HIGHLIGHTS:

  • สิ่งหนึ่งที่วิสูตรคิดว่าคนดูหนังสมัยนี้ไม่มีแล้ว หรือมันสูญหายไปแล้ว คือความรู้สึกอยากจะดูหนังง่ายๆ ธรรมดาๆ ซิมเปิลๆ คนสมัยนี้ไม่อยากได้อะไรที่ตรงไปตรงมา เขาต้องการอะไรที่คมคายและมีสไตล์มากกว่านั้น
  • ประเทศไทยมีอิสระในการเลือกมาก อะไรฮิตเรารับมาหมด เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปสู้กับประเทศอย่างเกาหลี เพราะนอกจากเขาจะมีการศึกษาที่รองรับแล้ว รัฐบาลและคนในประเทศก็พร้อมที่จะสนับสนุน
  • ถึงแม้สมัยนี้จะมีแพลตฟอร์มให้เลือกมากขึ้น แต่การดูหนังในโรงมันมีมนต์เสน่ห์อะไรบางอย่าง เพราะการมานั่งอยู่กับคนจำนวนมากๆ เขาเรียกว่าประสบการณ์ร่วม คุณไม่สามารถหาสิ่งนี้ได้จากการนั่งดูหนังอยู่ที่บ้าน
     ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากคุณยังมีฝันและเจตนาที่ต้องการทำ
     วิสูตร พูลวรลักษณ์ ตำนานหน้าสำคัญของวงการหนังไทยในยุคร่วมสมัยกับการเริ่มต้นใหม่เป็นครั้งที่ 3 กับบริษัท TMoment อาจจะฟังดูน้ำเน่าไปหน่อย แต่คนทำหนังก็ยังคงทำต่อไปด้วยใจรัก ถึงแม้วงการหนังไทยจะไม่เคยเติบโตแบบก้าวกระโดดก็ตาม
 

ไม่ว่าจะที่จีดีเอช 559 หรือที่ไหน คนรักหนังทุกคนมีเจตนาดี
มีความรักจริงๆ ถ้าไม่รักเขาไม่มาทำหนังหรอก
อาชีพแบบเราเป็นอาชีพที่ไม่ได้หอมหวน ทั้งเหนื่อย ทั้งเสี่ยง ทั้งต่อสู้
ที่เราทุกคนยังทำงานนี้กันต่อ ก็เพราะคำนี้คำเดียว
ฟังดูน้ำเน่านะ ทำหนังเพราะความรัก แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ


 
ในวัยห้าสิบกว่าๆ สำหรับบางคนอาจจะกลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ คุณมีความรู้สึกแบบนั้นไหม
     ไม่เลย ผมไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ เป็นแบบนี้มาตลอดสามสิบปีแล้ว รอบแรกที่ทำไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ นั่นก็สิบกว่าปี พอรอบสอง มาทำจีทีเอช นั่นก็สิบเอ็ดปี แต่จะว่าไป นี่อาจจะเป็นรอบสุดท้ายแล้วมั้ง ปีหน้าผมก็หกสิบแล้ว ผมอาจจะทำตรงนี้ไปอีกสักสิบปี แล้วค่อยๆ วางมือ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่มาสานต่อ

มีหลายคนคิดว่าคุณมีเซนส์พิเศษ สามารถรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องไหนทำเงิน และตอนนี้เซนส์นั้นยังมีอยู่ไหม
     เรื่องนี้ผมตอบเป็นรูปธรรมไม่ได้นะ มันคือสัญชาตญาณ เป็นนามธรรม พิสูจน์กันไม่ได้ เป็นความรู้สึกในใจล้วนๆ สมมติในที่ประชุมคุยกัน คนหนึ่งบอกว่า เออๆ พล็อตนี้ได้ตังค์แน่นอน แต่อีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่เห็นน่าทำเลย เจ๊งแหงๆ สองคนมองตรงข้ามกันสุดขั้วเลย ซึ่งมันพิสูจน์ไม่ได้ในตอนนั้นว่าใครถูกหรือผิด เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล ผมมีความเชื่อของผม คุณมีความเชื่อของคุณ ไม่มีสูตรมาจับว่าต้องทำยังไงหนังถึงจะได้ตังค์ มันเป็นแค่ความรู้สึกว่า เออนะ ถ้าพล็อตแบบนี้ออกมาเป็นหนังแล้วผมอยากจะดูไหม ผมจับหลักการแค่นี้เอง คือว่าเอาตัวผมเองเป็นหลักว่าอยากดูไหม

สามสิบปีที่ผ่านมารสนิยมการดูหนังของคนไทยเปลี่ยนไปเยอะไหม
     ผมว่าเปลี่ยนไปเยอะนะ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าคนดูหนังสมัยนี้ไม่มีแล้ว หรือมันสูญหายไปแล้ว ก็คือความรู้สึกอยากจะดูหนังง่ายๆ ธรรมดาๆ ซิมเปิลๆ ผมคิดถึงหนังแบบ บุญชูผู้น่ารัก ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เราเคยมีหนังง่ายๆ แบบนี้ ตัวละครจากบ้านนอกเข้ากรุง แล้วเรื่องก็ดำเนินไปในกลุ่มเพื่อน มีมุกตลกแทรก แล้วคนดูก็ติดตามตัวละครไปเรื่อยๆ จนจบ พอมีภาคสองออกมา ก็ดำเนินเรื่องแบบเดิมอีก แต่ต่อยอดเรื่องราวออกไป ผมว่าหนังแบบนี้หายไปหมดเลย ผมเคยถามน้องๆ ทีมงาน เรากลับมาสร้างหนังแบบ บุญชูฯ กันได้ไหม น้องๆ ก็ส่ายหน้ากัน เขาบอกว่า คนไม่รับแล้วนะพี่ เขาไม่ได้จะเอาอะไรที่ตรงไปตรงมา คนสมัยนี้ต้องการอะไรที่คมคาย มีสไตล์กว่านั้น
     ยิ่งตอนนี้มีหนังแบบเสด็จพ่อโนแลน (คริสโตเฟอร์ โนแลน) ก็เลยไปกันใหญ่ กรอบการดูหนังของคนยุคนี้เปิดกว้างมาก เหมือนจักรวาลการดูหนังไม่มีจุดสิ้นสุดแล้ว หนังออกมาแต่ละเรื่องผมดูแล้วรู้สึก โอ้โฮ มึงคิดกันขนาดนี้เลยเหรอ Memento, Inception, The Dark Knight แบบนี้ จะมานับประสาอะไรกับหนังง่ายๆ แบบ บุญชูฯ เมื่อคนดูมีเสด็จพ่อโนแลนทำหนังมาให้ดูกันเป็นประจำ
 

ผมเคยถามน้องๆ ทีมงาน เรากลับมาสร้างหนังแบบ บุญชูฯ กันได้ไหม
น้องๆ ก็ส่ายหน้ากัน เขาบอกว่า คนไม่รับแล้วนะพี่
เขาไม่ได้จะเอาอะไรที่ตรงไปตรงมา
คนสมัยนี้ต้องการอะไรที่คมคาย มีสไตล์กว่านั้น


 
เทียบกับหนังเกาหลี หนังฮ่องกง ทำไมพวกเขาจึงมีหนังที่มีความซับซ้อนได้เหมือนหนังฮอลลีวูด
     ต้องดูเรื่องพื้นฐานของประเทศเลยครับ ผมพูดถึงเรื่องนี้บ่อย ว่าบ้านเราระบบการศึกษาไม่สนับสนุนให้วงการหนังไทยเติบโตไปได้ บ้านเรามีการเรียนวิชาภาพยนตร์ก็ต่อเมื่อคุณจบ ม.6 สอบเข้ามหาวิยาลัย เลือกคณะนิเทศฯ ถึงจะได้เรียนวิชาภาพยนตร์ไปสี่ปี ปีสุดท้ายคุณทำหนังสั้นมาหนึ่งเรื่องเพื่อส่งอาจารย์ ปรากฏว่ามีเพียงส่วนน้อยที่จบออกมาแล้วเอาความรู้นั้นมาต่อยอดสู่การทำงานในวงการหนังได้ ส่วนใหญ่จบแล้วก็หันเหไปวงการอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ผมว่าเรียนแบบนั้นมันยังไม่เพียงพอ ทำไมบ้านเราไม่มีใครตั้งกองทุนมาสร้างสถาบันสอนทำหนัง เราเรียนทำหนังกันได้ตั้งแต่ประถมหรือมัธยมไม่ได้เหรอ เหมือนกับที่เรามีโรงเรียนกีฬาโดยเฉพาะ เราอาจจะเริ่มสอนตั้งแต่วัยมัธยม ถ้าได้เรียนมัธยมสักหกปี ไปต่อมหาวิทยาลัยอีกสี่ปี ผมว่าสิบปีที่เรียนเรื่องหนัง เขาออกไปต้องอยากทำหนังแน่นอน เราจะมีบุคลากรเข้ามาสู่วงการอีกจำนวนมหาศาล ผลัดเปลี่ยนไปรุ่นต่อรุ่น ทุกวันนี้วงการหนังไทยเรามีคนจำกัด คนทำแต่ละหน้าที่มีจำกัดไปหมด คนเขียนบทก็มีจำกัด บทภาพยนตร์หายากเหลือเกิน
     ย้อนมาที่คำถามของคุณว่าทำไมเราสู้เกาหลีไม่ได้ เกาหลีเขามีโรงเรียนสอนกันโดยเฉพาะเลยนะ สอนกันตั้งแต่ยังเด็ก จบมาก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อเลย เอาเงินทุนไปทำหนังกันได้อีก คนเขาก็พัฒนากันขึ้นมาเป็นรุ่นๆ ต่อเนื่อง ภาพรวมของเขาก็เลยออกมาดูดี
     อีกจุดหนึ่ง นอกจากการสนับสนุนของภาครัฐ ประชาชนเขาก็ร่วมด้วย ผมไปเกาหลีบ่อยๆ แล้วก็พบว่าพวกเขาชาตินิยมกันจริงๆ ใช้รถยนต์เกาหลี กินอาหารเกาหลี ดูหนังเกาหลี มือถือเกาหลี เขาสนับสนุนสินค้าตัวเอง บ้านเรามีความคิดเสรีมากกว่า รถบนท้องถนนมีเป็นสิบๆ ยี่ห้อวิ่งกัน เรากินอาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลีกัน ดังนั้นเวลาดูหนังเราก็ไม่แคร์หรอกว่าต้องเป็นหนังไทย เราคิดว่าหนังจากประเทศไหนก็ได้ที่สนุก การต้อนรับหนังไทยของเราเองจึงไม่หนาแน่นอย่างในเกาหลี เวลาหนังดีๆ คอนเซ็ปต์โดนๆ เข้านะ คนเกาหลีแห่แหนกันไปดูทั้งประเทศจริงๆ ขายตั๋วกันที 11 ล้านใบ คนเกาหลีดูหนังเกาหลีเป็นบ้าเป็นหลัง หนังเกาหลีทุกเรื่องจึงมีโอกาสที่จะทำเงินได้ในระดับ พี่มาก..พระโขนง ของเรา ในบ้านเรานี่ต้องรอหลายสิบปี จึงจะมีหนังทำเงินถล่มทลายได้แบบนั้น พอคนดูเยอะ อุตสาหกรรมก็โต คนเก่งๆ ก็อยากเข้ามาทำงาน ทุกอย่างก็เลยดันขึ้นไปทั้งแผง คุณรู้ไหมว่าบ้านเราทุกวันนี้ หนังไทยมีมาร์เก็ตแชร์แค่ 12-13% จิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเหล่านั้น วันนี้เราอยู่ดีๆ จะมาทำแคมเปญว่าพวกเรามาดูหนังไทยกันเถอะ ทำไม่ได้หรอก บ้านเรามีอิสระในการเลือกมาก อะไรฮิตมาเรารับได้หมด

ถ้าแบบนี้แล้วภาพยนตร์ไทยในอีกห้าปีสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  
     เห็นหลายคนก็บ่นกันมาตลอด ว่าวงการหนังไทยไม่เห็นไปไหนเลย จากประสบการณ์ทำงานสามสิบกว่าปี ผมก็มองแบบนั้นเหมือนกัน หนังไทยเราไม่เคยมีความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เปรียบได้กับตลาดหุ้น กราฟแบบที่เรียกว่า sideway คือมันออกไปทางข้างๆ มีการขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เดินขึ้นกระไดไปหนึ่งก้าว  แล้วก็เดินลงมาหนึ่งก้าว เป็นแบบนี้ตลอด เคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่หนังไทยมีมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 30% แต่กราฟก็แช่อยู่นิ่งๆ แบบนั้น แล้วอีกไม่นานต่อมาก็หดกลับลงมาเหลือยี่สิบกว่า ตอนนี้เหลือแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์อีกแล้ว เราไม่เคยโตขึ้นไปได้ไกลๆ เพราะไม่มีแฟกเตอร์อะไรมารองรับการเติบโตขึ้นไปเลย ถ้าคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำค่ายหนัง แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นไป อีกสักพักก็มีคนหน้าใหม่เข้ามาเพิ่ม แล้วก็เติบโตขึ้นไปอีก ผมคาดหวังการเติบโตแบบนี้  อยากให้มีหลายๆ วิสูตรขึ้นมาในวงการ ผมเชื่อว่าคนรักหนัง คนทำหนัง ทุกคนต้องการให้วงการนี้เติบโต ไม่ว่าจะที่จีดีเอช 559 หรือที่ไหน คนรักหนังทุกคนมีเจตนาดี มีความรักจริงๆ ถ้าไม่รักเขาไม่มาทำหนังหรอก อาชีพแบบเราเป็นอาชีพที่ไม่ได้หอมหวน ทั้งเหนื่อย ทั้งเสี่ยง ทั้งต่อสู้ ที่เราทุกคนยังทำงานนี้กันต่อ ก็เพราะคำนี้คำเดียว ฟังดูน้ำเน่านะ ทำหนังเพราะความรัก แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ทำไมคนทำหนังถึงไม่รวยเหมือนเจ้าของโรงหนัง
     ก็อาจจะไม่จริงเสมอไปนะ มันขึ้นอยู่กับโครงสร้างของธุรกิจ โรงหนังคือฮาร์ดแวร์ หนังคือซอฟต์แวร์ ที่มีคำว่า ‘วินโดว์’ คอยควบคุมอยู่ อย่างเวลาคุณซื้อลิขสิทธิ์หนังมาฉาย มันจะมีคำว่า ‘All Rights’ ติดมาด้วย หมายถึงการซื้อลิขสิทธิ์ทุกวินโดว์ สมัยก่อนเรามีการเรียงวินโดว์กันแบบนี้ คือเริ่มจากโรงหนัง รออีกสองสามเดือนก็มาลงโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ รออีกครึ่งปีก็ไปเคเบิลทีวี จนถึงวินโดว์สุดท้ายคือฟรีทีวี แต่ละวินโดว์จะมีหน้าต่างเวลาของมัน ตราบใดที่ไม่มีใครไปทำลายหน้าต่างเวลานี้ ธุรกิจก็ดำเนินไปได้
     แต่ในวันนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลง ดีวีดีกำลังจะหายไป ด้วยการเติบโตของบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต เราดูวิดีโอออนดีมานด์อย่าง Netflix แล้วตอนนี้มันยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีก เมื่อ Netflix มีอำนาจต่อรองมากขึ้น เมื่อก่อนโรงหนังยังมีเวลาในการฉายไปก่อนสองสามเดือน แต่ Netflix บอกว่า ต่อไปนี้ฉันจะต้องได้ฉายพร้อมโรงหนัง พอ Logan เข้า คนก็เลือกได้ว่าจะกดดูในมือถือ หรือว่าจะไปซื้อตั๋วดูที่โรง หน้าต่างเวลามันตีกันไปหมด โรงหนังตอนนี้ก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ กันอีกแล้ว Netflix กำลังใหญ่โตขึ้นกว่าสมัยวิดีโอ ดีวีดี มันมีเงินมหาศาลและใช้เงินกว้านซื้อหมด ไปจ้างผู้กำกับดังๆ มาทำซีรีส์ให้ มาทำหนังให้ แพลตฟอร์มใหญ่มากจนไม่แน่ใจแล้วว่าใครจะเป็นผู้นำในตลาดจริงๆ มันจึงเป็นการชักเย่อแย่งชิงซอฟต์แวร์กัน เกมนี้สำหรับคนทำคอนเทนต์อย่างเราต้องคอยจับตาดูให้ดีว่า จะได้ประโยชน์จากการแข่งขันตรงนี้อย่างไร ซึ่งมันขึ้นอยู่กับการต่อรองด้วยนะครับ ผมเองไม่เคยมองว่าพวกเราเสียเปรียบเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวินโดว์ทั้งหลายยังมีอยู่ เขาก็ทำธุรกิจของเขาไป เขาต้องแข่งขันในส่วนของเขา แล้วเราก็ต่อรองในส่วนของเรา คุณจะเอาหนังผมไปฉายใช่ไหม จะฉายกี่วัน ถ้ารายได้ยังยืน คุณถอดโปรแกรมผมไม่ได้นะ ในขณะเดียวกันผมก็มีสิทธิ์เอาหนังไปฉายบนแพลตฟอร์มอื่นได้อีก มันขึ้นอยู่กับการเจรจาและต่อรอง
 

ทำไมเราสู้เกาหลีไม่ได้ เกาหลีเขามีโรงเรียนสอนกันโดยเฉพาะเลยนะ
สอนกันตั้งแต่ยังเด็ก จบมาก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อเลย เอาเงินทุนไปทำหนังกันได้อีก
คนเขาก็พัฒนากันขึ้นมาเป็นรุ่นๆ ต่อเนื่อง ภาพรวมของเขาก็เลยออกมาดูดี


 
พอมีแพลตฟอร์มมากขึ้นแบบนี้ ก็จะทำให้คนทำหนังลืมตาอ้าปากได้ใช่ไหม
     ผมก็หวังว่าอย่างนั้นนะครับ คนทำคอนเทนต์ตอนนี้ก็ต้องคิดแล้วว่าเราจะอยู่ฟากไหน การร่วมงานกับโมโนกรุ๊ป ขาของผมเริ่มแหย่ไปทางธุรกิจที่คล้าย Netflix มากขึ้น แต่ขอบอกตามตรง ว่าผมเป็นพวกคอนเซอร์เวทีฟ ในใจยังแอบเชียร์ทางฝั่งโรงหนังอยู่ ผมไม่ต้องการให้มีการทำลายหน้าต่างเวลาของทุกช่องทางลงไปหมด อยากให้เป็นเหมือนเดิม มีลำดับเรียงเอาไว้ เพื่อให้แต่ละธุรกิจดำเนินต่อไปได้
 
น่าจะมีหนังสักเรื่องในชีวิตที่ดูในวัยนั้นแล้วคุณรู้สึกว่า ฉันจะทำหนัง
     ถ้าเป็นโมเมนต์ที่ผมรู้สึกแบบนั้นเลย โอ้โฮ ดูเสร็จออกมาแล้วรู้สึกว่าฉันต้องทำหนังแบบนี้ให้ได้ หนังเรื่องนั้นคือ วัยอลวน ของ คุณเปี๊ยก โปสเตอร์ ผมไปดูกับเพื่อนในรอบมิดไนต์ โรงหนังสแตนด์อะโลนสมัยก่อนมีการฉายรอบดึกมากๆ แบบนั้น ผมจำวันนั้นได้เลย ดูเสร็จแล้วเดินออกมาจากโรง ผมกับเพื่อนมองหน้ากัน เหี้ย แม่ง หนังไทยทำไมแม่งดีอย่างนี้วะ ภูมิใจฉิบหายเลย อยากทำหนังไทยแบบนี้บ้าง ในวัยนั้น ผมดูหนังไทยดีๆ หลายเรื่อง เช่น โทน มือปืน ดูจบแล้วเดินออกมาจากโรงรู้สึกเลยว่าอยากทำหนัง ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิตผมอยากทำหนังให้ได้แบบนี้ หนังที่คนดูเดินออกมาจากโรงแล้วรู้สึกว่า เหี้ย แม่ง กูอยากทำหนังให้ได้แบบนี้บ้าง ในวันนั้นผมรู้สึกแบบนี้กับหนังของคนอื่น ผมหวังว่าในวันนี้คงมีคนอื่นรู้สึกเช่นเดียวกันกับหนังของผมบ้าง

ยังมีความจำเป็นไหมที่เราต้องออกจากบ้านไปดูหนังในโรง
     เรื่องนี้ทำนายยากนะ มันก็มีหลายครั้งแล้วที่มีคนทำนายกันมา พอมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น ก็จะบอกว่ามันมาแทนโรงหนัง ต่อไปนี้ทุกคนจะดูอยู่บ้านหมดแล้ว แต่ผมก็เห็นโรงหนังอยู่ต่อมาได้เรื่อยๆ อย่างเมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปดู Logan ที่พารากอน คนต่อคิวกันยาวเหยียด คนแน่นเต็มโรงเลย ไม่เห็นว่าความนิยมโรงหนังจะซาลง มันมีมนต์เสน่ห์อะไรบางอย่างนะ กับการมานั่งอยู่กับคนจำนวนมากๆ เขาเรียกว่าประสบการณ์ร่วม คุณไม่สามารถหาสิ่งนี้ได้จากการนั่งดูอยู่บ้าน ทุกวันนี้คุณเปิดดูตอนขับรถหรือเปิดดูบนเตียงนอนยังได้ แต่คุณจะไม่มีประสบการณ์ร่วม หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ตื่นเต้นด้วยกัน ทุกสายตาที่จ้องไปที่จอ เราได้เห็นอะไรพร้อมๆ กัน

ภาพยนตร์ธรรมดาๆ โรงธรรมดาๆ จะให้ประสบการณ์การดูหนังที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นได้ไหม
     ได้สิ ผมนึกถึงตอนหนุ่มๆ ผมประทับใจวันที่ไปดูหนังจีน ผีกัดอย่ากัดตอบ ที่โรงหนังเซนจูรี เมื่อหลายสิบปีก่อน ไปดูรอบมิดไนต์ สมัยก่อนโรงหนังชั้นหนึ่งทุกวันศุกร์จะฉายรอบมิดไนต์ โอ้โฮ ไม่เคยดูหนังในโรงแล้วรู้สึกอินกับบรรยากาศขนาดนั้นมาก่อน เหมือนคนทั้งโรงกำลังบ้าคลั่ง ขำกระทืบเท้ากันทั้งโรง ทำไมแรงตอบสนองถึงได้มากขนาดนั้น อารมณ์ร่วมของคนดูสูงขนาดนั้น ทุกฉากที่ผีกระโดดมาใส่ คนสะดุ้งตกใจแล้วก็หัวเราะ
 

เราอยากให้คนดูหนังทีโมเมนต์แล้วสนุก ได้ความบันเทิง เราฝันไว้แค่นี้ ถ้าคนตีตั๋วเข้ามาดูหนังเราแล้วเดินออกจากโรงอย่างยิ้มแย้ม มีความสุข แค่นั้นคือพอแล้ว


 
ในวันนี้คุณมีความฝัน ความทะเยอทะยาน อะไรกับบริษัททีโมเมนต์บ้าง
     คือง่ายนิดเดียวเลย ตอนที่ผมแยกตัวออกมาแล้วเริ่มเปิดบริษัททีโมเมนต์ ผมเรียกทีมงานหลักๆ มาคุยกัน ผมถามพวกเขาว่า เราอยากให้ทีโมเมนต์เป็นอะไร น้องๆ ก็เสนอกันมาหลากหลาย สุดท้ายเราก็เลือกร่วมกัน เราอยากจะให้บริษัทของเราซิมเปิลที่สุดเลยล่ะ เอาเป็นว่าเราอยากให้คนดูหนังทีโมเมนต์แล้วสนุก ได้ความบันเทิง เราฝันไว้แค่นี้ ถ้าคนตีตั๋วเข้ามาดูหนังเราแล้วเดินออกจากโรงอย่างยิ้มแย้ม มีความสุข แค่นั้นคือพอแล้ว ผมไม่ได้ต้องการความโก้เก๋ ดูหนังของทีโมเมนต์แล้วเก๋จังเลย อะไรแบบนั้น ผมไม่ได้ต้องการ

รู้สึกว่าต้องแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น กับทีมจีดีเอช 559 ไหม
     มีคนถามคำถามนี้กับผมตลอดปีที่ผ่านมา จะรู้สึกอย่างไรถ้าหนังของตัวเองออกมาแล้วต้องเทียบกับของจีดีเอช ถ้าแพ้เขาแล้วจะรู้สึกอย่างไร ไม่รู้สิครับ มันเป็นสิ่งที่ผมห้ามไม่ให้คนไปคิดได้  ถ้าเขาจะนำเรามาเปรียบกัน มันก็เป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิ์ของเขา ผมก็แค่บริษัทหนังอีกแห่งหนึ่งที่พยายามทำหนังของเราให้อยู่ภายใต้แนวคิดของเราให้ดีที่สุด ใครจะมองเราอย่างไรก็แล้วแต่ ผมว่าผลงานของเราจะพิสูจน์ตัวเราเอง พอเราแถลงข่าวเรื่องนี้ออกไป มีบางคนเขาก็จะบอกว่า “โอ้โฮ ดูไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จังเลย” ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าคำว่า ‘ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์จังเลย’ มันคือแบบไหน ผมรู้แค่ว่าผมอยากทำหนังเรื่องนี้ เพราะผมอยากดูหนังเรื่องนี้ และผมก็มีวิธีคิดแค่นี้ ถ้าจากวันนี้ไปอีกสักสามสี่ปีแนวทางความคิดนี้คงที่ต่อไปจนกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ถึงวันนั้นมันก็อาจเป็นบุคลิกของบริษัทเราก็เป็นได้