SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • หมู-ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ เริ่มจับธุรกิจเทคสตาร์ทอัพแมกกาซีนออนไลน์แอปฯ เป็นที่แรกในไทยผ่านไอเดียจากแอปฯ ‘Thai Beauty Clock’ ก่อนจะขยับขยาย ปรับเปลี่ยน รูปแบบเป็นธุรกิจอีบุ๊กและอีแมกกาซีนตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีภายใต้ชื่อ Ookbee
  • ล่าสุด Ookbee ร่วมมือกับกลุ่มทุนเทคโนโลยีจากจีนอย่าง Tencent Holdings Limited ซึ่งจะนำเงิน 19 ล้านเหรียญฯ ไปสนับสนุนการลงทุนในกิจการ เพื่อพัฒนาตัวอย่างเทคสตาร์ทอัพเมืองไทยอย่าง Ookbee ต่อไป
    หากปี 2010 เป็นปีที่ไอโฟนและไอแพดเริ่มเปิดโอกาสทางธุรกิจให้บรรดาเหล่าหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่มีโอกาสเริ่มลงทุนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเทคสตาร์ทอัพที่ยิ่งใหญ่ของไทยในชั่วโมงนี้อย่าง ‘Ookbee’ หรือแมกกาซีนออนไลน์แอปฯ แห่งแรกในดินแดนสยาม ที่ผ่านไอเดีย ความคิด และแรงบันดาลใจของ หมู-ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นมาจากแอปฯ นาฬิกาที่เผยให้เห็นข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้มือถือจากทั่วโลกอย่าง ‘Thai Beauty Clock’
​     เจ็ดปีผ่านไปได้เกิดข่าวดีข่าวใหญ่ของวงการเทคสตาร์ทอัพเมืองไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นั่นคือ Tencent Holdings Limited กลุ่มทุนเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากประเทศจีน เข้ามาร่วมทุน Joint Venture กับ Ookbee เรียบร้อยแล้ว
​     แน่นอนว่าไอเดียทั้งหมดนี้มีที่มาจากข้อมูลที่หมูตั้งใจเก็บเกี่ยวมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานต่อเนื่องมา และจากบทสนทนานี้จะทำให้คุณรู้ว่าวงการเทคสตาร์ทอัพไม่ใช่แค่เรื่องแพสชันและแรงบันดาลใจ แต่มันคือเรื่องของการทำงานหลังบ้านกับข้อมูลมหาศาล และการวิเคราะห์อย่างหลักแหลม
 

วันหนึ่งคุณมี 24 ชั่วโมง คุณต้องนอน ต้องไปทำงาน แล้วเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่คุณมาเล่นมือถือ
เวลาตรงนี้แหละที่ผมต้องแข่งกับทุกเจ้า ทีวี ซีรีส์ วิทยุ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เราต้องมาแย่งกันตรงนี้


 
อยากให้ช่วยเล่าถึง Ookbee ก่อนที่จะมาถึงวันนี้
​     ผมเริ่มทำบริษัท IT Works ตั้งแต่เรียนจบช่วงปี 2000 รับจ้างเขียนโปรแกรม (ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่) แล้วก็มาเริ่มไอเดีย Ookbee ในช่วง 2009-2010 (แอปฯ Ookbee เริ่มปี 2010 จดเป็นบริษัทในปี 2012) ก่อนหน้าการมาถึงของแอปสโตร์ วงการธุรกิจเขียนโปรแกรมในยุคนั้น เราไปรับจ้างองค์กรใหญ่สักแห่ง เช่น เขียนเว็บไซต์ให้จนเสร็จ ก็ได้เงินค่าจ้างมาเป็นก้อนหลักแสน ยังไม่มีธุรกิจขายโปรแกรมไปยังผู้ใช้รายย่อยๆ มาก่อน คือคนโหลดแล้วก็กดจ่ายมา 5-10 บาท ถือเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น ตอนที่มีไอโฟนรุ่นแรกออกมา เราทำแอปฯ Thai Beauty Clock ออกขาย คนเข้ามาโหลดไปใช้งานกันเยอะมาก แค่วันแรกผมได้เงินห้าร้อยกว่าเหรียญฯ คือหมื่นกว่าบาท สิ่งที่พบก็คือตลาดเราไกลออกไปทั่วโลก มีคนยอมจ่ายเงินกับสิ่งนี้ และมันเป็นเงินที่เข้ามาตลอดเวลา ไม่ว่ากลางวันกลางคืน โดยที่เราไม่ต้องออกไปเปิดร้าน หรือออกไปพบลูกค้า หลังจากนั้นมาผมก็เลยเกิดไอเดียว่าเราต้องหาคอนเทนต์อะไรที่สามารถเอามาขายได้แบบนี้อีก ตอนนั้นเรายังทำเพลงกับหนังไม่ได้ ยังเร็วเกินไป
​     สิ่งที่น่าสนใจก็คือหนังสือ เมืองไทยมีนิตยสารเยอะมาก ยังไม่ได้เผยแพร่ทางดิจิทัล ยังไม่มีเว็บไซต์ และยังไม่ได้เอาเนื้อหามาใส่เฟซบุ๊กกันแบบทุกวันนี้ ผมก็ไปเริ่มชวนพี่แอร์ อิมเมจ (คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา) และคุณน่าน นิตยสาร ครัว (น่าน หงษ์วิวัฒน์) ผมเอาไอแพดหนึ่งเข้าไปหาเลย ตอนนั้นไอแพดยังไม่ได้เข้ามาขายในเมืองไทย สตีฟ จ็อบส์ เพิ่งนำออกมาโชว์เดือนเมษายน 2010 เริ่มวางขายตอนกลางปีนั้น แล้วจะเข้าไทยประมาณธันวาคม ผมไปซื้อมาตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคม มีเวลาประมาณห้าเดือนก่อนที่ไอแพดจะเริ่มขายในไทย ตั้งใจว่าวันที่เริ่มขายอยากให้มีแอปฯ เอาไว้อ่านนิตยสารไทยได้เลย เอาไอแพดหนึ่งวิ่งไปหานิตยสารทุกเจ้าก่อนใคร บอกว่า พี่ครับ เดี๋ยวอีกหน่อยคนจะซื้อนิตยสารกันบนนี้แล้วนะ ผมลองเปิดให้เขาดูว่าตอนอ่านจะเป็นอย่างไร พี่เอาไฟล์พีดีเอฟมาสิ ผมจะลองเปิดให้ดูว่ามันอ่านได้ดีเลย ผมเสนอว่าจะทำแอปฯ ในชื่อของนิตยสารนั้น โดยพ่วงท้ายว่า Powered by Ookbee

เป็นเพราะโมเดลธุรกิจแบบบุฟเฟต์ของคุณที่ส่งผลร้ายต่อวงการนิตยสารในทุกวันนี้หรือเปล่า
​     คนอาจจะคิดว่าคู่แข่งของเราคือร้านหนังสือกระดาษ ในความเป็นจริงแล้วคือแอปพลิเคชันอื่นๆ อีกนับล้าน เฟซบุ๊ก ยูทูบ ทวิตเตอร์ แถมยังมีพวกเกมฟรีๆ อีกเยอะแยะ เพลงก็มี หนังก็มีอีก คนหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิด เขาไม่ได้คิดถึงหนังสือกระดาษอีกต่อไปแล้ว แต่เขาคิดว่ามีอะไรบ้างในนี้ มันกลายเป็นว่าในวันหนึ่งๆ ถ้าเรามีเวลาในการใช้มือถือใช้แท็บเล็ตสัก 2-4 ชั่วโมง มันมีอะไรให้เลือกเยอะมาก และทุกอย่างฟรีเกือบหมด ดังนั้นทำไมคุณต้องไปซื้ออีแมกกาซีนในราคาถูกกว่านิตยสารกระดาษไม่มากเท่าไร ความน่าสนใจอาจไม่สูงขนาดนั้น เราก็เลยลองให้เขาจ่ายเหมาเป็นรายเดือน แล้วอ่านเท่าไรก็ได้ไม่อั้น มันเป็น PGC (Professional-generated Content) คือคอนเทนต์ชั้นเยี่ยมที่ผลิตจากองค์กรชั้นนำ ทีมงานมืออาชีพ เราก็จะได้ไปสู้กับแอปฯ อื่นได้
​     ตัวอย่างที่ชัดเจนก็อย่างพวกแอปฯ หนังพวก Netflix คือของพวกนี้ยังไงๆ ก็มีต้นทุนอยู่ ถ้าจะดู คุณก็ต้องช่วยจ่ายตังค์บ้าง แม้จะมากจะน้อย จะเป็นการเหมาก็ตาม ของฟรีเยอะมากจนรูปแบบการใช้งานก็เป็นการเหมาหมด ต้องชี้แจงว่าที่เรารู้สึกกันว่าคนไม่อ่านนิตยสาร ไม่ใช่เพราะเขาย้ายมาอ่านอีแมกกาซีนนะครับ เขาไม่อ่านนิตยสารเพราะเขาไปอ่านเฟซบุ๊กแทน คือคนไม่ได้เลิกอ่านกระดาษแล้วไปอ่านอีบุ๊ก แต่เขาเลิกอ่านกระดาษแล้วไปเฟซบุ๊กเลย มันข้ามไปเลย ด้วยความเร็ว ความสะดวก การแชร์ Ookbee ของผมนี่แค่ไปถอดคอนเทนต์ออกมาจากกระดาษ ผมทำได้แค่ทำให้มันถูกลงและสะดวกขึ้นเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นไปตอบโจทย์ในด้านการกระจายออกไป สิ่งที่กระดาษ อีบุ๊กหรืออีแมกกาซีนก็ไม่มีเช่นกัน คือการคอมเมนต์ ไลก์ แชร์ พอคอมเมนต์ไม่ได้ ไลก์ไม่ได้ แชร์ไม่ได้ คอนเทนต์ก็กระจายไปต่อได้ยากสำหรับโลกในยุคนี้ นิตยสารมีเนื้อหาแบ่งเป็นชิ้นๆ อยู่ภายใน แล้วเนื้อหาชิ้นไหนน่าสนใจก็จะถูกแยกออกไปเพื่อการแชร์ ให้คนคอมเมนต์ ให้คนไลก์ เฟซบุ๊กจึงเหมาะที่สุดสำหรับเนื้อหาที่เป็นชิ้นๆ แบบนี้
​     อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในยุคก่อนๆ คนทำเนื้อหาจะสะท้อนเสียงของตัวเองออกไป ตัวบรรณาธิการเป็นผู้ทรงอิทธิพล แต่ทุกวันนี้เป็นยุคที่เราสร้างโลกของเราเองขึ้นมา เราเข้าอินสตาแกรมแล้วเลือกฟอลโลว์เฉพาะคนที่ชอบ และถ้าเราชอบเรื่องอาหาร เราก็จะถ่ายภาพอาหารแล้วโพสต์เข้าไป ดังนั้นคนก็จะอยู่ร่วมกันในโลกที่เขาชอบ แอปพลิเคชันพวกนั้นเกิดขึ้นมาแล้วมันก็อยู่เฉยๆ ของมัน
แต่ผู้ใช้อย่างเราทุกคนจะเข้าไปสร้างสิ่งต่างๆ ของตัวเองขึ้นมา เราเรียกแบบนี้ว่า UGC (User-generated Content) นี่เป็นไอเดียใหม่ขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งจะยิ่งกระทบกับนิตยสาร เราเห็นภาพนี้ค่อยๆ เกิดขึ้นใน 3-4 ปีมานี้ ทุกวันนี้นิตยสารยังปรับตัวไปถึงแค่ขั้นที่เข้าไปอยู่ในเฟซบุ๊ก แต่แนวโน้มธุรกิจต้องปรับไปมากกว่านั้นอีก
​     Ookbee เองถ้าไม่ปรับตัวเปลี่ยนแปลง รับรองว่าเราตายก่อนนิตยสาร เพราะเราติดอยู่ตรงกลาง Ookbee เกิดขึ้นจากไอเดียพื้นฐานว่าเราเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของกระดาษ เมื่อก่อนเราคิดแค่ว่าถ้านิตยสารกระดาษขายได้ 100 เล่ม Ookbee น่าจะขายได้ 5 เล่ม ตลาดนิตยสารหมื่นล้าน ผมขอ 5% เราไม่ได้สร้างตลาดเอง แค่รอให้ลูกค้าเดิมของนิตยสารหันมาใช้ ดังนั้นเมื่อนิตยสารมีการทยอยปิดกันไปเรื่อยๆ แล้ว Ookbee เราก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะ Ookbee ส่วนของนิตยสารมีการเติบโตลดลง จากช่วงแรกๆ เราเติบโตเป็นสิบเท่าต่อปี ปีท้ายๆ เราไม่ได้โตขึ้นเร็วแบบนั้น
 

เรามองงานที่ทำอยู่ทุกอย่างเป็นการทดลอง หัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพคือให้มองการทำงานทุกอย่างเป็นการทดลอง
จะเล็ก จะกลาง จะใหญ่ มองเป็นการทดลอง
ถ้าเวิร์กก็ทำต่อ ถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนเลย โดยยังคงเดินอยู่ในวิชันใหญ่สุดของเรา



 
ทำไมคุณจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ก่อน และเคลื่อนย้ายโมเดลธุรกิจได้ไว
​     เพราะเราอยู่ตรงนี้ เป็นจุดที่เห็นข้อมูลภาพรวมผ่านตาเยอะมากครับ บริษัทเรามีดาต้าอยู่เยอะมาก ทุกวันนี้เรามีทีม Business Intelligence ทำข้อมูลและผมเปิดดูได้ตลอดเวลา มันอยู่บนมือถือผม ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เปิดดูได้ทุกแผนก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องยอดขายและจำนวนผู้ใช้ว่ามันเติบโตอย่างไรเมื่อเทียบกับเมื่อวานนี้ เรามีทีมวิเคราะห์ข้อมูล เราต้องการรู้ว่าคนเข้าแอปฯ เรามากแค่ไหน เข้ามาใช้เวลาคนละกี่นาที ชอบคอนเทนต์ไหน ชอบไม่ชอบอะไร สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ ข้อมูลคือหัวใจ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เห็นเขาพูดกันว่าอาชีพที่ไม่ตกงานแน่ในช่วงนี้คือ Data Analysis และมีอีกอาชีพคือ Data Visualization คือการเอาข้อมูลมานำเสนอให้เห็นเป็นภาพเปรียบเทียบได้ชัด ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องบอกว่าดาต้าคืออดีตนะ อย่างเร็วที่สุดมันคือเมื่อกี้นี้ แต่เราทำเพื่อจะดูเทรนด์ที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อทำนายสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

ข้อมูลอะไรสำคัญที่สุด
​     ทุกข้อมูลสำคัญทั้งหมดครับ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้วัดว่าเราโตหรือเปล่า โดยดูจำนวนผู้ใช้ และความถี่ในการใช้ เราวัดเป็น DAU - Daily Active User ถ้าบางบริการของเราแต่ละคนไม่ได้เข้าใช้ทุกวัน เราก็ต้องวัดเป็นอาทิตย์ (WAU) หรือเป็นเดือน (MAU) ตัวเลขก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นความถี่ และอีกตัวเลขที่ต้องรู้คือเมื่อเข้ามาแล้วเขาใช้เวลากี่นาที เมื่อเรารู้ว่าวันหนึ่งเขาเข้ามากี่ครั้ง ใช้เวลาครั้งละกี่นาที เราจะพอรู้แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเรา
​     อย่างที่บอกว่าเวลาในแต่ละวันของเรามีจำกัด ทุกวันนี้ผมมองเรื่องเวลามีมูลค่ามากกว่าเงินเสียอีก มันคือการดึงเวลาผู้ใช้มาเป็นของเรา การตรึงความสนใจของเขาให้อยู่กับเรา วันหนึ่งคุณมี 24 ชั่วโมง คุณต้องนอน ต้องไปทำงาน แล้วเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่คุณมาเล่นมือถือ เวลาตรงนี้แหละที่ผมต้องแข่งกับทุกเจ้า ทีวี ซีรีส์ วิทยุ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เราต้องมาแย่งกันตรงนี้ ถ้ามีคนมาใช้เวลาอยู่กับเรานาน เราก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่า และจะ monetized เป็นเงินออกมาได้ เฟซบุ๊กเคยเปิดเผยว่าวันหนึ่งๆ เราใช้เวลาเล่นในนั้นสองสามชั่วโมงต่อคน คือเพลินๆ ไม่มีอะไรทำ ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเฟซบุ๊กแล้วก็ปิดไป สักพักก็หยิบขึ้นมาเปิดใหม่ เขาก็เก็บข้อมูลไว้ว่าวันละกี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที ธุรกิจสื่อในยุคต่อไปคือการแย่งเวลาแข่งกัน ตอนนี้อาจยังไม่ต้องไปสนใจเรื่องเงินทองหรอกว่าจะได้มาจากไหน เพราะยังไงเงินทองเข้ามาหาคุณแน่นอน ถ้าธุรกิจของคุณแย่งเวลามาจากผู้คนได้ ถ้าคุณมัวแต่คิดว่าจะเอาเงินเลยตั้งแต่ตอนนี้ ก็เท่ากับผลักผู้ชมของคุณออกไป เพราะมันมีคนที่เปิดให้ดูฟรีเยอะแยะ คนก็หันไปหาพวกนั้นหมด เสร็จแล้วในตอนจบ ท้ายที่สุดก็มาดูกันว่าใครได้เวลาไปเท่าไร ใครได้เวลาไปมากที่สุดก็ชนะ ถึงจุดนั้นคุณอาจกำหนดรูปแบบการโฆษณาได้เลย กำหนดค่าโฆษณาได้เลย ธุรกิจของเฟซบุ๊ก ยูทูบ เกิดมาจากการคิดแบบนี้

คุณใช้วิธีอะไรล่อหลอกให้เราใช้เวลากับคุณนานขึ้นๆ
​     แล้วแต่ผลิตภัณฑ์เลยครับ แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้คิดขึ้นมาเอง มันค่อนข้างเป็นเรื่องปกติไปแล้วในโลกทุกวันนี้ วิธีแรกคือ คำแนะนำเพิ่มเติม เราต้องเก็บข้อมูลว่าคุณชอบอะไร เราก็จะเอามาให้คุณดูมากขึ้น เหมือนคุณดู Netflix เขาก็จะเสนอลิสต์หนังที่คุณชอบโผล่ขึ้นมาให้เห็นข้างๆ แล้วคุณก็จะกดดูไปเรื่อยๆ ไม่สามารถถอนตัวออกมาได้อีกเลย วิธีที่สองคือ คุณภาพของคอนเทนต์ อย่าง Netflix ลงทุนสร้างออริจินัลซีรีส์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งซีรีส์นี่มันคืออะไรที่ไม่จบสักที
​     เราต้องตามดูไปเรื่อยๆ อยากรู้ว่าตอนต่อไปจะเป็นยังไงต่อ ตอนหนึ่งก็ชั่วโมงหนึ่ง เราดูกี่เรื่อง ตามดูไปกี่ตอน คุณก็นับเวลาที่คุณใช้กับ Netflix ดูก็แล้วกัน ธุรกิจของ Ookbee ก็ต้องเริ่มต้นทำแบบนี้ เราสร้างออริจินัลซีรีส์ วางว่ามีกี่เรื่อง ออกเผยแพร่สัปดาห์ละกี่ตอน ต้องตามอ่านไปเรื่อยๆ เทคนิคนี้ไม่ใหม่ มีมานานแล้ว ก่อนดิจิทัลซะอีก (หัวเราะ) เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น Naruto, One Piece, Berserk เขาแต่งมาตั้งแต่เรายังเด็ก หลายๆ เรื่องจนป่านนี้ยังไม่จบเลย ถามว่าทำไมมันไม่จบสักที นักเขียนก็ตอบว่า ถ้าเขาไปเริ่มเขียนเรื่องใหม่ มันคงไม่ดังเท่าเรื่องนี้หรอก ดังนั้นก็เขียนเรื่องนี้ไป คุณก็ใช้เวลากับเขาไปเรื่อยๆ ตอนหนึ่งมีคนอ่านกี่ล้านคน ยิ่งมีมากตอน ยิ่งผ่านไปนาน จำนวนคนอ่านก็ทวีขึ้นเรื่อยๆ

ธุรกิจเทคสตาร์ทอัพ มีกลยุทธ์การตลาดแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปไหม
​     ส่วนใหญ่คงใกล้เคียงกันครับ แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจนคือเรื่องของความเร็วกับการใช้เทคโนโลยี บริษัทเทคโนโลยีก็มักจะจัดการกับปัญหาด้วยเทคโนโลยี เรามีวิธีการทำงานแบบสั้นๆ อย่างผมเองก็คิดว่าในอีก 1-2 อาทิตย์ เราจะปรับกลยุทธ์อะไร โดยในปีหนึ่งๆ เรามีวิชันใหญ่นำทางไป คือมองเห็นภูเขาอยู่ตรงโน้นไกลๆ แต่เราทำงานแก้ปัญหาอยู่กับสองสามก้าวข้างหน้า เพราะเราเห็นถนนแค่สองสามก้าวนี้เท่านั้น ในโลกเทคโนโลยี ไม่มีทางวางแผนยาวๆ ชอบมีคนถามว่าในอีกสิบปีข้างหน้าโซเชียลมีเดียจะเป็นอย่างไร มันไม่มีใครรู้หรอก ไม่มีทางที่จะตอบได้ เพราะเทคโนโลยีมันเร็วมาก เราแค่รู้ว่าต้องเดินไปทางนี้แหละ ภาพใหญ่ๆ ระดับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตก สตาร์ทอัพต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นด้วย อย่างตอนนี้เราวางตัวเองว่าเป็นสื่อ หน้าที่ของสื่อก็คือทำอย่างไรให้เข้าถึงคนได้มากที่สุด เราก็ทำงานแก้ปัญหาตรงจุดนี้ไปก่อน ส่งคอนเทนต์ที่ดีไปให้ถึงคนที่เขาอยากได้ให้มากที่สุด นี่คือมิชชันอันดับหนึ่งในงาน แล้วก็หาทางแปลงเป็นรายได้อย่างเหมาะสม คนทำคอนเทนต์ยังไม่ได้เงิน เราก็จะยังไม่ได้เงินเหมือนกัน ถ้าเราได้ คุณก็ต้องได้ด้วย และที่สำคัญเราอยากให้คุณได้เยอะกว่าเรา นี่เป็นวิชันไกลๆ เราก็เดินไปตามทางนี้เรื่อยๆ

ดีลล่าสุดกับ Tencent Holdings Limited เพราะเห็นวิชันตรงกันใช่ไหม
​     วิชันของ Ookbee ใกล้เคียงกับ Tencent ตอนที่เรากำลังจะดีลกัน ผมก็เลือกว่าทำธุรกิจใกล้กัน เขาเข้าใจเรื่องการทำร้านหนังสือ ร้านการ์ตูน อย่างที่เรากำลังทำอยู่ การทำธุรกิจสตาร์ทอัพนี่เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะขายหุ้น ร่วมทุน หรือควบรวม เพราะ founder ต้องมีกลยุทธ์การ Exit คือขายบริษัทแล้วเอาเงินไป เงินที่นักลงทุนเอามาลงในบริษัทสตาร์ทอัพ ไม่สามารถจะรอเงินปันผลได้ เพราะมันจะต้องรอเป็นสิบๆ ปีกว่าจะได้คืนเนื่องจากการขยายตัว นักลงทุนก็ต้องการจะขายหุ้นเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ เจ้าใหญ่ก็จะไล่ซื้อเจ้าเล็ก อย่างพวกเฟซบุ๊ก หรือกูเกิล ในแต่ละเดือนๆ เขาก็ไล่ซื้อเจ้าเล็กๆ ไปเรื่อย โดยเจ้าใหญ่พวกนี้ก็จะได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ การได้ขายหุ้น IPO ถือว่าเป็นโอกาสดีที่สุดแล้ว คือได้เงินจากตลาดเลย
​     แต่ขณะที่บริษัทเล็กๆ อย่าง Ookbee ก็จะได้เงินมาจากบริษัทใหญ่เหล่านี้อีกต่อหนึ่ง นักลงทุนในบริษัทเล็กๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้มองผลกำไรในบัญชีแบบปีต่อปี ห้าล้าน สิบล้าน แต่มันคือการหวดโฮมรันทีเดียวเลย คือลงเงินมาแล้วก็รอให้โตขึ้นไปเร็วๆ เหมือนกับเฟซบุ๊กและกูเกิลเมื่อก่อน เรามองหานักลงทุนที่มีวิชันตรงกันแบบนี้ ก็คือบริษัทแบบ Tencent และก็ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว รวมถึงมิชชันของงานที่ทำด้วย

เงินก้อน 19 ล้านเหรียญฯ ที่ได้มาจากการร่วมทุนคราวนี้ จะถูกใช้ไปทำอะไร
​     ภาพใหญ่คือการนำไปใช้เพื่อพาเราให้เติบโตไปได้อย่างที่เราต้องการให้เป็นในช่วงสามปีข้างหน้า หลักๆ ก็จะเป็นการใช้จ่ายในการจ้างงาน การตลาด การลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นเซอร์วิสหลายอย่างที่ยังไม่มีรายได้ หรือบางอันยังเป็นแค่เริ่มต้น บางบริการของเรามีผู้ใช้เป็นล้านๆ ราย แต่รายได้ศูนย์บาท ดังนั้นงานทุกอย่างที่เราทำอยู่ เงินเดือนโปรแกรมเมอร์ จนถึงค่าโฆษณาทุกครั้งที่เราลง มันคือค่าใช้จ่ายทั้งนั้น จ่ายไปโดยที่ไม่มีรายได้อะไรกลับมา แต่อาจเพื่อตัวเลขการใช้งาน ฟังดูอาจขัดแย้งกับธุรกิจทั่วไป แต่อย่าลืมว่าบริษัทมีเดียใหญ่ๆ ก็ต้องผ่านช่วงเวลานี้มาก่อนทั้งนั้น อย่างยูทูบ เฟซบุ๊ก เมื่อก่อนที่เขาเปิดให้เราใช้ฟรีกันทั้งโลก เราได้ดูวิดีโอกันฟรีๆ ตั้งห้าปีก่อนที่ทุกวันนี้เรากำลังเห็นโฆษณาตลอดเวลา แล้วเราก็สงสัยว่าเขาเอาเงินมาจากไหน ก็คือเขารอเวลาแบบนี้เหมือนกัน เป็นเรื่องเดียวกันนี้หมด ในช่วงนี้เริ่มต้นแบบนี้ เราไม่ได้วัดความสำเร็จเป็นเงินรายได้ แต่เราวัดเป็นข้อมูลจำนวนผู้ใช้ ทราฟฟิก เวลาที่เขาใช้ อย่างที่บอกไว้ตอนต้น แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งเราจะเปิดโฆษณาได้ ตอนนี้เราก็ต้องพิจารณาว่าถ้าเปิดโฆษณาตอนนี้ เราได้เงินมาเท่านี้ แล้วลูกค้ารู้สึกว่าโดนกวนใจ เซอร์วิสเราจะไม่โตต่อไป เราจะเลือกอะไร เอาเงินเลย หรือจะปล่อยให้ใช้ไปก่อน ตอนนี้หลายบริการของเราก็มีรายได้จากโฆษณาสูงพอควรแล้ว และมีรายได้จากการขายคอนเทนต์ด้วย
 

ถ้าเรามีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมาได้จริงๆ กลับจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กับประเทศไทย
นี่ควรจะถือเป็นวาระระดับประเทศแล้ว เพราะเทคสตาร์ทอัพจากต่างประเทศที่เข้ามา เราจ่ายเงินออกไปให้เขาแบบไม่รู้ตัว



จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเติบโตพอมาถึงจุดที่หารายได้แล้ว
​     เมื่อเรามีข้อมูลผู้ใช้งาน เราจะพอรู้และทดสอบได้ว่าถ้าเราเริ่มหารายได้ตอนนี้จะกระทบกับการเติบโตของเรายังไง คุ้มหรือไม่กับการทำตอนนี้ แต่ในความเป็นจริงเราอาจมีหรือไม่มีทางเลือกก็ได้นะ สมมติว่าผมหานักลงทุนมาลงเงินให้ทำต่อไม่ได้ บริษัทเงินหมด ก็ต้องเปิดโฆษณาหารายได้เข้ามา ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่านี่คือการทำให้เราหยุดโตและรายได้โฆษณาตอนเรายังไม่ใหญ่ก็ไม่มากอยู่ดี เป็นการเอาเงินมาแบบระยะสั้น เพราะมันยังไม่โตพอ ยังไม่สุกงอม แต่เราอาจไม่มีทางเลือกแล้ว มองย้อนไปหากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ กูเกิล เป็นแบบนั้น ก็จะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ถ้าเขาเปิดให้บริการแล้วตั้งหน้าตั้งตาหาโฆษณามาลง นึกดูว่าตอนคุณเริ่มเล่น มีเพื่อนสี่ห้าคน เฮ้ย ลงโฆษณาอยู่ได้ แบบนี้ก็ไม่เกิดแน่ๆ มันมีสถานการณ์หลากหลายมากที่ต้องตัดสินใจว่าจะลงโฆษณาได้หรือยัง เราอาจจะทดลองกวนผู้ใช้งานด้วยโฆษณาเข้าไปนิดๆ ว่าผู้ใช้รับได้หรือเปล่า ถ้ารับไม่ได้ก็เอาออกมา ทุกวันนี้เราก็ทดลองอยู่ ใส่โฆษณาเข้าไปหน่อยๆ ถ้ากระเทือนเราก็หยุด ถ้าไม่กระเทือนเลยเราก็ทำต่อ ข้อดีของการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มคือการที่เราทดลองและจับตาดูได้
​     สำหรับเทคสตาร์ทอัพ สิ่งที่สำคัญคือการทดลองและวัดผล ดิจิทัลช่วยให้เราวัดผลได้เร็วและชัด เรียลไทม์ เราทดลองวันนี้ พรุ่งนี้เราแก้ได้เลย แถมเราไม่ต้องทดลองกับผู้ใช้พร้อมกันทั้งหมด เราทดลองกับผู้ใช้แค่บางกลุ่ม ผมไม่เชื่อเรื่องรีเสิร์ชหรือการวิจัยตลาด เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าเราได้คำตอบจริงๆ มาหรือเปล่า การทำรีเสิร์ชคือการไปถามกลุ่มตัวอย่าง แล้วกลุ่มตัวอย่างนี้คือคนที่ใช้เราหรือเปล่าก็ไม่รู้ ในขณะที่การทดลองกับผู้ใช้จริงๆ ของเรา เราทำได้เองทุกวัน เรามองงานที่ทำอยู่ทุกอย่างเป็นการทดลอง หัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพคือให้มองการทำงานทุกอย่างเป็นการทดลอง จะเล็ก จะกลาง จะใหญ่ มองเป็นการทดลอง ถ้าเวิร์กก็ทำต่อ ถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนเลย โดยยังคงเดินอยู่ในวิชันใหญ่สุดของเรา

จนถึงวันนี้ Ecosystem ของสตาร์ทอัพในบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง
​     สตาร์ทอัพส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก เรารู้ว่ามีหลายร้อยเจ้า แต่ละเจ้ามี KPI ไม่เหมือนกัน ยอดขายหลายที่ก็ไม่เปิดเผย จำนวนพนักงานก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง ในภาพรวมเลยอาจยากที่จะวัดขนาดภาพรวมแบบชัดเจน แต่เราพอเห็นภาพรวมคร่าวๆ จากเงินลงทุนที่เกิดขึ้น ดูตรงนี้ก็น่าจะพอวัดกันได้ง่ายขึ้น เพราะมันเป็นข่าวที่เราเห็นหลายๆ คนเปิดเผยกัน ถ้านับเริ่มมาตั้งแต่ปี 2012 ตอนนั้นบ้านเรามีเงินลงทุนประมาณ 70-80 ล้านบาท พอมาถึงปี 2013, 2014, 2015, 2016 มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเร็วมาก ตอนนี้รวมกันถึงหลักหมื่นล้าน ยังไม่รวมดีลใหญ่ๆ ระดับหลายพันล้านหมื่นล้านบาท อย่าง Lazada หรือ Ascend กับ Alibaba
​     ในส่วนของ Seed Stage Investing ก็มีความคึกคักมากขึ้นมาก เฉพาะกองทุน 500 TukTuks ของผมกับคุณกระทิง (กระทิง พูนผล) เรามีลงเงินไปใน 35 บริษัทแล้ว เริ่มเห็นว่า ecosystem เกิดขึ้นมาแล้ว นี่คือมองในแวดวงสตาร์ทอัพของพวกเรา แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ระดับทั้งสังคมว่านี่มันคือไทยแลนด์ 4.0 หรือเปล่า ต้องบอกว่ายังไม่ใช่เลย มันแค่ขี้ปะติ๋วของทั้งระบบเศรษฐกิจ สตาร์ทอัพไทยยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรในวงกว้าง ไม่ได้เพิ่มจำนวนการจ้างงาน เทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในอเมริกา บริษัทที่มีเวนเจอร์แคปิตอลหนุนหลังให้ คิดเป็น 70-80% ของตลาดหลักทรัพย์แล้ว แต่ตลาดบ้านเรายังไม่มีเลย ผมว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรง ต้องมี SME แข็งแรง แล้วก็มีสตาร์ทอัพแข็งแรง ที่มี VC เข้ามาแบ็ก ไม่มองไกลถึงอเมริกา มองแค่จีน เราก็จะเห็นเขามี Baidu, Alibaba, Tencent เป็นตัวอย่างของยักษ์ใหญ่แบบ VC backed แล้วเขาก็สามารถสร้างสตาร์ทอัพอะไรมากมายที่ไปแข่งขันในระดับโลกได้ หรือถ้าดูแค่ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนี้เราก็ยังเล็กกว่าสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เราน่าจะสูสีกับเวียดนาม เมื่อลองเทียบกับขนาดเศรษฐกิจโดยรวม เราถือเป็นเบอร์สองของ SEA แต่สตาร์ทอัพเราน้อยกว่าเขา แสดงว่าสถานะสตาร์ทอัพตอนนี้เรา under value อยู่ จึงมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปได้อีก มีหลายคนมองว่าสตาร์ทอัพไทยเราเป็นฟองสบู่แล้วนะ ซึ่งผมมองว่าเรา under value อยู่ด้วยซ้ำ เราต้องมองภาพใหญ่กว่าคือเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ประเทศอื่นเขาโตไปถึงไหนๆ แล้ว

เราต้องกลัวฟองสบู่สตาร์ทอัพไทยแค่ไหน
​     ลองดูแบบนี้ครับ ต่อให้สตาร์ทอัพไทยเจ๊งหมดทุกเจ้าในวันพรุ่งนี้ นับเป็นเงินจากนักลงทุนจริงๆ หลักไม่กี่พันล้านบาท ผมว่าเงินแค่นี้ไม่กระทบกระเทือนกับเศรษฐกิจไทยเท่าไรเลย เทียบกับเงินลงทุนของรัฐบาลในโครงการใหญ่ๆ ที่ล้มเหลวไป แต่ถ้าเรามีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมาได้จริงๆ กลับจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กับประเทศไทย นี่ควรจะถือเป็นวาระระดับประเทศแล้ว เพราะเทคสตาร์ทอัพจากต่างประเทศที่เข้ามา เราจ่ายเงินออกไปให้เขาแบบไม่รู้ตัว ทุกบริษัทของไทยตอนนี้จ่ายเงินบูสต์โพสต์เฟซบุ๊กกันหมด Uber และ Grab เข้ามากระทบกับแท็กซี่ไทย Airbnb ก็กระทบโรงแรม มันคือเงินทั้งนั้นที่ไหลออกไป ธุรกิจแบบใหม่ที่เข้ามา disrupt ธุรกิจในประเทศไทย ในท้ายที่สุดสตาร์ทอัพจากทั่วโลกจะเข้ามา disrupt ทุกๆ ธุรกิจในประเทศไทย สมมติว่า Ookbee เราประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เราก็อาจจะมีหนังสือออนไลน์เหลือรอดอยู่หนึ่งอินดัสทรีของสตาร์ทอัพไทย แต่อีบุ๊กมันเล็กน้อยมาก ยังมีเรื่องใหญ่ๆ ในประเทศอีกมากมายที่ต้องมีสตาร์ทอัพคนไทยเข้ามาเป็นคน disrupt มัน

คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่หันมาทำสตาร์ทอัพ ถ้าครึ่งหนึ่งของพวกเขากำลังจะล้มเหลวภายใน 5 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นการเสียโอกาสในชีวิตของเขาไหม
​     ต้องมองภาพใหญ่นะครับ การทำสตาร์ทอัพคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ล่องเรือออกไปค้นหาทวีปใหม่ คือ อีลอน มัสก์ พยายามส่งจรวดไปดาวอังคาร คือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สร้างโซเชียลมีเดียขึ้นมา เราไม่สามารถตีเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาได้ แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ ในสงครามโลกมีคนล้มตายกันเป็นเบือ ในการทดลองอะไรก็ต้องสูญเสียไปเท่าไร เรือนับร้อยนับพันก็ต้องล่มหายไปกลางทะเล กว่าจะมีใครสักคนได้ค้นพบทวีปใหม่ เราอาจจะต้องวัดความสำเร็จในระดับภาพใหญ่ อย่ามองแต่ความล้มเหลวในระดับปัจเจก เราจะอยู่กันแบบนี้ต่อไป กับธุรกิจแบบเดิม กับ pain ที่มีอยู่เดิม ในขณะที่ทุกประเทศในโลกนี้เขากำลังเร่งมือทำงานเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ เขาส่งจรวดกันไปถึงไหน โดยที่เรายังมีปัญหามากมายทั้งในเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ผมว่ามันคุ้มค่าที่จะได้ลองทำ
​     ยกตัวอย่างตัวเองด้วยก็ได้ เราเองก็เคยผ่านตรงนั้น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เด็กรุ่นใหม่ทั้งรุ่นจะยกขบวนกันมาทำสตาร์ทอัพทุกคน คงเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขาเรียนจบก็อยากหางานทำเพื่อรับเงินเดือน ถึงแม้จะเป็นเด็กที่บ้านรวยแล้วอยากทำสตาร์ทอัพ เขาก็ต้องรองรับแรงกดดันมหาศาลจากทางบ้านเหมือนกัน ยิ่งถ้าเห็นเพื่อนไปเรียนต่อเมืองนอกกันหมด กลับมาได้งานเงินเดือนดีๆ ในบริษัทระดับโลก เด็กสตาร์ทอัพก็กดดันเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าวันนี้ไม่มี Ookbee ก็คงไม่เป็นไรเลยกับประเทศนี้ ไม่มีใครเดือดร้อนอะไรนักหรอก สำนักพิมพ์หรือนิตยสารอะไรก็คงไปใช้บริการของแอมะซอนหรืออะไรทำนองนั้น
    แต่ในท้ายที่สุด เราอยากให้เห็นว่า ในภาพใหญ่ระบบเศรษฐกิจจะดำเนินไปโดยเงินอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ และยังมีธุรกิจอะไรที่เป็นของคนไทยบ้าง

เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร สไตลิสต์: Hotcake