HIGHLIGHTS:

  • กลุ่มกองเชียร์แบบ ‘อัลตร้า’ ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลที่มีมานานแล้ว สิ่งที่แฟนบอลกลุ่มนี้ทำเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีแฟนบอลกลุ่มไหนทำมาก่อน เช่น การทำป้ายขนาดใหญ่เพื่อส่งกำลังใจสนับสนุนทีม (และด่าทีมตรงข้ามด้วยถ้อยคำที่แสบสัน) การทำธงขนาดยักษ์เพื่อโบกสะบัดในสนาม และการจุดพลุเพื่อแสดงพลังข่มขวัญคู่ต่อสู้
  • พลุไฟนอกจากจะเป็นวัตถุระเบิดชนิดหนึ่งแล้ว ยังมีความร้อนและควันไฟที่อันตราย หากจุดบนอัฒจันทร์ก็รบกวนแฟนบอลคนอื่นๆ หรือหากเกิดการปาลงสนามมาก็อาจจะเป็นอันตรายต่อนักฟุตบอลหรือคนที่อยู่ในสนามได้
  • การจะเป็น ‘นักเตะคนที่ 12’ ทำได้หลากหลายทาง เหล่ากองเชียร์ที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น The Kop ของลิเวอร์พูล, Yellow Wall ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็โด่งดังด้วยการแสดงพลังอย่างสร้างสรรค์ พวกเขาไม่ได้จุดพลุไฟ หรือทำอะไรที่ท้าทายกฎอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะหากรู้ว่าทำแล้วจะก่อความเสียหายต่อทีมที่รัก
     กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาสำหรับกองเชียร์ฟุตบอลกลุ่ม 'อัลตร้า' ที่ก่อเหตุในการแข่งขันฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รอบชิงชนะเลิศนัดที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กับการจุดพลุแสง หรือ ‘แฟลร์’ (Flare) ในสนามราชมังคลากีฬาสถาน
     ทั้งๆ ที่มีการประกาศห้ามอย่างชัดเจนว่าไม่สามารถจุดพลุในสนามได้ แต่กองเชียร์กลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด จนทำให้เกิดกระแสต่อต้านขึ้นอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่ขาดความยั้งคิด จนนำไปสู่การประณามทั้งทางภาคสังคม และทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
     สถานการณ์กำลังลุกลามไปสู่การ​ ‘ล่า’ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ ถึงขั้นมีการกำหนด ‘ค่าหัว’
     ว่าแต่กองเชียร์กลุ่ม ‘อัลตร้า’ นี่มาจากไหน? และทำไมพวกเขาจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้?
     พวกเขาเป็น ‘อันธพาลลูกหนัง’ อย่างที่คนเขาว่ากัน
     หรือจริงๆ แล้วเป็นแค่กองเชียร์ที่รักทีมสุดหัวใจ แต่ทำพลาดไป?

ต้นกำเนิดกองเชียร์จอมพลัง
     ตามประวัติความเป็นมา กลุ่มกองเชียร์แบบ ‘อัลตร้า’ ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลที่มีมานานแล้วครับ
     ต้นกำเนิดที่แท้จริงนั้นยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ กองเชียร์หลากกลุ่มจากหลายประเทศ ‘อ้างสิทธิ์’ ความเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลรูปแบบนี้ แต่ที่พอจะมีหลักฐานยืนยันชัดเจนที่สุดคือ กลุ่มแฟนฟุตบอลในประเทศบราซิล ที่เรียกว่า Torcidas Organizadas มีความหมายถึง ‘การสนับสนุนทีม’ ซึ่งมีบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1939
      สิ่งที่แฟนบอลกลุ่มนี้ทำเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีแฟนบอลกลุ่มไหนทำมาก่อน คือการทำป้ายขนาดใหญ่เพื่อส่งกำลังใจสนับสนุนทีม (และด่าทีมตรงข้ามด้วยถ้อยคำที่แสบสัน) การทำธงขนาดยักษ์เพื่อโบกสะบัดในสนาม
     และการจุดพลุเพื่อแสดงพลังข่มขวัญคู่ต่อสู้
     ปัจจุบันในบราซิลยังมีกลุ่มกองเชียร์ที่สานต่อปณิธานมาอย่างต่อเนื่อง เช่น Torcida Jovem Fla (ฟลาเมงโก้), Gaviões da Fiel (โครินเธียนส์), Torcida Independente and Dragões da Real (เซาเปาโล)
     สีสันในสนามของกองเชียร์กลุ่มนี้สะดุดตา เป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะหลังฟุตบอลโลกปี 1950 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ แฟนบอลชาติอื่นเห็นก็เกิดการทำตาม โดยเริ่มจากกองเชียร์ของสโมสร ไฮจ์ดุ๊ก สปลิต ที่ก่อตั้งตัวเองในชื่อ Torcida Split เป็นกลุ่ม Torcida ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป
     การเดินทางของวัฒนธรรมการเชียร์รูปแบบนี้เดินทางต่อมาถึงประเทศอิตาลี และได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมีการจัดตั้งกองเชียร์กลุ่มที่มีชื่อว่า Fedelissimi Granata of Torino ของสโมสรโตริโน ในเมืองตูริน เป็นสโมสรแรก จากนั้นอีกหลายสโมสรก็มีการทำตาม
     จนกระทั่งในปี 1969 จึงมีการใช้ชื่อว่า ‘อัลตร้า’ เป็นครั้งแรก โดย 2 กลุ่มกองเชียร์แรกคือกองเชียร์ ‘บลูเชอร์คิอาตี’ ซามพ์โดเรีย ในชื่อ Ultras Tito Cuchiaroni และอีกกลุ่มคือ Ultras Granata ของทีมโตริโนเจ้าเก่า
     แต่วัฒนธรรมการเชียร์ที่เข้มข้นนี้เริ่มมีความรุนแรงเข้ามาในปี 1974 โดยเกิดกลุ่มกองเชียร์ Lazio Ultras ของทีมลาซิโอ สโมสรดังในกรุงโรม และกองเชียร์ทีมเฮลลาส เวโรนา ที่สนับสนุนลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวถูกแสดงออกผ่านป้ายผ้า สัญลักษณ์ต่างๆ, บทเพลงเชียร์, เสียงกลองปลุกเร้า และพลุไฟ
     และสุดท้ายคือการวิวาท ตีรันฟันแทงระหว่างแฟนบอลด้วยกันเอง
     ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ประเทศอิตาลีกำลังประสบปัญหาการเมืองภายในล้มเหลว ที่เรียกว่า Anni di piombo มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคมมากมาย รวมถึงในสนามฟุตบอลด้วย
     อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมการเชียร์รูปแบบนี้ถูกเผยแพร่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค 80s จนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มจากประเทศใกล้อิตาลี ก่อนจะลามไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะที่ เยอรมนี, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการเชียร์จากเดิมที่เคยคล้ายคลึงกับอังกฤษ ก็มีการผสมผสานสีสันและความเข้มข้นแบบอัลตร้าเข้ามา
     จะมียกเว้นก็ที่อังกฤษ ซึ่งมีวัฒนธรรมลูกหนังแข็งแกร่งของตัวเอง ไม่ได้สนใจวัฒนธรรมชาวบ้าน แต่ก็มีกองเชียร์หัวรุนแรงที่เรียกว่า ‘ฮูลิแกน’ ที่เป็นปัญหาสังคมอยู่ช่วงหนึ่ง
     ส่วนในเอเชีย มีกองเชียร์ในรูปแบบที่ได้รับวัฒนธรรมมาในหลายประเทศ ที่โด่งดังก็เช่นของกลุ่มกองเชียร์เกาหลีใต้ ในชื่อ Be the Red และ Ultra' Nippon ของญี่ปุ่น ที่พร้อมเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสนับสนุนทีม
     รวมถึงที่มาเลเซียกับ Ultras Malaya และ Ultra Thailand ของไทยที่กำลังเป็นกระแสเวลานี้

จุดยืนและตัวตนของ ‘อัลตร้า’
     สำหรับ ‘อัลตร้า’ จุดยืนที่ชัดเจนของพวกเขาคือการสนับสนุนทีมที่ตัวเองรักอย่างถึงที่สุด
     ขณะที่สไตล์การเชียร์นั้นเน้นความดุดัน เกรี้ยวกราด ผ่านเสียงกลอง บทเพลง การด่าทอ ป้ายผ้า หรือการจุดพลุ หรือการแปรอักษรที่เรียกว่า Tifo เพื่อสร้างบรรยากาศข่มขวัญทีมคู่ต่อสู้ให้ขาสั่น
     วิธีการเช่นนี้ได้ผลอยู่บ้างครับ เช่นยุคหนึ่งที่ไม่มีใครอยากไปเยือนสนาม อาลีซามีเยน สนามเก่าของทีมกาลาตาซาราย ที่เปรียบเป็นดัง ‘นรก’ ของทีมเยือน ไม่ว่าจะกับนักฟุตบอลหรือแฟนบอลผู้เป็นอาคันตุกะจริงๆ
     กองเชียร์แบบอัลตร้านั้นไม่มีการกำหนดว่าจะต้องเป็นกลุ่มใหญ่เสมอไป จะเป็นกองเชียร์กลุ่มเล็กก็ได้ หากแต่ต้องเป็นกองเชียร์ที่เข้มข้นในเรื่องคุณภาพ ต้องสามารถร้องเพลงปลุกเร้าทีมได้ตลอดเวลา ต้องยืนเชียร์ได้โดยไม่หยุดพัก และจะมีที่นั่งประจำในสนามของตัวเอง และมีคนนำเชียร์ที่ต้องบอกว่า “สุดยอด”
     ส่วนเรื่องที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะป้ายผ้า กลอง หรือพลุ จะมาจากการเรี่ยไรกันเองในกลุ่ม ไม่ได้เดือดร้อนใคร ซึ่งนั่นเป็น ‘ความภูมิใจ’ ของกองเชียร์สไตล์นี้ที่พวกเขาไม่ได้แค่ลงทุน ลงแรง แต่ยังทุ่มเททั้งใจเพื่อทีมที่รักด้วย
     ในประเทศไทยเองมีกองเชียร์หลายสโมสรที่เป็น ‘อัลตร้า’ ทั้งสโมสรใหญ่ในระดับลีกสูงสุดและสโมสรเล็กๆ ในระดับลีกรองลงมา
     และแน่นอนที่สุดกับกองเชียร์ทีมชาติไทย Ultras Thailand ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา และเปิดตัวครั้งแรกในเกม เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 นัดที่พบกับทีมชาติมาเลเซีย ที่สนามศุภชลาศัย
     ก่อนจะเป็นที่รู้จักเมื่อเหล่าอัลตร้าสายเลือดไทย บุกถิ่น บูกิต จาลิล ของมาเลเซีย ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ รอบชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ที่เราคว้าแชมป์มาได้อย่างปาฏิหาริย์
     โดย ‘คำขวัญ’ ของ Ultras Thailand คือ Unity & Passion
     ด้วยรัก และสามัคคี
 

จากจุดเริ่มต้นด้วย ‘ความรัก’ จึงกลายเป็น ‘ความคลั่ง’ ไปอย่างน่าเสียดาย

เส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง ‘รัก’ กับ ‘คลั่ง’
     ถ้าอ่านตาม ‘คำขวัญ’ ของ Ultras Thailand แล้ว พวกเขาไม่ใช่กองเชียร์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อก่อเหตุความวุ่นวายหรือสร้างปัญหา
     พวกเขาต้องการมา ‘เชียร์’ เท่านั้น
     แต่ด้วยสไตล์ที่แตกต่างจากกองเชียร์ทั่วไป และความเชื่อบางอย่างทำให้ในสายตาคนนอกแล้ว กองเชียร์กลุ่มนี้ไม่น่าข้องเกี่ยวด้วยนัก
     ไล่ตั้งแต่เรื่องของการแต่งตัว ที่ Ultras Thailand จะแต่งกายในชุดดำและมีผ้าปิดหน้าสีดำ ไปจนถึงการนำเชียร์ที่ดุดัน ซึ่งบ่อยครั้งที่ดุดันมากเกินไป และในระยะหลังเริ่มมีแนวคิดแบ่งแยกระหว่างกองเชียร์ทั่วไปที่มาตบมือเปาะแปะในสนาม กับกองเชียร์ที่แท้จริงอย่างพวกเขาที่ปลุกเร้าทีมและข่มขวัญคู่ต่อสู้ตลอดเวลา
     โดยเฉพาะการเชียร์แบบสุดโต่งที่นำพลุไฟมาจุดในสนามตามแบบอัลตร้าชาติอื่นๆ ที่กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในเวลานี้
     สำหรับเหล่าอัลตร้าไทย พวกเขาไม่คิดว่าการจุดพลุในสนามเพื่อสร้างบรรยากาศด้วยแสงไฟสีแดง (ที่เรียกกันว่า Pyro Shows ซึ่งเป็นที่นิยมในยุโรปตะวันออก) นั้นเป็นเรื่องที่ผิด เพราะที่อื่นเขาก็ทำกันได้ ไม่ว่าจะในยุโรป หรือแม้แต่ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นัดแรกที่อินโดนีเซีย ก็มีการจุดพลุในสนามของกองเชียร์ชาว ‘อิเหนา’     ความเชื่อนั้นหนักแน่นจนถึงขั้นมีคำพูดว่า “พลุไฟไม่ใช่อาชญากรรม”
     และนำไปสู่การแสดงพลังของ Ultras Thailand บ้างที่ราชมังคลากีฬาสถานในที่สุด
     แต่การกระทำดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎที่ห้ามมีการจุดพลุในสนาม ‘ด้วยเหตุผลเรื่องของความปลอดภัย’
     พลุไฟนอกจากจะเป็นวัตถุระเบิดชนิดหนึ่งแล้ว ยังมีความร้อนและควันไฟที่อันตราย หากจุดบนอัฒจันทร์ก็รบกวนแฟนบอลคนอื่นๆ ด้วย หรือหากเกิดการปาลงสนามมาก็อาจจะเป็นอันตรายต่อนักฟุตบอลหรือคนที่อยู่ในสนามได้
     ไม่ใช่จะไม่เคยเกิดเหตุ เมื่อกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ซูเปอร์สตาร์อย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกทีมชาติโปแลนด์ ก็ถูกแฟนบอลโรมาเนีย ปาพลุลงมาในระหว่างที่นอนเจ็บอยู่ จนเกิดระเบิดเฉียดตัวไปนิดเดียว และสุดท้ายเกมการแข่งขันต้องถูกพักการเล่นร่วม 10 นาที
     ล่าสุดเมื่อ 3 ธ.ค. แมตช์ลีก เอิง ระหว่าง เม็ตซ์-ลียง ก็ถูกยกเลิกเมื่อ แอนโธนี โลเปซ ผู้รักษาประตูลียง ถูกขว้างพลุใส่
     สำหรับในไทย แม้จะไม่ได้มีการปาพลุลงมาในสนาม แต่การจุดในสนามก็เสี่ยงที่จะทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ต้องถูกปรับเป็นเงินกว่า 2,000 ฟรังก์สวิส หรือ 700,000 บาท ‘โดยไม่จำเป็น’ หรืออาจจะถูกลงโทษหนักกว่านั้น
     เพียงเพราะความเชื่อว่า ‘ทำได้ไม่ผิด’
     แต่ไม่ได้คิดว่า ‘ถ้าทำได้ เขาจะห้ามทำไม’
     จากจุดเริ่มต้นด้วย ‘ความรัก’ จึงกลายเป็น ‘ความคลั่ง’ ไปอย่างน่าเสียดาย

พลังที่แท้จริงของ ‘นักเตะคนที่ 12’
     กรณีพลุไฟในสนามจะเป็น ‘บทเรียน’ ครั้งสำคัญของกองเชียร์ฟุตบอลไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพลังเข้มข้นอย่าง Ultras Thailand ที่ควรจะมีการทบทวนตัวเองและกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าสิ่งใดที่ทำได้ และสิ่งใดที่ทำไม่ได้
     และจะดีขึ้นอีกหากมีฝ่ายที่ ‘ยื่นมือ’ จากทางการอย่างสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันและไม่ก่อให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง
     จะรักทีมก็ต้องรักให้ถูกทาง และรักให้เป็น
     การจะเป็น ‘นักเตะคนที่ 12’ จริงๆ แล้วมันทำได้หลากหลายทาง
     เหล่ากองเชียร์ที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น The Kop ของลิเวอร์พูล, Yellow Wall ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็โด่งดังด้วยการแสดงพลังอย่างสร้างสรรค์
     เรื่องพลุไฟไม่ใช่ไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่ได้จุดพลุไฟ หรือทำอะไรที่ท้าทายกฎอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะหากรู้ว่าทำแล้วจะก่อความเสียหายต่อทีมที่รัก
     นอกจากนี้ ยังมีการแสดงออกอีกมากมายที่ทำอย่างสร้างสรรค์ เช่น Thunder Clap ของกองเชียร์ทีมชาติไอซ์แลนด์ ที่สร้างความประทับใจอย่างมากในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 ที่ผ่านมา
     หรือ ‘ฝนตุ๊กตา’ ที่กองเชียร์ทีมเอดีโอ เดน ฮาก ในลีกเอเรดิวิซี เนเธอร์แลนด์ ปาตุ๊กตาลงมาให้แก่กองเชียร์รุ่นเยาว์ของทีมเฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม ที่เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเด็ก Rotterdam’s Sophia Children’s Hospital ซึ่งเข้ามาชมเกมที่สนามเดอ ไคป์ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาต่อสู้กับโรคร้ายต่อไป
     ความจริงเหล่ากองเชียร์ในไทยเองก็เคยสร้างความประทับใจมาแล้วในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดที่พบกับทีมชาติออสเตรเลีย โดยมีการรวมตัวกันจุดเทียนเพื่อแสดงความอาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
     สำหรับ Ultras Thailand ก่อนหน้านี้ ผู้คนก็ชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ในการทำป้ายผ้า เพื่อให้กำลังใจนักฟุตบอลของพวกเขา (ไม่นับพลังการเชียร์ที่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว)
     ถึงจุดนี้ อะไรที่ผิดแล้วพลาดไป ก็ว่ากันไปตามถูกผิด - ใครก่อเหตุหากต้องมีบทลงโทษก็ว่าตามความเหมาะสม
     สำหรับอนาคต หากเป็นได้ก็อยากให้ลองคิดใหม่ แปรเปลี่ยนความรักที่มีเป็นพลังเชียร์ที่สร้างสรรค์
     หากเป็นการเชียร์ในกรอบและกติกา นอกจากจะไม่มีใครว่า ทุกคนจะชื่นชมเหล่า Ultras เลือดสยามด้วยซ้ำไป

FACT BOX:

  • มีการถอดรหัสอักษรย่อของคำว่า Ultras มาจากคำว่า
       Unity - ความเป็นหนึ่งเดียว
       Loyalty - ความภักดี
       Teamwork - การทำงานเป็นทีม
       Reality - จริงจัง
       Aggressive - ดุดัน
       Supporters - แฟนบอล
  • ธีรศิลป์ แดงดา ศูนย์หน้าอันดับหนึ่ง คือตราสัญลักษณ์ของ Ultras Thaialnd ในเวลานี้
  • กลุ่มแฟนบอลของ Ultras Thailand ประกอบไปด้วย แฟนบอลจากทีมในศึกไทยพรีเมียร์ลีก เป็นส่วนใหญ่ อาทิ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, บางกอกกล๊าส เอฟซี, อาร์มี ยูไนเต็ด, สุพรรณบุรี เอฟซี และ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี  
  • ในหมู่กลุ่มกองเชียร์ต่างๆ นั้นมักจะมีน้ำใจให้กันเสมอ แกนนำของแต่ละกลุ่มมักจะรู้จักกัน มีการติดต่อพูดคุยกันอยู่เสมอตามเว็บบอร์ด