HIGHLIGHTS:

  • ถ้าจะมีสิ่งไหนที่ได้เรียนรู้จากปี 2016 ก็คือ อย่าใช้ชีวิตกับอนาคต ศิลปินเกือบทุกคนที่เสียชีวิตในปีนี้ยังคงทำเพลงและออกทัวร์อยู่อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ Prince จะเสียชีวิต เขากำลังอัดเพลงใหม่อยู่ในสตูดิโอที่มินนิอาโปลิส ก่อน เดวิด โบวี จะเสียชีวิตเพียง 2 วัน เขาเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ Blackstar และกำลังแพลนที่จะออกทัวร์ หากสุขภาพของเขาดีขึ้น ไม่มีศิลปินคนไหนนั่งรอความตายอย่างเหงาๆ อยู่ที่บ้าน ไม่มีใครหยุดทำสิ่งที่พวกเขารัก
  • นี่คือ Playlist of the Fallen ประจำปี 2016 แม้ศิลปินเหล่านี้จะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณคิดถึง จงเปิดเพลงของพวกเขาดังๆ ครับ พวกเขาอยู่ในนั้น
     หากคุณเป็นคนที่รักในเสียงเพลง ปี 2016 ที่กำลังจะผ่านไปน่าจะเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดปีหนึ่งก็ว่าได้
     เพราะหากเรามานั่งดูลิสต์รายชื่อนักดนตรีที่จากเราไปในปีนี้ (ซึ่งยังเหลืออีก 5 วันนะ) จะเห็นได้ว่า ใครสักคนบนสวรรค์คงอยากจัดมิวสิกเฟสติวัล
     ที่จริงการจัดไลน์อัพของ ‘เฮฟเวนเฟสติวัล’ นั้นมีการคัดเลือกกันตั้งแต่ปี 2015 แล้วครับ เมื่อมือกีตาร์บลูส์ในตำนานอย่าง B.B. King ถูกเรียกขึ้นไปช่วยงานก่อนเพื่อน
     ตามมาด้วยมือเบสและนักร้องนำของวง Motörhead อย่าง Lemmy ที่ควรจะตายไปตั้งนานแล้ว หากดูจากการใช้ชีวิตซึ่งกินเหล้ามันทุกวี่ทุกวัน
     พอเข้าปี 2016 ข่าวการเสียชีวิตของนักดนตรีก็มีให้เห็นตลอด มีแทบจะทุกเดือนเลยก็ว่าได้
     ทั้งศิลปินเล็กใหญ่ นักร้อง มือกีตาร์ ซึ่งปีนี้มันเยอะมากจนผิดปกติ
     เว็บไซต์ The Mirror ของอังกฤษตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ปีนี้การเสียชีวิตของนักดนตรีนั้นไม่ได้มีมากกว่าปีก่อนหน้าแต่อย่างใด
     แต่เป็นเพราะข่าวคราวมันเข้าถึงเราได้ง่ายขึ้น ศิลปินที่เราไม่เคยรู้จักก็ถูกตีข่าวจนเรารู้สึกผูกพัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเขาตายไม่เคยฟังเพลงของเขาเลยด้วยซ้ำ
     อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานของ The Mirror ก็คือ ศิลปินที่เสียชีวิตนั้น ล้วนแต่มีอดีตที่โลดโผน มีช่วงชีวิตโด่งดังเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ดื่มเหล้าและเล่นยาอย่างหนักหน่วง
     สิ่งที่พวกเขาทำในอดีตนั้นค่อยๆ ส่งผลมาถึงชีวิตของพวกเขาในปัจจุบัน มันน่าเศร้าเหมือนกันนะครับที่เราต้องเสียฮีโร่ของเราหลายๆ คนไปด้วยสาเหตุดังกล่าว
     และผมมั่นใจว่าปีต่อๆ ไปก็จะมีการเสียชีวิตของนักดนตรีที่เรารักอีกเรื่อยๆ และเผลอๆ จะมากกว่าปีนี้เสียอีก
     เพราะฉะนั้น หากมีโอกาสดูพวกเขาแสดงสดได้ จงไปดูครับ หากเขาไม่มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราก็เก็บเงินสักก้อนแล้วบินไปดูพวกเขาซะ ก่อนที่พวกเขาจะไม่อยู่ให้เราได้ดู
     ผมโชคดีที่ได้ดู Lemmy ก่อนเขาเสียชีวิตเพียงไม่กี่เดือน ผมมีโอกาสได้ดู Earth, Wind & Fire เมื่อครั้งที่เขามาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเรา ก่อนที่หลังจากนั้น 4 ปี นักร้องของวงก็เสียชีวิต
     ผมเสียดายและโทษตัวเองอยู่เสมอที่ปฏิเสธโอกาสที่จะได้ดูคอนเสิร์ตของ จอร์จ ไมเคิล (George Michael) หนึ่งในนักร้องสายป๊อปที่ผมชื่นชอบที่สุด
     ผมเคยมีบัตรคอนเสิร์ต The Eagles ในมือ แต่ดันเห็นงานสำคัญกว่าจนไม่ได้ไปดู เพราะคิดเอาเองว่าเดี๋ยว ‘สักวัน’ ก็คงได้ดู
     ...แต่คำว่า ‘สักวัน’ มันเป็นคำที่ทำลายฝันของคนมาเยอะแล้วครับ
ถ้าจะมีสิ่งไหนที่ผมเรียนรู้จากปี 2016 ก็คือ อย่าใช้ชีวิตกับอนาคต
     ศิลปินเกือบทุกคนที่เสียชีวิตในปีนี้ยังคงทำเพลงและออกทัวร์อยู่อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ Prince จะเสียชีวิตเขากำลังอัดเพลงใหม่อยู่ในสตูดิโอที่มินนิอาโปลิส ก่อน เดวิด โบวี จะเสียชีวิตเพียง 2 วัน เขาเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ Blackstar และกำลังแพลนที่จะออกทัวร์หากสุขภาพของเขาดีขึ้น
     ไม่มีศิลปินคนไหนนั่งรอความตายอย่างเหงาๆ อยู่ที่บ้าน ไม่มีใครหยุดทำสิ่งที่พวกเขารักเพื่อคนที่เขารักเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งคนที่เขารักก็คือพวกเรา--แฟนเพลงทุกคนนี่แหละครับ
     หากจะมีสิ่งไหนที่เราสามารถทำให้กับศิลปินที่จากเราไปแล้ว สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นการส่งต่อเพลงของเขาครับ
     ผมยังจำวันแรกที่คุณน้าของผมเอาแผ่นเสียง เลด เซปเพลิน (Led Zeppelin) มาให้ พร้อมทั้งเล่าประวัติของวงอย่างตื่นเต้นให้ผมฟังได้อยู่เลย เป็นเพราะวันนั้นแหละครับที่ทำให้ผมชื่อชอบ เลด เซปเพลิน
     การแนะนำเพลงที่เราชอบให้กับเพื่อนๆ หรือใครก็ตามเป็นเรื่องสนุกครับ ยิ่งถ้าเกิดคนที่เราแนะนำไปกลายมาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวงนั้นๆ เพราะเรา ก็ยิ่งเป็นความฟินอย่างสูงสุด
     ผมเชื่อว่าคงมีหลายๆ คนที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับเพลงของศิลปินที่จากเราไปในปี 2016 นี้ นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำเพลย์ลิสต์แนะนำเพลงของพวกเขาให้ทุกคนได้ฟังกัน
     และนี่คือ Playlist of the Fallen ประจำปี 2016 ครับ พวกเขาอาจจะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณคิดถึง จงเปิดเพลงของพวกเขาดังๆ ครับ พวกเขาอยู่ในนั้น

1. Leon Russell (74) - A Song for You

 
     ลีออนเป็นศิลปินระดับตำนาน เขาเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
     เขาเป็นนักดนตรี นักร้อง นักเปียโน และนักแต่งเพลงชื่อดัง เคยร่วมงานกับยอดฝีมือท่านอื่นๆ อย่าง เซอร์ เอลตัน จอห์น และ The Beach Boys
     เพลงที่ผมเลือกมาเป็นหนึ่งในเพลงฮิตของเขาที่ชื่อว่า A Song for You เพลงบัลลาดที่แสนไพเราะ
     โดยผมเลือกเวอร์ชัน Live ซึ่งลีออนได้เล่นไว้เมื่อปี 2011 ในงาน Rock & Roll Hall of Fame
     จุดเด่นของเวอร์ชันนี้นอกจากจะเป็นการร้องที่ยอดเยี่ยมของลีออนแล้ว ก็ยังได้ จอห์น เมเยอร์ มาช่วยโซโล่กีตาร์ได้หวานเจี๊ยบด้วยครับ    

2. Colin Vearncombe (53) - Wonderful Life


     คอลิน เวียร์นคอมบ์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม Black เป็นศิลปินชาวอังกฤษที่โด่งดังในยุค 80s
     เพลงฮิตของเขาซึ่งคนอายุ 30 ขึ้นไปน่าจะคุ้นเคยก็คือเพลงชื่อ Wonderful Life นั่นเอง เคยมีนักข่าวเรียกเขาว่าเป็น ‘One Hit Wonder’
     คอลินตอบกลับได้อย่างยอดเยี่ยมและจริงใจว่า “เพลงเดียวผมก็มีกินตลอดชาติแล้วครับ”
     ลองฟังดูครับ กับเพลงอิเล็กทรอนิกอ่อนๆ ที่มีกลิ่นเรโทรอยู่เต็มเปี่ยม
  

3. Leonard Cohen (82) - Waiting for the Miracle

     การอธิบายแนวเพลงของ เลโอนาร์ด โคเฮน นั้นยากพอสมควร เวลาใครถามผมจะบอกไปสั้นๆ ว่า เป็นแนวดนตรีที่โคตรเท่!
     ดนตรีเท่ๆ ดาร์กๆ ที่มาพร้อมกับเสียงกึ่งร้องกึ่งพูดของเลโอนาร์ดนั้นไม่มีใครเหมือน เพลงที่เราน่าจะรู้จักกันมากที่สุดของเขาก็น่าจะเป็น Hallelujah ที่เคยได้ เจฟฟ์ บักลีย์ (Jeff Buckley) มาคัฟเวอร์
     แต่ผมแนะนำให้ลองฟังเพลงยุคเก่าๆ ของเขาดูครับ เพราะมันดีมากจนไม่อยากให้มองข้าม
     เพลงที่ผมเลือกมาคือเพลงชื่อ Waiting for the Miracle ซึ่งเป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้มชื่อ The Future (1992) รวมถึงอัลบั้มซาวด์แทร็กของภาพยนตร์เรื่อง Natural Born Killers
     ลองใช้หูของคุณสัมผัสความนุ่มของเสียงกันครับ
    

4. David Bowie (69) - Life on Mars


 
     เดวิด โบวี เป็นนักดนตรีที่ได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น เขาสามารถทำเพลงตลาดจ๋าๆ ที่ยังคงความเท่ได้ดีพอๆ กับทำเพลงที่ฟังยากจนหลุดโลก
     แต่ไม่ว่าเขาจะทำเพลงแบบไหนออกมา ความอัจฉริยะของเขาจะถูกพูดถึงและจดจำไปอีกนานเท่านาน เป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่สร้างแนวทางของตัวเองได้ชัดเจน
     เราสามารถบอกได้ว่าเพลงไหนเป็นของเขาได้จากการฟังเพลงไม่กี่วินาที สิ่งนี้แหละคือเป้าหมายของศิลปินและนักดนตรีทุกคนในโลก ซึ่งเดวิด โบวี ทำได้ และทำได้มาตั้งนานแล้วด้วย
     เพลง Life on Mars ที่ผมเลือกมานั้นเป็นเพลงเปียโนบัลลาดเพราะๆ ซิงเกิลนี้ออกมาเมื่อปี 1971 และเป็นเพลงที่มีนักวิจารณ์บอกว่า มีเนื้อเพลงที่หลุดโลกที่สุดราวกับภาพวาดของ ซัลวาดอร์ ดาลี
     แม้จะแปลกประหลาดขนาดไหน แต่ก็โคตรเพราะครับ

5. Maurice White (74) - September


 
     มอริส ไวต์ คือหนึ่งในสมาชิกของวงสุดฟังกี้ Earth, Wind & Fire ซึ่งเป็นวงที่ทำได้ทั้งเพลงโจ๊ะและเพลงบัลลาดหวานๆ
     รู้จักเพลง After the Love Has Gone ไหมครับ นั่นแหละครับเพลงของพวกเขาและคนที่รับหน้าที่โปรดิวซ์ก็คือ มอริส ไวต์ คนนี้แหละครับ
     แต่ผมขอเลือกเพลงเร็วหน่อยละกัน เนื่องจาก 4 เพลงก่อนหน้านี้นี่ช้าล้วนๆ
     ผมเลือกเพลง September ที่หลายๆ ท่านน่าจะรู้จักกันดี เรียกว่าหากต้องการความฟังกี้บนฟลอร์เต้นรำละก็ ขอให้ไว้ใจเพลงๆ นี้ได้เลยครับ

6. Dale Griffin (67) - All the Young Dudes


 
     เดล กริฟฟิน เป็นสมาชิกของวงดนตรีแกลมร็อกชื่อ Mott the Hoople และเป็นหนึ่งในมือกลองที่ร้ายกาจที่สุดคนหนึ่งของเกาะอังกฤษ
     เขาอาจจะไม่ใช่คนที่โด่งดังเหมือนกับนักร้อง แต่จังหวะของวงนั้นถูกสร้างโดยฝีมือการตีกลองของเขาครับ
     เพลงที่ผมเลือกมาอยู่ในลิสต์เป็นเพลงฮิตของวงที่ชื่อว่า All the Young Dudes โดยเพลงนี้ได้อีกหนึ่งศิลปินที่จากไปในปีนี้มาโปรดิวซ์ให้ คนคนนั้นคือ เดวิด โบวี ครับ
     เพลงนี้ถือเป็นเพลงเปลี่ยนชีวิตของวงเลยก็ว่าได้ ก่อนที่เพลงนี้จะโด่งดัง Mott the Hoople เป็นวงที่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ดังซะที แต่หลังจากซิงเกิลฮิตเพลงนี้ ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมครับ

7. Prince (57) - Purple Rain


 
     โอว... ผมไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเลย เพราะเขาคือศิลปินที่ผมชื่นชอบมากที่สุด และผมยังเชื่ออีกด้วยว่า Prince เป็นนักดนตรีที่เก่งที่สุดในโลกมนุษย์
     เขาเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด เขาโปรดิวซ์และเล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นในงานชุดแรกของเขา...ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น
     Prince เป็นคนที่ 10,000 ชาติ จะมีโผล่มาสักคน ความสามารถของเขานั้นมักโดนมองข้าม เพราะภาพลักษณ์ที่โคตรแปลก แต่เชื่อเถอะครับ คนคนนี้คืออัจฉริยะในทุกๆ มิติ
     เพลง Purple Rain เป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดของเขา ลองฟังกีตาร์โซโล่ท้ายเพลงดูนะครับสำหรับมือกีตาร์ทั้งหลาย นี่แหละโซโล่ระดับโลกที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

8. George Michael (53) - One More Try


 
     เช้าตรู่วัน Boxing Day ตามเวลาประเทศไทย และคืนวันคริสต์มาสตามเวลาประเทศอังกฤษ
     จอร์จ ไมเคิล หนึ่งในสองสมาชิกวง Wham! ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่บ้านพักของเขาที่ออกซ์ฟอร์ดเชียร์
     ผมจัดให้เขาเป็นนักร้องที่ผมชอบที่สุดเคียงข้าง Chris Cornell (Soundgarden) และ Jimmy Gnecco (Ours) ผมมีโอกาสฟังเพลงของเขามาตลอดชีวิต
     ปี 1984 ผมอายุ 6 ขวบ และมันเป็นปีที่สำคัญกับผมมากๆ เพราะมีโอกาสได้ม้วนวิดีโอจากน้าที่อยู่ต่างประเทศม้วนหนึ่ง
     ในวิดีโอม้วนนั้นเต็มไปด้วยมิวสิกวิดีโอจากฝั่งอังกฤษ มันเปิดโลกการฟังเพลงของผมสุดๆ และเป็นที่แรกที่ทำให้ผมรู้จักวง Wham! ที่มีเพลงฮิตอย่าง Careless Whisper
     และ Wake Me Up before You Go Go
     หลังจากนั้นไม่กี่ปี Wham! ก็วงแตก และจอร์จก็ไปออกอัลบั้มเดี่ยวชื่อ Faith ผมรีบไปซื้อเทปม้วนนั้นทันทีและฟังมันทั้งวี่ทั้งวัน  
     อัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองชื่อ Listen Without Prejudice Vol. 1 ออกตามมาในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น ซึ่งแน่นอนผมรีบไปซื้อมาฟังเช่นกัน และมันก็กลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ผมชอบมากที่สุดตลอดกาลชุดหนึ่ง
     การเลือกเพลงของ จอร์จ ไมเคิล เพียงเพลงเดียวเป็นสิ่งที่ยากมากๆ แต่ถ้าต้องเลือก ผมคงจิ้มไปที่ One More Try จากอัลบั้ม Faith เนื่องจากเป็นเพลงที่โชว์สกิลการร้องของเขามากที่สุด
     ดนตรีในเพลงมีเพียงคีย์บอร์ด และกลองไฟฟ้าที่ตีเบาๆ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเสียงอันทรงพลังของเขาครับ

 
     และนี่ก็คือเพลย์ลิสต์ของนักดนตรีที่จากไปประจำปี 2016
     ที่จริงแล้วยังมีศิลปินอีกหลายคนที่เสียชีวิตในปีนี้ที่ผมไม่ได้นำมาใส่รวมในลิสต์นะครับ เอาไว้โอกาสหน้าจะกลับมาเก็บให้ครบแน่นอน
     นอกจากนั้นชาวไทยทุกคนต้องไม่ลืมด้วยว่า ปีนี้เราได้สูญเสียพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่องและยังทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีด้วยเช่นกัน
     สรุปก็คือปี 2016 ไม่ใช่ปีที่ดีของวงการดนตรี แต่ผมยังเชื่อว่าการจากลานั้นเป็นเรื่องปกติที่เราต้องพบเจอ สิ่งที่สำคัญคือเราจะทำยังไงให้การจากลานั้นไม่น่าเสียดาย
     โดยไม่มาเสียดายว่า ‘น่าจะได้ดู’ ‘น่าจะได้เจอ’ ‘น่าจะได้ฟัง’
ถ้าให้ผมแนะนำก็อยากจะบอกว่า ‘จงไปดู’ ‘จงพยายามไปเจอ’ และ ‘จงหาฟัง’ ครับ
     เพราะดนตรีนั้นไม่มีข้อเสียแม้แต่ข้อเดียวจริงๆ สิ่งเดียวที่ผมเสียดายคือศิลปินที่จากเราไปแล้วจะไม่มีเพลงใหม่ๆ มาให้ผมได้ฟัง เด็กรุ่นต่อๆ ไปอาจจะลืมการมีอยู่ของพวกเขา
     แต่เพลงเก่าๆ ที่มีอยู่แล้วของศิลปินเหล่านี้แหละครับ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเพลงของพวกเขาไม่มีวันตาย