อนทับกันอยู่ตลอดเวลา มนต์แห่งจันทราฯ อาจจะสำแดงฤทธาให้มนุษย์รู้สึกถึงห้วงรัก แต่แสงจันทร์นวลใยก็อาจห่อหุ้มมนุษย์ให้อยู่กับความเหงาเช่นกัน หรือว่าแท้จริงแล้ว พระจันทร์ที่ส่องแสงอาจจะไม่ได้มีฤทธาขนาดนั้น แต่เป็นมนุษย์เองที่ไม่สามารถจัดการกับความสัมพันธ์และความรู้สึกของตนเองได้ ที่เป็นเช่นนั้นก็อาจเป็นดั่งที่ มาร์ก ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชาวอเมริกัน กล่าวไว้ว่า
          “Everyone is a moon, and has a dark side which he never shows to anybody.”
          เราทุกคนต่างเป็นดั่งดวงจันทร์ที่มีด้านมืดเก็บซ่อนไว้ไม่ให้ใครมองเห็น 

FACT BOX:

มนต์แห่งจันทราจงสำแดงฤทธา ณ บัดนี้ แสดงที่โรงละครพระจันทร์เสี้ยว สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ จนถึงวันที่ 14 สิงหาคม