HIGHLIGHTS:

  • เต้เชื่อเสมอมาว่า ‘Content is king’ คอนเทนต์ที่แข็งแรง คอนเทนต์ที่สตรอง จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวคนก็จะตามไปดูเอง
  • เต้ไม่เคยสร้างกระแส แต่ใช้การจับกระแสแทน สองสิ่งนี้ก็ไม่เหมือนกัน การสร้างสถานการณ์คือการบังคับให้ผลลัพธ์ที่อยากได้เกิดขึ้นมา นั่นคือวิธีคิดแบบ old school ซึ่งไม่ใช่กับรายการ The Face Thailand
  • เต้เป็นคนหนึ่งที่อยากเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่อง LGBT อย่างที่ลุกขึ้นมาแต่งหญิงในอีพีสองไม่ใช่เพราะอยากแต่ง จริงๆ เต้พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว แต่อยากจะส่งสารออกไปว่าทุกอย่างโอเคหรือเปล่าที่คุณจะเป็น ‘Whoever you are’
     น่าเบื่อ!!!
     หากคุณกำลังรู้สึกเช่นนี้กับรายการโทรทัศน์ในปัจจุบัน เชื่อว่าคงไม่ใช่รายการที่ผลิตโดย เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มีบทบาทในการเป็น Content Provider ที่ต้องการฉีกรายการรูปแบบเดิมๆ โดยมี The Face Thailand เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดง
     และหากคุณสงสัยว่า เต้ ปิยะรัฐ ทำรายการให้ปังได้อย่างไร คุณอาจพบคำตอบในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้
 

คนจะชอบถามเสมอว่าเราสร้างกระแสเก่งจังเลย เราบอกเลยว่าเราไม่เคยสร้างกระแส แต่เราจับกระแส


 
อยากให้เล่าถึงหน้าที่การงานของคุณในบริษัท กันตนา ตอนนี้
     เราคือ Content Provider เพราะเรามีความเชื่อเสมอมาว่า ‘Content is king’ คอนเทนต์ที่แข็งแรง คอนเทนต์ที่สตรอง จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวคนก็จะตามไปดูเอง อย่างรายการ The Face Thailand ของเราก็เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจน เอาง่ายๆ เลยนะ แค่ดูจากยอดวิวในออนไลน์ของซีซันที่แล้วนับตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนสุดท้ายที่ออกอากาศ รวมกันได้ 89 ล้านวิว อย่างบางตอนภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ออกอากาศเสร็จ ยอดวิวในออนไลน์ปาเข้าไปถึง 3-5 ล้านวิว มันแปลว่าคอนเทนต์สตรองๆ อยู่ที่ไหนเดี๋ยวเขาตามไปดูเอง
     บริษัทเราเคยประกาศเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น Content Provider เราถึงไม่ได้ลงไปประมูลทำช่องทีวีดิจิทัลเหมือนคนอื่น เพราะคิดว่าเร็วเกินไป ไม่ต้องรีบหรอก เดี๋ยวก็มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ เราทำในสิ่งที่ตัวเราเองถนัดที่สุดให้ดีที่สุดก่อนและทำผลงานออกมาให้หลากหลาย จะเห็นว่ารายการของกันตนาทำตั้งแต่รายการเกษตรยันละครผีเลยนะ (หัวเราะ) แล้วตอนนี้ก็ไปได้ดีกับรายการไลฟ์สไตล์ ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือการเตรียมคอนเทนต์แบบนี้แหละ มีคอลเล็กชันเป็นแคตตาล็อกเตรียมไว้ให้ผู้ที่อยากจะได้คอนเทนต์ สามารถเลือกได้ทุกแบบ แล้วขั้นที่สองคือโปรดักชันของเราที่สามารถผลิตงานออกมาได้อย่างที่สัญญาไว้จริงๆ
     เรามีรายการที่คิดคอนเทนต์ขึ้นเองไปจนถึงรายการที่เราซื้อฟอร์แมตมาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก ก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะชนะใจคนดูในบ้านเราเหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราซื้อมาเพื่อทำอะไร เอามาปรุงรสแบบไหน ปรุงให้อร่อยในแบบที่บ้านเราชอบหรือเปล่า อันนี้คือหน้าที่ของเรา

เห็นว่าคุณเดินทางไปเลือกซื้อคอนเทนต์ในต่างประเทศประจำเลย
     ก็เป็นคนหาคอนเทนต์เองทุกอย่าง งานก็คือการเดินทางไปตระเวนดูคอนเทนต์ตามเทศกาลต่างๆ บรรยากาศเหมือนตลาดสดเลย วันหนึ่งเราเคยทำสถิติประชุมได้ 15 ประชุมต่อวัน เดินเข้าไปซื้อ ไม่ซื้อเดินออก ซื้อแล้วราคาเท่าไร ต่อรองกันตรงนั้น
 

เราควรจะรู้จักเรียนรู้การใช้ชีวิตบ้าง ไม่ได้แค่ทำงานหาเงินใช้อย่างเดียว

ช่วงเวลาที่เดินอยู่ในตลาดสดแบบนั้น คุณมีหลักในการเลือกคอนเทนต์ยังไง
     หนึ่ง ก็ดูที่เรตติ้งว่าประสบความสำเร็จในประเทศมหาอำนาจ อย่างในอเมริกาและสหราชอาณาจักรมากแค่ไหน หลังจากนั้นก็ไปดูคอนเทนต์จากแถบลาตินอเมริกา ไปดูประเทศที่สภาพสังคมใกล้เคียงกับเราว่าพอจะนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้หรือเปล่า ถ้าเราซื้อคอนเทนต์ที่เป็นฟอร์แมตจากต่างประเทศเข้ามา มันก็สำเร็จไปแล้ว 50% เพราะมีมาตรฐานบางอย่าง แต่ต้องบอกเลยนะว่าบางทีมาตรฐานนั้นก็อันตราย เพราะว่าคนสามารถเปรียบเทียบได้ อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้เราต้องพัฒนาทั้งบุคลากร และวิธีคิดทุกอย่างใหม่หมดเลย
     งานที่ผ่านมาทั้งหมดมันเกิดมาจากเราอยากเปลี่ยนแปลงวิธีคิดอะไรใหม่ๆ เพราะว่าคอนเทนต์เก่าที่เห็นกันอยู่ เราดูแล้วก็ยังเบื่อเองเลย ทุกอย่างอยู่ที่เดิมและไม่ไปไหน เรามีความรู้สึกว่าดูถูกคนดูแบบนี้ทำไม เราดูเองยังรู้สึกป่วยเลย ไหนๆ… ทำไม กลัวอะไรกันเหรอ กลัวสปอนเซอร์ไม่เข้าหรือไง เพราะกว่าที่รายการ The Face Thailand จะเกิดขึ้นมาได้ ต้องใช้เวลาตั้ง 2 ปีหลังจากซื้อมา เพราะว่าขนาดในบริษัทเราเองก็ยังลังเลเลย ไม่มั่นใจว่ารายการเดินแบบแฟชั่นจะออกมาเป็นยังไง มาอยู่ในทีวีแมสๆ แล้วใครจะดู ซึ่งนั่นเป็นความรู้สึกที่เราคิดว่ามันไม่จริงเลยนะ และเราอยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งที่เราพบเจอกันทุกวัน เราตื่นขึ้นมาอาบน้ำแปรงฟัน หาเสื้อผ้าใส่ ทั้งหมดนี่ก็เป็นไลฟ์สไตล์แล้วหรือเปล่า มันไกลตัวมากกว่าเรื่องกะปิน้ำปลาได้ยังไง สิ่งเหล่านี้เป็นรสนิยม เป็นความฉลาดในการเลือก คุณไม่ต้องเลือกของแพง แต่คุณรู้ว่าจะนำมาใช้ยังไง สัญชาตญาณของเราก็เลยบอกว่ารายการนี้มันใช่ คืออธิบายออกมาไม่ได้ด้วยนะ มันเป็น gut feeling ข้างในจริงๆ

คุณเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองทุกๆ เรื่องหรือเปล่า
     สัญชาตญาณพาเราไปผิดพลาดมาตั้งหลายครั้ง แต่เราก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดตรงนั้นไง เหมือนเป็นการทำวิจัยกับชีวิตตัวเอง ในกระบวนการของสัญชาตญาณ มันมีการคาดเดาว่าอันนี้ประสบความสำเร็จมา 50% แล้ว อีก 50% เราแค่ลงมือทำ ขั้นต่อมาคือ ประมวลดูซิว่าเรื่องดราม่าแบบนี้คนไทยชอบไหม ชอบสิ ชอบดูคนตีกัน คือรายการ The Face Thailand มีเสน่ห์อะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ จนกระทั่งป่านนี้คนยังหาว่ารายการของเรามีสคริปต์อยู่เลย เขาคิดว่าเหมือนดูมวยปล้ำ (หัวเราะ) ซึ่งถ้าทำได้แบบนั้นจริงๆ เราเองก็อยากให้เป็นเหมือนมวยปล้ำนะ จะได้ไม่ต้องมานั่งจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากโค้ชทั้งสามคน นี่เราต้องทำงานเบื้องหลังกันเยอะ มีการตัดต่อออกไปเยอะแล้วนะ
     ต้องอธิบายว่าการซื้อไบเบิลหรือฟอร์แมตรายการจากต่างประเทศเข้ามา เขามีกลไกเบื้องหลังอะไรบางอย่างที่เราบอกคุณตรงนี้ไม่ได้ แต่มันเป็นกลไกที่ช่วยวางรากฐานของสถานการณ์ให้นำมาสู่รายการอย่างที่เห็น เราไม่ได้สร้างสถานการณ์ สองสิ่งนี้ไม่เหมือนกันนะ  วางรากฐานกับการสร้างสถานการณ์สองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน และนอกจากนี้คนจะชอบถามเสมอว่าเราสร้างกระแสเก่งจังเลย เราบอกเลยว่าเราไม่เคยสร้างกระแส แต่เราจับกระแส สองสิ่งนี้ก็ไม่เหมือนกัน การสร้างสถานการณ์สำหรับเราคือการบังคับให้ผลลัพธ์ที่อยากได้เกิดขึ้นมา นั่นคือวิธีคิดแบบ old school คือวางแผนเอาไว้ว่าต้องให้คนนั้นชนะ คนนี้ชนะ แล้วก็ไม่เป็นธรรมชาติ รายการจะขาดเสน่ห์บางอย่างไป ซึ่งไม่ใช่กับรายการของเรา เราไม่ทำ มีน้องบางคนเราเองยังอยากให้อยู่รอดถึงที่หนึ่ง แต่โค้ชเขาไม่เอา จะเอาออก นี่แหละ สิ่งนี้คือความธรรมชาติที่ปรุงแต่งไม่ได้

จริงๆ การทำคอนเทนต์ที่ไต่อยู่บน ‘ความฉาว’ กับคำว่า ‘ทอล์กออฟเดอะทาวน์’ เหมือนมีเส้นแบ่งอยู่นิดเดียว คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้
     เรารู้สึกชอบคำว่าทอล์กออฟเดอะทาวน์มากกว่า การเป็นกระแสแล้วคนพูดกันก็มีทั้งข้อดีและไม่ดี คนดูรายการไป ด่าเราไป แต่เราแค่หวังว่าพวกเขาได้อะไรกลับไปบ้าง แค่นี้เราก็โอเค หรือถ้าไม่ได้อะไรเลยก็โอเคนะ ดูไป ด่าไป เอาให้สนุกเต็มที่ในชั่วโมงครึ่งตรงนั้น คุณดูและได้คุยแลกเปลี่ยนกัน ก็ถือว่าแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว ดีกว่าไม่มีใครพูดถึงเลย
เคยคิดไหมว่าคอนเทนต์ในรายการ The Face Thailand ออกไปทางเฉดไหนมากกว่ากัน
     เราคิดว่าตัวเองได้ถ่ายทอดในสิ่งที่ควรเป็นออกไปหมดแล้ว การที่เราเลือกเมนเทอร์ทุกคนมา จะบอกเลยว่า หนึ่ง คุณต้องเป็นตัวของตัวเอง ห้ามแอ๊บนะ คิดอะไรก็พูด คิดอะไรก็ทำเดี๋ยวนั้นเลย ทำด้วยอารมณ์และความรู้สึก ไม่ต้องแอ๊บเป็นนางเอก เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะตกม้าตายเอง จะไม่ทันเกมคนอื่นเขา แล้วก็จะดูว่าไม่ฉลาดอยู่คนเดียว ซึ่งด้วยสถานการณ์ที่รุมเร้าเข้ามา เขาก็จะยอมไม่ได้หรอก เขาก็จะกลับไปทำการบ้านกันเอง ชีวิตเราอยู่มาขนาดนี้ มันต้องสู้ คิดว่าสิ่งที่เกิดในรายการเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ทุกที่และทุกวัน เพียงแค่อาจจะไม่มีคนนำเสนอแบบตรงไปตรงมา อย่างในละครนี่ตบกันเลือดสาด แต่รายการของเรายังใช้แค่คำพูดนะ เราว่ามันเป็นเรื่องของการตีความของแต่ละคนแล้วแหละ แต่อย่างน้อยดูแล้วได้รับอะไรไปบ้างเราก็แฮปปี้แล้ว

คุณเคยบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ ‘เยอะ’ มากๆ ในทุกด้าน จริงๆ แล้วคุณเยอะแค่ไหน
     ก็เหนื่อยกับตัวเอง (หัวเราะ) ไอ้ความเยอะนี่มันไม่ได้ทำให้ใครทรมานเลยนะนอกจากตัวเราเอง แต่จริงๆ เราจะบอกตัวเองว่า เราเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ แต่เราไม่ได้เป็นคนเพอร์เฟกต์นะ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยฉิบหายเลยเนี่ย แต่ว่าเป็นแบบนี้และเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้ามองในแง่ดี ก็ต้องบอกว่าเราเป็นคนละเอียดไง ซึ่งนี่เป็นลักษณะที่สร้างความแตกต่างที่ใหญ่หลวงมากในรายการทีวีของเรา เพราะว่าเราใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำรายการแฟชั่นในประเทศไทย คงไม่มีใครหรอกมานั่งปรับสีทีละเฟรมๆ เพราะสภาพอากาศบ้านเรา แค่แสงแดดกระทบลงในผิวผิดจังหวะก็ทำให้นางแบบดูเชยได้เลย แล้วประกอบกับไปเจอผ้าขาวม้าเป็นฉากอยู่ข้างหลัง ธรรมชาติเหล่านี้เราควบคุมไม่ได้
 

เป้าหมายในชีวิตอย่างหนึ่งคืออยากทำมูลนิธิขึ้นมาเพื่อสนับสนุนชาว LGBT ด้วยซ้ำ เพื่อบอกว่าสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้แย่ 


 
ส่วนตัวคุณดูรายการโทรทัศน์อะไรบ้าง
     ดูหมดทุกอย่าง เพื่อที่จะได้รู้ว่าบางรายการคนชอบหรือไม่ชอบเพราะอะไร ไม่ป็อปปูลาร์เพราะอะไร ไม่ทำเงิน ไม่เป็นกระแสเพราะอะไร แล้วก็เอากลับมาทำงานของเรา แต่ในเรื่องการผลิตรายการของตัวเอง รายการประเภทไลฟ์สไตล์หรือแฟชั่นเป็นสิ่งที่สนใจส่วนตัวอยู่แล้ว และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนให้คอนเทนต์แนวนี้แมสมากขึ้น เพราะเราคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะ พวกเราควรจะรู้จักเรียนรู้การใช้ชีวิตบ้าง ไม่ได้แค่ทำงานหาเงินใช้อย่างเดียว เพราะชีวิตนี้ยังมีอะไรอยู่อีกมาก อย่างพวกฝรั่งเขาจะคิดวางแผนเลยนะ ว่าใช้ชีวิตถึงจุดหนึ่ง เก็บเงินแล้วจะเกษียณเมื่อไร แต่คนไทยไม่มี บางคนเกษียณไปแล้วยังไม่มีแผนเลย เพราะอะไร เพราะไม่รู้จักใช้ชีวิต ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไลฟ์สไตล์ ไม่เข้าถึงสิ่งที่กำลังกินอยู่ตรงหน้าว่าต้องอร่อย หรือการพักผ่อนเป็นยังไง ไม่เคยไปเปิดหูเปิดตา นี่คือสิ่งที่เราอยากบอกคนดูผ่านงานทีวีที่ทำ

คุณเป็นคนที่ตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือการแต่งกายหรือเปล่า
     แวบแรกก็ใช่ ถ้าคนที่เจอทั่วไป อย่างน้อยขอให้ดูสะอาดสะอ้านก็พอ แต่ถ้าเป็นคนที่ทำงานให้เราหรือเป็นคนใกล้ตัวเรา ก็จะชี้จะบอกว่าควรแต่งแบบนั้นแบบนี้ เพราะเราต้องรู้ตัวอยู่เสมอนะว่ากำลังอยู่ท่ามกลางฉลาม ฉลามของวงการแฟชั่น ถ้าเดินเข้าไปผิดร่องผิดรอย เขารุมคุณตายเลยนะ สิ่งนี้สะท้อนว่าเราไม่ดูแลคนของตัวเอง เพราะสิ่งนี้จำเป็นถ้าคุณเข้าไปอยู่ในวงการที่ตัดสินกันที่ความสวยความงาม

ตอนนี้คุณสนใจประเด็นเรื่อง LGBT มากน้อยแค่ไหน
     สนใจมากๆ และสนับสนุน เข้าใจดีว่าลำบากแค่ไหน จริงๆ เป้าหมายในชีวิตอย่างหนึ่งคืออยากทำมูลนิธิขึ้นมาเพื่อสนับสนุนชาว LGBT ด้วยซ้ำ เพื่อบอกว่าสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้แย่ บางคนที่เกิดมาเขารู้สึกว่าตัวเองผิด แล้วถ้าเลี้ยวผิดชีวิตพังเลยนะ เรารู้ความลำบากตรงนั้นดี และก็ไม่อยากให้ใครมามองว่าเราไม่ใช่มนุษย์ ไม่อยากให้ใครมามองว่าเราไม่เท่าเทียมกับคนอื่น แล้วสมัยนี้โลกไปถึงไหนกันแล้ว
     ตอนเราทำรายการ The Face Thailand ซีซันสองจบ เวลาเดินไปที่ไหนก็มีลูกสาววิ่งมาหา เขาบอกว่าชอบสิ่งที่เราทำมาก อยากมีโอกาสบ้าง ซีซันนี้เราเลยบอกว่าจะทำ จะเปิดโอกาสให้สาวประเภทสองเข้ามาในรายการ ตอนแรกผู้ใหญ่ก็ถามว่าจะดีเหรอ แต่เราไม่สน เข้ามาเถอะ ขอแค่มีศักยภาพ เพราะว่าเราต้องการส่งสารว่าคุณไม่ได้ผิดอะไร สุดท้ายเป็นไง คนที่เข้ามาในรายการสวยไหมล่ะ

แต่ในอีพีแรก ประโยค “กลัวกะเทย” ที่หลุดออกมาจากปากผู้เข้าแข่งขัน นี่เป็นกระแสลบมากเลยว่าคุณเอาประเด็นนี้มาใช้ประโยชน์ เอาเพศที่สามมาใช้เป็นเครื่องมือเหมือนที่อื่นๆ
     อยากพูดอะไรก็พูด เพราะว่าน้องพูดอย่างนั้นในรายการจริงๆ ถึงบอกว่าเราอยากทำให้เข้าใจจังเลยว่านี่ก็คน (ใช้นิ้วชี้ที่ตัวเอง) นั่นก็คน สิ่งที่น้องทำในรายการหมายถึงการปลูกฝังของครอบครัวแล้วนะ เรามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะ และเป็นคนเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่อง LGBT ใครอยากให้ช่วยอะไรจะทำให้เต็มที่ อย่างที่เราลุกขึ้นมาแต่งหญิงในอีพีสอง ตอนที่โปรดิวเซอร์เดินมาบอกก็คิดเรื่องนี้อยู่ห้าเดือน เพราะจริงๆ เราพอใจสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว เป็นผู้ชายที่สวยแบบนี้แหละ แต่เราอยากจะส่งสารออกไปว่าทุกอย่างโอเคหรือเปล่าที่คุณจะเป็น ‘Whoever you are’ ก็โอเค ตัดสินใจทำเลย

เรื่อง: ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์ ภาพ: ภาสกร ธวัชชาตรี สไตลิสต์: Hotcake