HIGHLIGHTS:

  • Nowhere ร้านอาหารและบาร์รูฟท็อป ใจกลางกรุงเทพฯ จุดเด่นคือ อาหารของทางร้านเป็นสไตล์ ‘Eurasian Cuisine’ ซึ่งก็คือการผสานกันของอาหาร European และ Asian
  • อาหารในร้าน Nowhere เกิดจากความรักในการทำอาหารของ แพรชมพู - วิรัลพัชร เกษมศรี ณ อยุธยา ที่ฝึกและทดลองทำ รวมถึงได้ลองชิมอาหารจากหลากหลายท้องถิ่น แล้วทดลองจับคู่ส่วนผสมที่เราคาดไม่ถึงให้ออกมาแปลก ใหม่ แต่ลงตัว 

          คำถามที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เงินเดือนแทบจะทุกคน คือ ที่ไหนดีที่เหมาะกับการพบปะเจอเพื่อนในบรรยากาศสวยงามและอาหารเครื่องดื่มชั้นเยี่ยม? ซึ่งคำถามนี้ก็ตามมาด้วยตัวเลือกมากมายที่ชวนให้ปวดหัว หากไม่รู้จะไปสังสรรค์ที่ไหนหลังเลิกงานวันศุกร์ เราก็ขอแนะนำ Nowhere ร้านอาหารและบาร์รูฟท็อป ใจกลางกรุงเทพที่เอกมัย ซอย 6
          ชื่อร้าน Nowhere อ่านได้สองแบบ ทั้ง No-Where หรือ Now-Here เพื่อล้อกับคำพูดติดปากเย็นวันศุกร์ที่ว่า ‘ไปไหนดี?’ พอได้ร้านแล้วก็รีบโทรไปบอกเพื่อนว่า ‘ตอนนี้อยู่ที่นี่นะ’ ซึ่งตีความได้หลายแบบ ทั้งเป็นร้านที่ไม่รู้จะไปที่ไหนก็ให้มาที่นี่ หรือหมายถึงการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุดของการหาสถานที่หย่อนใจหลังเลิกงาน 
          ถึงแม้ว่าจะเป็นร้านรูฟท็อปที่สวยงาม แต่คอนเซ็ปต์ของทางร้านต้องการให้พื้นที่ในร้านกลายเป็นสถานที่สำหรับพบปะสังสรรค์แบบสบายๆ เหมือนกับการมาปิ้งย่างบาร์บีคิวบนดาดฟ้า ที่ทุกคนใส่เสื้อยืด-กางเกงขาสั้น ไม่ได้จำเป็นจะต้องพิธีรีตองใดๆ และเหมาะสำหรับทุกโอกาส
 
          การตกแต่งภายในทำให้เราประทับใจตั้งแต่เดินเข้ามาในตัวร้าน ร้านมีพื้นที่ขนาดกลาง แต่โปร่งโล่งสบายตาด้วยกระจกบานใหญ่เต็มผนังทั้งสามด้าน ทำให้เห็นวิวเมืองกรุงได้ทั่ว มีบันไดปูนเปลือยที่ต่อยอดจากความหมายของการเดินทางหาร้านสังสรรค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด วนรอบทั้งด้านในและนอก ร้านมีการออกแบบที่ชาญฉลาดให้บันไดนั้นสามารถใช้สอยแทนโต๊ะบาร์เล็กๆ และยังได้ที่นั่งอีกด้วย พื้นร้าน โต๊ะ และเก้าอี้ทำจากไม้ สีเขียวจากต้นไม้เล็กๆ ภายในร้านช่วยทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเอง
          อาหารของทางร้านเป็นสไตล์ ‘Eurasian Cuisine’ ซึ่งก็คือการผสานกันของอาหาร European และ Asian เพื่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่จากรสชาติที่ทุกคนคุ้นเคย
          เราค่อนข้างตื่นเต้นกับเมนูมากทีเดียว เพราะทุกชื่อชวนให้สงสัยว่ารสชาติจะออกมาเป็นแบบใดกันแน่ อาหารแต่ละจานถูกออกแบบให้เข้าคู่กันกับเครื่องดื่ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดรสชาติที่ดียิ่งขึ้น
 
ค็อกเทล ‘Mexicano di Florence’

          ทางร้านเริ่มเสิร์ฟเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย เป็นค็อกเทลรสชาติเข้มจัดจ้านแบบสุภาพบุรุษ ‘Mexicano di Florence’ ค็อกเทลที่มีส่วนผสมจากคัมพารี เวอร์มุธ และโซดา ที่ดัดแปลงคอนเซ็ปต์มาจากเนโกรนี (Negroni) มีกลิ่นที่แรง แต่รสไม่แหลมจัดจนเกินไป ตามด้วยรสเผ็ดหวานจากพริกเม็กซิกัน​

หมูปิ้งปาเต้ (Moo-Ping Pâté) 

          หลังจากเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว อาหารก็เรียงรายกันมา เริ่มต้นที่ ‘หมูปิ้งปาเต้’ (Moo-Ping Pâté) ที่นำหมูปิ้งแบบไทยๆ มาบดแบบปาเต้สไตล์ฝรั่งเศส (ตับบด) โรยหน้าด้วยถั่วพิสตาชิโอ เสิร์ฟคู่กับอิงลิชมัฟฟินที่อบจนกรอบ ทานเข้าคู่กัน เป็นจานเรียกน้ำย่อย

สลัดแตงโมกับปลาแห้งญี่ปุ่น (Watermelon Salad with Katsubushi flakes)
 
          จานซิกเนเจอร์ของร้านก็คือ ‘สลัดแตงโมกับปลาแห้งญี่ปุ่น’ (Watermelon Salad with Katsubushi flakes) เป็นจานที่ชวนให้สงสัยที่สุด เพราะบ้านเรามักจะได้ยินว่า สมัยรุ่นคุณย่าคุณยายจะกินแตงโมกับข้าวสวย แต่พวกเราก็ไม่เคยได้ลองกินกันเสียที พอเห็นจานนี้ที่เสิร์ฟแตงโมหั่นเป็นชิ้นโรยหน้าด้วยปลาแห้งญี่ปุ่น เบบี้สปิแนช และชีสเฟต้า เห็นแล้วยังจินตนาการรสไม่ออกจนกระทั่งได้ชิม เราต้องยอมรับเลยว่าปลาแห้งญี่ปุ่นเป็นตัวชูรสของเมนูนี้ ความหอมแบบเอเชียผสานกับความมันของชีส เข้ากันกับแตงโมหวานฉ่ำมากที่สุดอย่างคาดไม่ถึง รสชาติของสลัดจานนี้มีหลายมิติและทำให้รู้สึกสดชื่น เสิร์ฟคู่กับค็อกเทล ‘Where Are You Tonight’ ที่ทำจากเหล้าอิตาลี (Amaretto) และน้ำเชื่อมแตงโมโรยด้วยผงเครื่องเทศชูแมค
 
ค็อกเทล ‘Where Are You Tonight’ 
 
สเต็กเนื้อริบอายหมักซอสฮอยซิน (Hoi-sin Beef)
 
          อาหารจานหลักนั้นก็เรียกได้ว่าดีงามทุกจาน ไม่ว่าจะเป็น ‘พอร์กชอป’ (Grilled Pork Chops) ที่หมัก 24 ชั่วโมง ย่างให้หอมกรุ่น เสิร์ฟพร้อมกับแอปเปิลปรุง (spiced apple compote) และหอมแดงรวนในซอสบัลซามิก ทำให้มีเนื้อหมูที่นุ่มและหอมเข้ากันกับรสหวานของแอปเปิล หรือถ้าคนชอบทานเนื้อก็คงจะต้องแนะนำจานนี้ ‘สเต็กเนื้อริบอายหมักซอสฮอยซิน’ (Hoi-sin Beef) เนื้อชิ้นหนานุ่มที่หมักด้วยซอสฮอยซินรสเผ็ดร้อน เสิร์ฟคู่กับเห็ด ต้นหอมญี่ปุ่น และมันฝรั่งผัดซอสซัลซาเวอร์เด้ (Salsa Verde) แบบเอเชีย มีรสชาติที่กลมกล่อม ทั้งหวาน เค็ม หอม มัน ซึ่งเซอร์ไพรส์เราเช่นกัน

 ซี่โครงหมูบาร์บีคิวในซอสฮาริซา

          แต่เมนูจานหลักที่เราติดใจมากที่สุดเลยก็คือ ‘ซี่โครงหมูบาร์บีคิวในซอสฮาริซา’ (Harissa Pork Ribs – ซอสพริกแอฟริกัน) ซี่โครงหมูบาร์บีคิวหมักซอสฮาริซาจนเข้าเนื้อ เนื้อซี่โครงนุ่มจนแทบจะละลายในปาก ซอสฮาริซาทั้งหอมทั้งเข้มข้นเผ็ดร้อนถึงใจ มีเอกลักษณ์ในตัวเองแบบที่หาที่ไหนไม่ได้
สเต็กปลาแซลมอนกับเครื่องเทศเคจัน (Salmon Cajun)

          สำหรับเมนูปลาก็คงจะต้องไม่พ้นปลาแซลมอนจานนี้ ‘สเต็กปลาแซลมอนกับเครื่องเทศเคจัน’ (Salmon Cajun) สเต็กสก็อตติชแซลมอนกับเครื่องเทศเคจัน เสิร์ฟคู่กับอโวคาโด สัปปะรดซัลซ่า และแป้งตอร์ตียา เรามักจะนิยมทานแซลมอนแบบย่างเกลือ แต่จานนี้ชวนให้คิดถึงอาหารเม็กซิกันเพราะเครื่องเทศที่หอม ทั้งความนุ่มลิ้นของปลาและอโวคาโดกับความกรอบของแป้งตอร์ตีญาที่ทำให้ทุกคำน่าสนใจไปเสียหมด

 ‘A Mess of Nowhere’ เมอแรงก์ในครีมโยเกิร์ต และ ‘แอปเปิลคริสป์’ (apple crisp) กับ ‘ไอศกรีมโฮมเมดรสคาราเมลรสเกลือ’ (salted caramel) 

          นอกจากอาหารคาวจะทำออกมาได้ดีมากแล้ว ของหวานเองก็ทำให้เราตื่นตาตื่นใจอีกด้วย จัดเต็มทั้ง ‘แอปเปิลคริสป์’ (apple crisp) กับ ‘ไอศกรีมโฮมเมดรสคาราเมลรสเกลือ’ (salted caramel) ที่อบแอปเปิลทั้งลูกกับครีมชีส ซึ่งแหวกแนวไปจากปกติที่มักจะเจอในรูปแบบแอปเปิลที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วอบจนนิ่ม จานนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีและไม่หวานมากจนเกินไป ส่วน ‘A Mess of Nowhere’ ซึ่งคือเมอแรงก์ในครีมโยเกิร์ต ราดรัมซอสและดาร์กช็อคโกแลต น่าจะเป็นถ้วยที่ชวนให้สาวๆ ต้องรีบถ่ายรูปในความน่ารักแสนหวาน เท็กซ์เจอร์หลากหลายทั้งเมอแรง ช็อกโกแลต โยเกิร์ตเข้ากันอย่างดี รสชาติชวนให้คิดว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่ใจกลางกรุงปารีสเสียจริง

(ซ้ายบน) พอร์กชอป (ซ้ายล่าง) ลิงกวินีกุ้งกับไส้กรอกโชริโซ (ขวา) ค็อกเทล Mediterranean Sangria 
 
          อาหารทั้งหมดที่เราชิมเกิดจากความรักที่มีต่อการทำอาหารของ แพรชมพู - วิรัลพัชร เกษมศรี ณ อยุธยา ที่ฝึกและทดลองทำ รวมถึงได้ลองชิมอาหารจากหลากหลายท้องถิ่น แพรชมพูคิดและปรับปรุงสูตรอาหารในร้านร่วมกับเชฟ นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังต้องขอชื่นชมในความกล้าที่จะจับคู่ส่วนผสมที่เราคาดไม่ถึงให้ออกมาแปลกใหม่แต่ลงตัว
          เรายังคงติดใจอาหารแสนอร่อยในบรรยากาศสวยงามของร้าน Nowhere บรรยากาศของร้านในเวลากลางวันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคาเฟ่ที่เหมาะสำหรับวันชิลๆ ที่ทางร้านก็เน้นย้ำว่า ร้านนี้เป็น kids friendly สำหรับครอบครัวที่พาเด็กๆ มาใช้เวลาร่วมกันสำหรับยามค่ำ บรรยากาศของร้านก็พาให้เราได้เห็นแสงไฟของเมืองกรุงจากดาดฟ้า ที่เราอยากจะลองพาใครสักคนไปสัมผัสดูสักครั้ง
          สำหรับใครที่มองหาร้านบรรยากาศดีๆ ก็น่าจะลอง Now-Here ที่ร้าน Nowhere กันดูนะ

FACT BOX:

  • ร้าน Nowhere ตั้งอยู่ชั้น 6 อาคาร THA City Loft Hotel เอกมัย ซอย 6 (ติดกับบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ เอกมัย) เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 17.00-23.00 น. / เสาร์ 11.00-24.00 น. / อาทิตย์ 11.00-22.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม: www.facebook.com/nowherebkk
  • ทางร้านมีกิจกรรม Sunset Society Party ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ของทุกเดือน เพื่อชวนมาดื่มด่ำบรรยากาศและฟังเพลงสบายๆ พร้อมกับพระอาทิตย์ตกดิน หรือกิจกรรมชิมเบียร์และไวน์ จับคู่เมนูอาหารกับค็อกเทล
  • ผงซูแมค (Sumac) เป็นเครื่องเทศจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นอาหารต้านอนุมูลอิสระระดับสูง รสชาติคล้ายบ๊วย แนะนำสำหรับผู้รักสุขภาพ
  • ซอสฮาริซา (Harissa) เป็นซอสพริกจากทางแอฟริกาเหนือ นิยมมากในแถบเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง มีรสชาติเผ็ดร้อนคล้ายน้ำพริกนรกของบ้านเรา
  • ซอสฮอยซิน (Hoi-sin) เป็นซอสรสจัดจ้านจากจีน มีสีเข้ม รสชาติหวานและเค็ม นิยมใช้หมักเนื้อสัตว์หรือทาบนเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มรสชาติ นำมาผัดและเป็นน้ำจิ้ม