SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • เราไม่ควรเป็นหนี้ แต่ถ้าเป็นแล้วต้องทุ่มเททุกก้านสมองเพื่อที่จะปิดหนี้ให้ได้ ทุกครั้งที่แก้ปัญหาได้จะทำให้เรามีปัญญามากขึ้น
  • หนี้คือสิ่งที่ใครก็แก้ให้คุณไม่ได้ ขอให้คิดว่าหนี้คือของขวัญจากพระเจ้าที่เกิดจากความงี่เง่าของเราเอง แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะไปสู่ความเป็นอิสระได้
  • อิสรภาพทางการเงินคือ การเป็นนายของเงิน และใช้เงินเป็นเครื่องมือให้เงินรับใช้เรา เหมือนอิสรภาพทางความคิดที่ไม่ถูกครอบงำจากระบบทุนหรือความคิดใดๆ
     ถ้าคุณเป็นคนที่เกิดมาพร้อมต้นทุนในชีวิตไม่มาก ไม่ได้มีมรดกตกทอดไว้เลี้ยงชีวิต หากแต่ต้องหาเลี้ยงชีวิต ดิ้นรนก่อร่างสร้างตัวด้วยสองมือสองเท้าของตัวเอง เราเชื่อว่าบางช่วงบางตอนในชีวิตของคุณน่าจะต้องเกี่ยวพัน วนเวียน หรือกระทั่งจมปลักอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘หนี้สิน’ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินที่คุณก่อขึ้นมาเองด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ หรือหนี้สินที่คุณไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แต่ต้องเป็นคนรับผิดชอบชดใช้ ลบล้างด้วยระยะเวลาที่ยืดเยื้อยาวนาน จนรู้สึกเหมือนความทุกข์ทรมานนี้ไม่มีวันสิ้นสุด
     ถ้าคุณรู้สึกอย่างที่เราว่ามาทั้งหมด ก็ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า คุณโชคดีแล้ว คำนี้เราไม่ได้พูดเอง แต่เป็นคำพูดของ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาชื่อดังจาก บริษัท ฟีโนมีน่า ที่กำลังจะบอกคุณว่า การเป็นหนี้เป็นเรื่องโชคดี เป็นของขวัญจากพระเจ้า และการเป็นหนี้จะทำให้คุณฉลาดขึ้น
 

ทุกครั้งที่เราเป็นหนี้ จดจำมันไว้ทุกอณูเลย จำบทเรียนไว้เป็นข้อๆ
เพราะฉะนั้น การที่เราเป็นหนี้หรือเจอปัญหาให้วิเคราะห์ให้ละเอียด
มันเหมือนเรามีแผลน่ะ อย่าไปปฏิเสธแผล เรียนรู้แผลนั้นซะว่าเราไปทำอะไรมา
เหตุมันเกิดจากอะไร แทงเข้าไปที่ปัญหา
มันอาจจะเจ็บปวดหน่อยเมื่อกลับไปมองหนี้
แต่ต้องแทงเข้าไปให้ได้จนรู้ต้นเหตุของมัน


คุณเคยเป็นหนี้ไหม และมีวิธีคิดเกี่ยวกับมันอย่างไร

     เคยครับ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2538-2540 ตอนนั้นเราอายุประมาณ 28-29 ปี เป็นหนี้จากการกู้ธนาคารมาซื้อบ้าน ซึ่งตอนนั้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 16-18% เราก็พบว่าหาเงินได้เท่าไหร่ก็จ่ายให้กับธนาคารหมดเลย ตอนนั้นตัดสินใจว่าจะตัดหนี้ ก็เลยขายบ้านทิ้ง คือขอไม่เป็นหนี้ ซึ่งก็ขายขาดทุนยับเยิน และหลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะทำอะไรด้วยเงินสด เพราะค้นพบว่าการเป็นหนี้นั้นเป็นทุกข์จริงๆ แต่เมื่อเราเสียเงินไปแล้ว เราก็คิดว่าขอให้เป็นการสูญเสียที่คุ้มค่าที่สุด เราก็เลยแปรสภาพให้หนี้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา หมายความว่า เราก็เอาหนี้มาใช้เป็นค่าเล่าเรียนบทเรียนของการเป็นหนี้ ซึ่งมันก็ทำให้เราได้รับบทเรียนที่คุ้มค่าที่สุดซึ่งมีอยู่อย่างเดียว นั่นก็คือ ต่อจากนี้เราจะทำทุกอย่างโดยไม่เกินตัว

บางคนมีไอเดียว่าการเป็นหนี้ก็มีแง่มุมที่ดี เพราะมันทำให้เราขยันทำงานขึ้น คุณคิดอย่างไรกับวิธีคิดแบบนี้
     เป็นวิธีคิดที่ไม่ฉลาด เพราะเป็นความคิดที่ไม่ได้มาจากการใช้ปัญญา เพราะถ้ามีปัญญาก็จะขยันทำงานด้วยตัวเอง โดยที่ไม่เอาหนี้เข้ามาเป็นแรงกระตุ้น การเอาหนี้มาเป็นแรงกระตุ้นจะทำให้เราเครียด แต่ถ้าเราเอาปัญญา ความขยัน และความมุ่งมั่น มาเป็นแรงกระตุ้น จะมีแต่ความเบิกบาน ซึ่งความคิดที่ไม่ฉลาดแบบนี้ผมก็เคยคิดและทำด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราลืมไปก็คือ หนี้มีดอกเบี้ย ผมคำนวณดอกเบี้ยที่ผมเสียไปในวัยนั้นถือว่ามหาศาล สุดท้ายผมตัดสินใจขายบ้านปิดหนี้และเริ่มหาวิธีเอาคืน
     ในช่วงเวลานั้นผมได้ผ่านการลองผิดลองถูกเยอะมาก คือเมื่อเป็นหนี้บ้าน และต้องขายบ้านไป ผมตัดสินใจเช่าบ้าน ผมก็เริ่มเล่นหุ้นตอนอายุ 29 ปี ซึ่งก็เล่นจนเสียหายไปจนถึงอายุ 45 นับรวมแล้วประมาณเกือบ 30 ล้านบาท รวมไปถึงที่เช่ากล้องมาทำงานก็เจ๊งไป 3 ล้าน ซื้อคอนโดฯ ให้เช่าก็เจ๊งไปอีก 2 ล้าน รวมๆ แล้วก็น่าจะเจ๊งอยู่ที่ประมาณเกือบ 30 ล้านบาท แต่ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิต ผมจะจดจำมันและแก้ปัญหา และทุกการกระทำในการแก้ปัญหาก็จะเกิดปัญหาใหม่ เกิดการเรียนรู้ใหม่ทุกครั้ง จนกระทั่งนำไปสู่ความคิดที่แหลมคมขึ้นและมีปัญหาน้อยลง จนทุกวันนี้แทบไม่มีปัญหา
 

เมื่อมีหนี้ก็แทงเข้าไปที่หนี้ หาวิธีใช้หนี้ให้ได้
แล้วในกระบวนการแห่งการหาวิธีที่จะใช้หนี้นั่นแหละ
คือกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้คุณแกร่งได้อย่างยั่งยืนต่อไปในชีวิตที่เหลือ

คิดว่าคนที่เป็นหนี้ ไม่ว่าจะจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม ควรจะมีวิธีคิดเกี่ยวกับการเป็นหนี้ของตัวเองอย่างไร
     ไม่ควรเป็นหนี้ แต่ถ้าเป็นแล้วต้องทุ่มเททุกก้านสมองเพื่อที่จะปิดหนี้ให้ได้ แก้ปัญหาให้ได้ ทุกครั้งที่แก้ปัญหาเราจะมีปัญญาที่มากขึ้น เพราะเมื่อคุณผ่านพ้นไปได้คุณจะสัมผัสถึงความโล่ง เบาสบาย

สำหรับคุณ หนี้ถือว่าเป็นภาวะติดลบของคนหรือเปล่า
     เป็นภาวะที่เราต้องชดใช้ เพราะมันจะเหมือนมีก้อนอะไรไม่รู้ที่ติดอยู่ในหัวและเอาออกไปไม่ได้ เราต้องเอาก้อนนี้ออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด

คนเป็นหนี้ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่มีศักดิ์ศรีในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเล็กลง คุณจะบอกคนเหล่านี้อย่างไร
     ทุกคนมีปัญหาหมด ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งคนที่รวย ขอให้รู้ว่าปัญหาที่คุณเจอเป็นสิ่งที่ทุกคนในโลกล้วนต้องเจอ ผมก็เป็นคนจนมาก่อน มาเรียนกรุงเทพฯ มีแค่หม้อหุงข้าวกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้ามาลงที่หมอชิต ก็เหมือนคนจนทั่วไปนั่นแหละ แต่ผมไม่เคยดูถูกตัวเอง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีค่า ผมเคยทำอะไรโง่ๆ เคยทำความผิดพลาด ผมเจอปัญหาแต่ผมไม่หลบ ผมวิ่งเข้าหาปัญหาเพราะผมรู้ว่าทุกปัญหาสร้างปัญญาทั้งสิ้น ผมทำงานหนัก ผมเก็บเงินซื้อหนังสือ ผมหาความรู้ ผมแสวงหาหนทางที่จะทำให้ความคิดและชีวิตดีขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัญหาอย่าหลบปัญหา
     เมื่อมีหนี้ก็แทงเข้าไปที่หนี้ หาวิธีใช้หนี้ให้ได้ แล้วในกระบวนการแห่งการหาวิธีที่จะใช้หนี้นั่นแหละ คือกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้คุณแกร่งได้อย่างยั่งยืนต่อไปในชีวิตที่เหลือ ขอบอกว่า ปราชญ์ชาวบ้านชื่อดังทุกคนที่คุณเห็น พวกเขาเป็นคนที่มีคุณค่าต่อประเทศนี้มาก เกือบ 80% ของคนเหล่านั้น เคยเป็นหนี้หนักๆ กันมาหมดแล้ว พอเป็นหนี้ถึงขีดสุด เขาก็จะต้องหาวิธีแก้ พอเขาแก้ปัญหา เขาเลยฉลาดกันไง
     ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเป็นหนี้ จดจำมันไว้ทุกอณูเลย จำบทเรียนไว้เป็นข้อๆ เพราะฉะนั้น การที่เราเป็นหนี้หรือเจอปัญหาให้วิเคราะห์ให้ละเอียด มันเหมือนเรามีแผลน่ะ อย่าไปปฏิเสธแผล เรียนรู้แผลนั้นซะว่าเราไปทำอะไรมา เหตุมันเกิดจากอะไร แทงเข้าไปที่ปัญหา มันอาจจะเจ็บปวดหน่อยเมื่อกลับไปมองหนี้ แต่ต้องแทงเข้าไปให้ได้จนรู้ต้นเหตุของมัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเรียนรู้ต้นเหตุ เราจะไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก สมมติว่าต้นเหตุเกิดมาจากการที่เราเชื่อคนอื่น เราก็จะได้ไม่เชื่ออีก หรือมีเหตุผลในการที่จะเชื่อมากขึ้น บางคนเป็นหนี้เพราะไปช่วยคนอื่นก็มี ก็จะได้เรียนรู้ว่าต่อไปนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ไว้ใจคนอื่น แต่ต้องหาเหตุผลในการช่วยคนอื่นด้วย
     ถ้าพูดกันตรงๆ หนี้เป็นสิ่งที่ใครก็แก้ให้คุณไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ขอให้คิดว่าหนี้คือของขวัญจากพระเจ้าที่ท่านมอบมาให้เราแล้ว โดยเกิดจากความงี่เง่าของเราเองนั่นแหละ ท่านก็เลยมอบสิ่งนี้มาให้ คุณคือผู้โชคดีมากๆ ที่ได้ของขวัญชิ้นนี้จากพระเจ้า คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ แล้วไม่ต้องห่วงว่าเพื่อนจะน้อย เพราะคนเป็นหนี้ในประเทศนี้เยอะมาก คุณจะมีเพื่อนเยอะมาก ไม่ต้องกลัว แต่ขอให้รู้ว่าทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องดี เมื่อเป็นหนี้แล้วเราจะได้มาคิดกันว่าแล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะไปสู่ความเป็นอิสระได้
     วางแผนดูซิว่าเมื่อเป็นหนี้แล้วทำยังไงถึงจะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ จากไม่เคยทำบัญชีเลย ก็เริ่มทำดู ใช้กระดาษ ปากกาถูกๆ สักแท่ง มาบันทึกรายรับรายจ่ายดูเลย ทำทีละเล็กละน้อย มีสติในการใช้จ่าย จำไว้ว่าทุกกระบวนการในการปลดล็อกตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันเหมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่คุณจะต้องอ่านมัน เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอ่านมันอย่างถ่องแท้ที่สุดเท่าที่จะมากได้ คุณจะฉลาดขึ้น
     เราบอกเลยว่าความทุกข์ทำให้เราฉลาดขึ้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีทุกข์ เราจะเริ่มคิดที่จะพ้นทุกข์ แล้วเมื่อวันที่คุณทะลุผ่านจุดนั้นไปและเป็นอิสรภาพ ขอให้ขอบคุณการเป็นหนี้ของคุณด้วย เพราะถ้าคุณไม่เป็นหนี้ คุณก็ไม่มีการเรียนรู้ ดังนั้น คำทางศาสนาพุทธถึงได้บอกว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นเป็นเรื่องดีเสมอ พูดไปพูดมาถ้าคุณฟังไม่ดีแล้วเสือกไปทำอะไรโง่ๆ คือเป็นหนี้ เพราะคิดว่าผมบอกว่าควรจะไปเป็นหนี้เพราะจะทำให้ฉลาดขึ้น อันนี้เรียกว่าโง่บัดซบครับ ส่วนใครที่เป็นหนี้แล้วหาคนมาช่วยใช้หนี้แทนให้ รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคุณโง่เท่าเดิม
 

อิสรภาพทางการเงินก็คืออิสรภาพจากเงิน อยู่เหนือเงิน
หมายความว่าเป็นนายของเงินและใช้เงินเป็น
ใช้เงินเป็นเครื่องมือให้เงินรับใช้เรา อิสรภาพทางการเงินสำหรับผม
แปลว่าเห็นเงินแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกระดาษ เป็นตั๋วแลกสิ่งของ


สำหรับคุณ คำว่าอิสรภาพทางการเงินแปลว่าอะไร
     อิสรภาพทางการเงินก็คืออิสรภาพจากเงิน อยู่เหนือเงิน หมายความว่าเป็นนายของเงินและใช้เงินเป็น ใช้เงินเป็นเครื่องมือให้เงินรับใช้เรา อิสรภาพทางการเงินสำหรับผม แปลว่าเห็นเงินแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกระดาษ เป็นตั๋วแลกสิ่งของ อิสรภาพทางการเงินเป็นอย่างเดียวกับอิสรภาพทางความคิดที่ไม่ได้ถูกนำหรือครอบงำด้วยระบบทุนหรือความคิดใดๆ
     อิสรภาพทางความคิดคือ การที่เรามองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างแจ่มชัด เช่น เราต้องการอาหาร เราก็กินกล้วย ดังนั้น ทำไมเราต้องทำงาน ก็เพราะเราต้องเอาเงินมาซื้อกล้วยไง นี่คือชุดความคิดเดิม แต่ถ้าคิดว่า อ๋อ อยากกินกล้วยเป็นอาหาร เราก็ปลูกกล้วยดิ นี่เขาเรียกว่าอิสรภาพแล้ว อิสรภาพที่แท้จริงเกิดจากการที่เรามีความรู้ มีปัญญา เช่น มีความสามารถ มีความรู้ สามารถสร้างบ้านเองได้ ผลิตอาหารเองได้ สอนหนังสือลูกได้ ฟังเสียงนกเสียงกาแล้วไพเราะจับใจ ไม่ต้องพึ่งเครื่องเสียงแพงๆ มีเสื้อผ้าที่ทนทานนุ่งห่มทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งนี่คือความเข้มแข็งที่สุด คือรู้จักการไม่ต้องพึ่งเงินหรือพึ่งให้น้อยที่สุด และความเข้มแข็งทางความคิดนี้จะทำให้ชีวิตมีความสุข เป็นชีวิตที่ไม่กลัวอะไร ไม่ขึ้นอยู่กับใครหรืออะไรใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น อิสรภาพทางการเงินจึงไม่ใช่มีเงินเยอะแล้วจึงมีอิสรภาพ แต่ถ้าเข้าใจแล้วมันจะยิ่งกว่ามีเงินอีก มันล้ำมาก ผมเคยพูดเรื่องนี้ไป แล้วคนก็ด่าผมว่าผมคิดว่าเงิน
     ไม่สำคัญ คือด่าจนไม่รู้ว่าจะสรรหาคำอะไรมาด่านักหนา ผมก็ เออ ไม่เป็นไร เวลาผ่านไปเดี๋ยวคุณก็จะเข้าใจเอง

สัมภาษณ์: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, วรัญญู อินทรกำแหง ถ่ายภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร