HIGHLIGHTS:

  • 2 ประตูของ ปีโป้-สิโรจน์ ฉัตรทอง ทำให้ไทยเป็นแชมป์รายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพสมัยที่ 5 และยังน่าจะพอพูดได้เต็มปากว่า เราคือทีมอันดับหนึ่งของอาเซียนเหมือนเดิม แต่คำถามก็คือ ตกลงแล้วทีมชาติไทยพอใจกับแค่ระดับฟุตบอลอาเซียน?
  • การตัดสินใจเลือกผู้เล่นของโค้ชใหญ่อย่าง ‘ซิโก้’ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เป็นทัวร์นาเมนต์ระดับภูมิภาคที่มีความสำคัญ ไทยเองก็อยู่ในฐานะแชมป์เก่าด้วย ที่สำคัญคือสถานการณ์และความกดดันที่ทำผลงานได้ไม่ดีในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบสุดท้ายโซนเอเชีย ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องการที่จะนำทีมคว้าแชมป์ในรายการนี้ให้ได้
  • การพัฒนาทีมชาติไทย รวมถึงวงการฟุตบอลไทยนั้นไม่ใช่หน้าที่ของโค้ชอย่างซิโก้ หรือนักฟุตบอลทีมชาติ หรือแม้กระทั่งแฟนบอล แต่ไทยต้องมี ‘พิมพ์เขียวลูกหนัง’ ของตัวเองที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่กระดาษวาดฝันลอยๆ   

     เสียงเชียร์ดังกระหึ่มราชมังคลากีฬาสถาน ธงทิวโบกปลิวไสว และรอยยิ้มกำลังเปื้อนหน้าแฟนฟุตบอลทีมชาติไทยอีกครั้ง
     ความรู้สึกอัดอั้นหลังจากที่พลาดท่าเสียทีต่ออินโดนีเซีย ในเกมนัดชิงชนะเลิศนัดแรกของฟุตบอล ‘เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ’ รายการฟุตบอลระดับภูมิภาคของอาเซียน จนทำให้เกิดคำถามกับทีมชาติไทยในปี พ.ศ. นี้อยู่ไม่น้อย ถูกปลดปล่อยออกมาด้วย 2 ประตูของ ปีโป้-สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่ทำให้ไทยกลับมาคว้าชัยชนะได้ในบ้านของเราเอง
     ไทยเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 5 และยังน่าจะพอพูดได้เต็มปากว่า เราคือทีมอันดับหนึ่งของอาเซียนเหมือนเดิม
     แต่ในห้วงอารมณ์ของความสุข อีกมุมหนึ่งของความรู้สึกแล้วยังมีคำถามสำหรับทีมชาติไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หรือคนในวงการลูกหนังแดนสยามเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้
     เพราะคำถามนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะหาคำตอบเพียงลำพัง
     อนาคตของทีมชาติไทย และอนาคตของวงการฟุตบอลไทยอยู่ตรงไหน?

ทีมชาติไทยพอใจแค่ระดับฟุตบอลอาเซียน?
     คำถามหนึ่งที่อยู่ในใจแฟนฟุตบอลชาวไทยจำนวนไม่น้อยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ คำถามว่า ‘ตกลงแล้วทีมชาติไทยพอใจแค่ระดับฟุตบอลอาเซียน?’
     คำถามในความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเพราะ การที่โค้ช ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตัดสินใจเลือกผู้เล่นชุดใหญ่เพื่อลงทำศึกในรายการนี้ ซึ่งขัดต่อความรู้สึกของแฟนบอลส่วนหนึ่งที่ต้องการจะให้เลือกผู้เล่นชุดรุ่นใหม่เพื่อลงเล่นในรายการนี้มากกว่า
     เมื่อไหร่เราจะ ‘ก้าวข้ามอาเซียน’
     เมื่อไหร่เราจะก้าวไปสู่อีกระดับเสียที
     ทำไมเราไม่ทำตามชาติที่พัฒนาทางเกมลูกหนังแล้ว ที่จะส่งชุดเล็กลงเล่นในรายการไม่สำคัญเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ให้ดาวรุ่งรุ่นใหม่
     อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาลงไปแล้วจะพบว่าการตัดสินใจเลือกผู้เล่นของโค้ชใหญ่อย่าง ‘ซิโก้’ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
     ประการแรกรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เป็นทัวร์นาเมนต์ระดับภูมิภาคที่มีความสำคัญ อีกทั้งในระเบียบการแข่งขันมีกำหนดไว้ว่า จะต้องใช้ผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงเล่นด้วย (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว)
     ถึงระดับของการแข่งขันจะไม่ได้เป็นระดับ ‘ทวีป’ เหมือน เอเอฟซี คัพ, ยูโร, แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ หรือโคปา อเมริกา แต่ก็ไม่ใช่จะปล่อยปละละเลยได้ โดยเฉพาะการที่ไทยเองก็อยู่ในฐานะแชมป์เก่าด้วย
     วันเวลาผ่านจนทำให้เราอาจจะลืมความรู้สึกไปแล้วว่า เมื่อ 2 ปีก่อน เรามีความสุขมากแค่ไหนกับการคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ถึงขั้นมีการแห่ฉลองแชมป์กันกลางเมือง
     แชมป์ในวันนั้นมีส่วนสานต่อกระแสศรัทธาทีมชาติไทยขึ้นหลังจากการคว้าแชมป์ซีเกมส์ ที่พม่า เมื่อปี 2013 และทำให้ ‘ช้างศึก’ ก้าวมาไกลได้ถึงเพียงนี้ กับการเป็น 12 ทีมสุดท้ายในเอเชีย ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก
     ประการต่อมาคือสถานการณ์และความกดดันของตัวโค้ชซิโก้ และนักเตะทีมชาติไทยที่ทำผลงานได้ไม่ดีในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายโซนเอเชียในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องการที่จะนำทีมคว้าแชมป์ในรายการนี้ให้ได้
     ลองนึกดูว่าหากส่งชุดเล็กลงและพลาดแชมป์หรือตกรอบแบบเสียหน้า สถานการณ์ทุกอย่างอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมได้
     ไม่ใช่คนในวงการและผู้เกี่ยวข้องจะไม่รับรู้ความต้องการของแฟนฟุตบอล และไม่ใช่จะไม่มีใครคิดถึงอนาคตวันข้างหน้า
     ทุกคนอยากให้ทีมชาติไทยก้าวไปไกลที่สุดอยู่แล้ว และแน่นอนว่าเราไม่ได้หวังแค่จะเป็นใหญ่ในอาเซียน
     แต่การจะ ‘ก้าว’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างระมัดระวัง
     ที่สำคัญอีกอย่างคือในระดับอาเซียนเอง การแข่งขันก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ระดับมาตรฐานการเล่นในภูมิภาคสูงขึ้น
     เมื่อพิจารณาถึงการที่ซิโก้สามารถพาทีมเป็นแชมป์ได้อีกสมัย (แม้ในรายละเอียดจะมีเรื่องของการจัดตัวขัดใจแฟน ฯลฯ) และทำให้หัวใจคนไทยพองโตอีกครั้งในปีที่แสนโศก
     มันก็ดูเป็นการตัดสินใจที่ไม่แย่นัก
     และหากตำนานศูนย์หน้าจอมตีลังกาจะตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการวางมือ เพื่อเปิดทางให้คนอื่นได้โอกาสลองเข้ามาทำงานบ้าง ไม่ว่าจะโค้ชไทยหรือโค้ชต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นการ ‘สั่งลา’ ที่ดี
     อย่างน้อยเขาก็ทำ ‘หน้าที่’ ได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
     รวมถึงหน้าที่ในฐานะคนไทยที่มีหัวใจจงรักภักดีคนหนึ่ง อย่างที่เขาให้สัมภาษณ์หลังจบเกมด้วยเสียงสะอื้นว่า เขาต้องการเทิดพระเกียรติแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเคยทอดพระเนตรอยู่ และพระราชทานกำลังใจให้นักฟุตบอลสู้ต่อ จนทำให้ทีมชาติไทยพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าแชมป์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
     และเขายังต้องการคว้าแชมป์เพื่อเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันด้วย
     สำหรับคนไทยคนหนึ่ง นี่เป็นการทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบตามความรู้ความสามารถที่มีแล้ว


พิมพ์เขียวลูกหนังไทย การบ้านปึกใหญ่ที่ยังไม่ได้ทำ
     อย่างไรก็ดีการพัฒนาทีมชาติไทย รวมถึงวงการฟุตบอลไทยนั้นไม่ใช่หน้าที่ของโค้ชอย่างซิโก้ หรือนักฟุตบอลทีมชาติ หรือแม้กระทั่งแฟนบอล
     คนที่จะเป็นผู้กำหนด ‘ทิศทาง’ ของวงการฟุตบอลแดนสยามคือ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เท่านั้น ซึ่งภายใต้การนำของสมาคมฯ ชุดนี้ เรามีประธานฝ่ายเทคนิคที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งใน ‘ปราชญ์ลูกหนัง’ ของไทยและของเอเชียอย่าง วิทยา เลาหกุล
     สิ่งที่ ‘เฮงซัง’ อดีตนักฟุตบอลไทยที่เคยไปค้าแข้งในระดับอาชีพที่เยอรมนีตะวันตก ประกาศว่าจะทำนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานฝ่ายเทคนิคคือ การรื้อโครงสร้างทีมชาติไทยใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ระบบเยาวชน ซึ่งจะเริ่มทำตั้งแต่อายุ 8 ปี และเน้นหนักในช่วงรุ่นอายุ 13-14 ปี
     แนวทางนี้ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ใครก็รู้กันดี เพียงแต่ที่ผ่านมาในไทยอาจจะยังไม่มีการทำกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวและเข้ารูปเข้ารอยมากนัก
     ไทยต้องมี ‘พิมพ์เขียวลูกหนัง’ ของตัวเองที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่กระดาษวาดฝันลอยๆ
     ในอดีต ชาติที่เคยพัฒนาทางเกมลูกหนังและประสบปัญหาตกต่ำหลายชาติ เลิกยึดติดกับความสำเร็จในอดีตและหันกลับมาพัฒนาเกมลูกหนังอย่างเป็นระบบ ซึ่งในเวลาต่อมาประสบความสำเร็จกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สเปน ที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1 สมัย กับฟุตบอลยูโร 2 สมัย, เยอรมนี ที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด หรือแม้แต่ เบลเยียม ก็กลับมาเป็นชาติที่น่าจับตามองด้วยขุนพลนักเตะฝีเท้าดีอายุน้อย ซึ่งกระจายตัวเล่นตามสโมสรดังทั่วยุโรป
     ในเอเชียเอง ญี่ปุ่น ก็ถือเป็นชาติที่เป็น ‘ต้นแบบ’ ของการพัฒนาฟุตบอลที่จริงจังและยั่งยืนได้ โดยในช่วงที่มีการตั้งลีกอาชีพใหม่ ‘เจลีก’ พวกเขามีการกำหนดแผนว่าภายในระยะเวลา 50 ปี ญี่ปุ่นจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ ซึ่งเวลาผ่านมา 20 ปี พวกเขาสามารถทำได้ตามเป้าหมายเกือบทั้งหมด
     เจลีก เป็นลีกที่มีคุณภาพดีที่สุดในเอเชีย (ล่าสุดคาชิมา แอนท์เลอร์ส แชมป์เจลีก ก็สามารถเข้าชิงสโมสรโลกกับ เรอัล มาดริด ได้) นักฟุตบอลจากแดนอาทิตย์อุทัยเป็นที่ยอมรับในวงการฟุตบอลระดับโลก
     ล่าสุด จีน ชาติมหาอำนาจเองก็เอาจริงกับการพัฒนาเกมฟุตบอลตามการบัญชาของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ต้องการให้จีนครองโลกลูกหนัง และทำให้ภาคเอกชนรับลูกเข้าสนับสนุนสโมสรท้องถิ่น ซึ่งด้วยอำนาจเงินมหาศาลทำให้พวกเขาดึงนักเตะระดับท็อปที่ยังไม่ถึงวัยปลดระวางได้หลายราย ล่าสุดคือ ออสการ์ สตาร์ทีมชาติบราซิลที่เคยโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งที่จะย้ายทีมด้วยค่าตัวถึง 60 ล้านปอนด์
     ถ้าไทยอยากจะยิ่งใหญ่ก็ต้องทำ
     ทำด้วยความตั้งใจ ความจริงใจ และเรียนรู้ที่จะอดทน
     ด้วยเทคโนโลยีลูกหนังและวิทยาศาสตร์การกีฬาในปัจจุบัน (ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คนในวงการต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพราะเท่าที่รู้มีภาคเอกชนที่นำเข้าองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามามากมาย เช่น ระบบวิเคราะห์ InStat, GPSports หรือเครื่องเสริมสมรรถภาพอย่าง VertiMax) สิ่งเหล่านี้ช่วยย่นระยะห่างระหว่างชาติมหาอำนาจกับชาติรองลงมาได้พอสมควรแล้ว
     ที่เหลืออยู่ที่ตัวเราล้วนๆ ว่าจะทำได้แค่ไหน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาคือ ไทยไม่มีคนที่มีความรู้ความสามารถมากพอ คนเก่งในบ้านเรามี แต่ยังอยู่ในวงจำกัด (ดัชนีชี้วัดง่ายๆ คือ จำนวนโค้ชที่จบระดับ Pro-Licence มีคนเดียวคือ วิทยา เลาหกุล) ซึ่งหากมีการสนับสนุนที่ดี และหันมาให้ความสำคัญ
     ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในเกมฟุตบอล ในวงเล็บว่าถ้าเราตั้งใจมากพอ


วัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลแบบอันธพาล
     นอกจากส่วนของทีมชาติและวงการฟุตบอลแล้ว แฟนฟุตบอลไทยเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ
     เพราะเกมฟุตบอลที่ไม่มีแฟนบอลแล้ว มันไร้ชีวิตและไม่มีความหมาย
     สำหรับแฟนบอลชาวไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถือว่ามีการเติบโตในเชิงปริมาณอย่างมีนัยสำคัญ​ ถึงแม้ฟุตบอลไทยโดยเฉพาะในระดับสโมสรลีกสูงสุดจะมีปัญหาแบบ ‘ไทยๆ’ อยู่พอสมควร เช่น ปีนี้เล่นอยู่จังหวัดนี้ อีกปีเปลี่ยนชื่อทีมไปเล่นอีกจังหวัดหนึ่ง แต่ในสโมสรใหญ่จะมีฐานแฟนบอลหลักอยู่เป็นจำนวนมาก
     ความรักและความผูกพันเริ่มเกิด และการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างแฟนฟุตบอลกับทีมฟุตบอลทำให้เกิด ‘วัฒนธรรม’ ขึ้นตามมา
     แต่มันก็มีบางวัฒนธรรมที่น่ากังวลอยู่บ้าง เช่น วัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลแบบอันธพาล ที่เน้นการแสดงออกอย่างดุดัน ‘ฮาร์ดคอร์’ โดยอาศัยแนวทางคล้ายกับกองเชียร์กลุ่มที่เรียกว่า ‘อัลตร้า’ ที่มีในหลายประเทศ
     ตามประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกแล้ว กลุ่ม ‘อัลตร้า’ มีต้นกำเนิดไม่แน่ชัด บ้างก็ว่าเกิดในบราซิลตั้งแต่ปี 1939 แต่มาเติบโตชัดเจนในอิตาลีในช่วงทศวรรษที่ 1950 โดยสโมสรแรกที่มีการก่อตั้งแฟนกลุ่มนี้คือทีมกระทิงหิน โตริโน่
     โดยวัฒนธรรมของกองเชียร์กลุ่มนี้จะเน้นความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การเชียร์ หรือการพร้อมจะ ‘ลุย’ กับกองเชียร์คู่แข่ง หรือใครก็ตามที่ดูแล้วขัดลูกหูลูกตา และพร้อมทำทุกอย่างตามใจตัวเอง
     โดยที่คิดเอาเองว่ามันดี
     วัฒนธรรมการเชียร์แบบนี้เดินทางมาถึงบ้านเรามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และก่อปัญหาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปัญหาในสนาม หรือการตีรันฟันแทงจนมีคนเจ็บเลือดตกยางออก
     ล่าสุดคือการพยายามสร้างสีสันในสนามด้วยการจุดพลุแสง ทั้งที่มีการประกาศห้ามอย่างชัดเจน
     การแสดงออกดังกล่าว กองเชียร์กลุ่มนี้เชื่อว่าพวกเขาทำเพราะ ‘รัก’ และที่ผ่านมาพวกเขาคือกองเชียร์ที่ให้การสนับสนุนทีมชาติไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ที่วงการฟุตบอลไทยยังซบเซา พวกเขาคือกองเชียร์ตัวจริงเสียงจริง ส่วนคนอื่นนั้นก็แค่เกาะกระแสตอนฟุตบอลไทยดังอีกครั้ง
     เห็นด้วยหรือไม่ก็นานาจิตตัง
     ต่อให้ ‘รักเราไม่เท่ากัน’ แต่เราก็ ‘รักเหมือนกัน’ ไม่ใช่หรือ?
     สิ่งที่เห็นด้วยเด็ดขาดไม่ได้คือเรื่องของการแสดงออกบางอย่างซึ่งไม่มีความจำเป็น เช่น การจุดพลุ หรือการดูถูกเหยียดหยามแฟนบอลทีมอื่น นอกจากจะไม่มีประโยชน์ ยังเป็นการสร้างปัญหาด้วย
     ภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจุดพลุแสง หรือการยกพวกตีกัน ทำให้แฟนบอลอีกกลุ่มที่ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าไปนั่งดูฟุตบอลไม่กล้าไปดูเกมที่สนาม โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวก็ไม่กล้าที่จะพาลูกเด็กเล็กแดงไปนั่งชมเกมด้วย ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ควรทำ
     โดยเฉพาะในยุคที่เด็กรุ่นใหม่เกิดมาพร้อมกับอวัยวะชิ้นที่ 33 คือสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต พวกเขาควรได้ออกมาเห็นโลกกว้าง ได้เดินทาง ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว
     ภาพที่ควรจะเกิดในสนามฟุตบอลไทย คือภาพของพ่อแม่ลูกที่จูงมือกันไปชมเกมฟุตบอลสนุกๆ ด้วยกันในวันหยุด
     และภาพแฟนบอลที่เท่ที่สุด คือแฟนบอลที่จงรักและภักดีต่อทีมที่ตัวเองเชียร์จนแก่เฒ่า
     หากใครที่คิดว่าการแสดงความรักอย่างรุนแรงคือสิ่งที่ดี ก็อยากให้ลองทบทวนดูสักหน่อย ว่า นี่คือการรักฟุตบอลไทยอย่างถูกทางแล้วจริงหรือ?
     วิธีการแสดงความรักต่อเกมลูกหนังมีมากมาย แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ดีกว่าครับ