HIGHLIGHTS:

บางคนชอบอ่าน บางคนชอบดู เราขอแนะนำ 5 ซีรีส์สุดสนุกที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ 

          บ่อยๆ ที่เรามักพบว่าภาพยนตร์หรือซีรีส์ใดๆ ที่ทำมาจากหนังสือมักไม่สนุกเท่าการอ่าน อาจด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้บทที่ดัดแปลงออกมาไม่เป็นที่ถูกใจผู้ชมนัก
          แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะบางเรื่องนอกจากจะเคารพต้นฉบับอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังให้รายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมจากที่ไม่เคยพบมาก่อนในหนังสือด้วย
          และนี่คือซีรีส์ 5 เรื่องที่ทำได้ดีไม้แพ้ฉบับหนังสือเลย
 
1. A Series of Unfortunate Events



          เรื่องราวการผจญภัยของสามพี่น้องโบดแลร์ ซึ่งได้แก่ ไวโอเล็ต เคลาส์ และซันนีพวกเขาสูญเสียพ่อแม่ในเหตุเพลิงไหม้จนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ช่วยไม่ได้ด้วยความที่พวกเขาเป็นเด็กทั้งหมดจึงถูกส่งไปอยู่กับเคาต์โอลาฟญาติห่างๆ ที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อน แล้วการผจญภัยสุดสิ้นหวังก็ได้เริ่มขึ้นจากจุดนั้นเอง
          A Series of Unfortunate Events ถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์นานมีในชื่อว่า อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย เรื่องราวทั้งหมดถูกอัดแน่นอยู่ในหนังสือ 13 เล่ม สามพี่น้องต้องเอาตัวรอดและต่อกรกับแผนการชั่วร้ายของเคาต์โอลาฟที่คิดจะฮุบมรดกทั้งหมดของญาติตัวเล็กๆ เอาไว้คนเดียว
          A Series of Unfortunate Events เคยโลดแล่นบนจอมาแล้วในปี 2004 ในฉบับภาพยนตร์ บทของเคาต์โอลาฟนั้นนำแสดงโดยจิม แคร์รีย์ แต่ครั้งนี้ Netflix นำมาสร้างเป็นซีรีส์ยาวตอนนี้วางแผนไปถึงซีซัน 3 เรียบร้อยแล้ว โดยซีซันแรกดัดแปลงมาจากหนังสือเล่มที่ 1-4 ที่สำคัญซีรีส์นี้ยังได้แดเนียล แฮนด์เลอร์ ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้มาเป็นโปรดิวเซอร์และผู้เขียนบทดัดแปลงด้วย
          สัมผัสกับประสบการณ์โชคร้ายของพวกเขาได้แล้วตอนนี้ในซีซัน 1 แล้วภาวนาให้พวกเขาอย่าหลงกลร้ายไหนอีกเลย
 
2. ANNE WITH AN E



          ANNE WITH AN E ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนที่ครองใจนักอ่านมาแล้วทั่วโลกอย่าง Anne of Green Gables หรือที่แปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์มชื่อ โลกของแอนน์
          Anne of Green Gables เคยสร้างเป็นมินิซีรีส์มาก่อนในปี 1985 โดย CBC Television แต่คราวนี้ Netflix นำมาสร้างใหม่อีกครั้งในชื่อ ANNE WITH AN E ซึ่งซีซันแรกมีความยาวทั้งหมด 7 ตอน
          สองพี่น้องแมทธิวและมาริลลา คัทเบิร์ต ตัดสินใจรับเลี้ยงดูเด็กชายกำพร้าคนหนึ่งจากสถานสงเคราะห์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กชายมาช่วยงานในไร่ของตัวเอง แต่ด้วยความผิดพลาด เด็กชายที่ต้องการกลายเป็นเด็กหญิงผมแดงนามว่าแอนน์ ดังนั้นในทีแรก เธออาจจะไม่ได้รับการต้อนรับอย่างดีนัก แต่ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู แอนน์ก็ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปของสองพี่น้องผู้รับเลี้ยง แอนน์เป็นเด็กที่แปลกกว่าเด็กหญิงทั่วไปสักหน่อย เธอช่างพูด โผงผาง ซุกซน รักการอ่าน และจินตนาการสูง นั่นทำให้เธอถูกมองด้วยสายตาประหลาดจากคนทั่วไป เพราะในทุกยุคสมัย ความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเองเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนอื่นมองว่าแปลกอยู่แล้ว เราแค่ต้องพยายามสักนิดเพื่อให้คนอื่นเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิด ซ้ำยังเป็นเรื่องดี ผู้คนถึงจะเปลี่ยนมาเป็นให้การยอมรับ นี่อาจเป็นประเด็นเล็กๆ แต่ก็นำไปสู่จุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ได้ การเป็นตัวของตัวเองไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เป็นตัวเองโดยให้ผู้อื่นยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย ซีรีส์เรื่องนี้น่าจะบอกสิ่งนี้ให้คุณได้ดี
 
3. Girlboss



          Girlboss ดัดแปลงมาจากหนังสือ #Girlboss หรือในชื่อภาษาไทย เพราะเป็นผู้หญิงไม่แคร์ใคร ฉันถึงได้เป็นนายคน โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น เล่าเรื่องราวชีวิตจริงของโซเฟีย อมอรู ผู้ก่อตั้งร้านเสื้อผ้าออนไลน์ชื่อดัง Nasty Gal
          ทั้งหมดนั้นเริ่มขึ้นด้วยจุดเล็กๆ ในการขายเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนึ่งบนเว็บไซต์อีเบย์ และมันทำกำไรให้เธอเกินกว่าที่คิดไว้ นี่เองที่ทำให้โซเฟียมองเห็นช่องทางการค้าขาย เธอเริ่มจากทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาเสื้อผ้า ถ่ายรูป และเขียนคำบรรยายชวนซื้อ
          ทุกสิ่งทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ด้วยความฝันและความชอบ ความมุ่งมั่นและความไม่ท้อถอย ความกล้าหาญและความบากบั่น เพราะไม่ใช่ว่ามันจะเดินหน้าประสบความสำเร็จไปอย่างง่ายดาย อุปสรรคมากมายคอยท้าทายอยู่ตรงหน้าไม่สิ้นสุด
          ทั้งซีรีส์และหนังสือไม่มีสูตรลับหรือสูตรตายตัวที่จะเป็นทางลัดไปสู่เส้นชัย แต่เล่าวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง จนสามารถก้าวไปเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุด หากใครกำลังหมดพลังในการทำงานหรือสิ้นหวังกับการค้นหาตัวเอง นี่อาจเป็นเรื่องที่ส่งแรงฉุดคุณขึ้นมาจากตรงนั้น จุดประกายให้พละกำลังทั้งหมดกลับคืนมา
 
4. 13 Reasons Why



          13 บันทึกลับหัวใจสลาย จากสำนักพิมพ์คลาสแอคท์ แปลมาจากนิยายต้นฉบับ 13 Reasons Why ซึ่งเป็นนิยายขายดีประเภท Young Adult ของ Jay Asher ตีพิมพ์เมื่อปี 2007 และถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ในปี 2017 นี้เอง
          เมื่อเคลย์ เจนเซน ได้รับกล่องพัสดุปริศนา ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เหมือนจะค่อยๆ เปิดเผยออกมาทีละน้อย ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ก็คือการฆ่าตัวตายของฮันนาห์ เบเกอร์ แฟนสาวของเขา
          ภายในกล่องพัสดุเต็มไปด้วยเทปคาสเซ็ตที่บรรจุเรื่องเล่าและที่บอกสาเหตุการจากไปของฮันนาห์ 13 เรื่องราว 13 เหตุผล และ 13 คนที่เป็นผู้กระทำ ข้อแม้อย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามเมื่อได้ฟังคือ หากฮันนาห์เอ่ยถึงชื่อใคร คนก่อนหน้าจะต้องส่งต่อเทปให้คนๆ นั้นรับรู้และกระทำการต่อ ไม่อย่างนั้นแล้วความลับนี้จะถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ
          นับว่าเป็นซีรีส์ไฮสคูลอันเข้มข้นที่เผยถึงปัญหาที่มีมายาวนานและดูเหมือนจะไม่หมดไปง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้ง การเย็นชาเมินเฉย การล้อเลียน การว่าร้าย การทำร้ายร่างกาย และการกระทำชำเรา เหล่านี้อาจเริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และเห็นว่าเป็นเรื่องขำๆ สนุกๆ แต่มันมักจะไม่จบลงที่ตรงนั้น แล้วที่ว่าเล็กน้อยนี้ บางทีสำหรับบางคนก็ต่างกันออกไป จากสิ่งหนึ่งจะลุกลามไปสู่อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อยๆ ใหญ่ขึ้น มันจะกลายเป็นปมปัญหาในใจอันมหาศาลสำหรับผู้ถูกกระทำ เรื่องราวจะไม่หยุดจนกว่าความสูญเสียจะเกิด แล้วที่บอกว่าขำๆ ก็จะขำไม่ออกอีกต่อไป

5. Orange Is the New Black



          จากหนังสือเล่มหนา 327 หน้า กลายเป็นซีรีส์ที่ต่อยอดความยาวมาแล้วถึง 5 ซีซัน ถ่ายทอดประสบการณ์จริงของ ไพเพอร์ เคอร์แมน ที่เขียนเล่าชีวิตถูกริบอิสรภาพไว้ใน Orange Is the New Black: My Year in a Women's Prison
          Orange Is the New Black ดำเนินเรื่องโดยมีตัวละครหลักเป็นนักโทษหญิงชื่อ ไพเพอร์ แชปแมน (เปลี่ยนนามสกุลจากตัวจริง) เธอต้องเข้าคุกเพื่อรับโทษในคดีที่มีส่วนร่วมในขบวนการขนยาเสพติดข้ามชาติ ข้อหาของเธอคือมีส่วนรู้เห็นการขนเงินจากการค้ายา ซึ่งการทำความผิดนั้นมันผ่านไปนานจนเธอแทบจะลืมแล้วว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงขนาดนั้น แต่ความผิดก็ยังคงเป็นความผิด เธอต้องจากแฟนหนุ่มและชีวิตที่กำลังไปได้สวยแล้วเข้าไปอยู่ในคุก แถมยังต้องเจอแฟน (สาว) เก่าอีกด้วย
          ใครว่าชีวิตในห้องขังคือการกินอยู่ไปวันๆ ความจริงมันเป็นอะไรที่มากกว่านั้นหลายสิบเท่า ตั้งแต่การปรับตัวใหม่ การใช้ชีวิตตามตารางเวลาที่คนอื่นเป็นผู้กำหนด การหาเพื่อน ประสบการณ์ที่ต้องใช้เวลากว่าเราจะได้รับการยอมรับจากคนที่เข้ามาก่อน ซีรีส์ยังเล่าประเด็นใหญ่ๆ อย่างสิทธิส่วนบุคคล สิทธิมนุษยชน ระบบการทำงานของข้าราชการ การซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ครบทุกรสชาติและพาไปสำรวจทุกชีวิตในคุกอย่างทั่วถึง เปิดปูมหลังและความเป็นมาของตัวละครกว่าสิบชีวิต ที่ทำให้เห็นว่า ทุกคนต่างมีเรื่องราว และไม่มีใครอยากละทิ้งอิสรภาพของตัวเอง อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนาจากก้นบึ้งของหัวใจ