HIGHLIGHTS:

  • พูดคุยกับ เมธี อนันต์ และสมเมย์ สมาชิกวง LABANOON ถึงการเตรียมความพร้อมของ ‘Labanoon Concert เปิดกล่อง’ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 20 ปี
     ความฝันของนักดนตรีล้วนแต่อยากมีคอนเสิร์ตใหญ่กลางฮอลล์ที่เต็มไปด้วยแฟนเพลงระดับเดนตายที่เตรียมกระโดดและร้องเพลงคลอไปด้วยกัน แต่ความฝันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายขนาดนั้น
     เมื่อพูดถึง LABANOON ที่ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยาวนานถึง 20 ปีกับ 8 สตูดิโออัลบั้มในการสะสมเพลงฮิต สะสมแฟนเพลง และเติมเต็มเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต จนกระทั่งพาตัวเองมาถึง ‘คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในฐานะนักดนตรี’
     แน่นอนว่าแฟนเพลง LABANOON มีไม่น้อย และพร้อมแล้วกับ ‘Labanoon Concert เปิดกล่อง’ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในรอบ 20 ปี
     ว่าแต่...ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่จะเริ่มขึ้น อยากรู้ไหมว่าหลังจากผ่านมา 20 ปี วันนี้พวกเขาคิดอะไร?
 

"ผมเชื่อเรื่องการกระทำที่ดี ถ้าคุณคิดดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ ทำทุกงานด้วยความจริงใจ
บางงานอาจจะไม่ได้สตางค์ก็ไม่เป็นไร บางครั้งผลตอบแทนที่กลับมามันอาจยิ่งใหญ่มากกว่าสิ่งที่เรียกว่าเงินทองก็ได้”
- เมธี


 
คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกใกล้เข้ามาทุกที มาเช็กความพร้อมกันหน่อยไหมว่ากายใจตอนนี้ของพวกคุณพร้อมแค่ไหน  
เมธี:
เราค่อนข้างจะเตรียมตัวกันหนักมาก เพราะคิดว่ามันเป็นโอกาสแรกในรอบ 20 ปีของเรา เลยอยากทำให้ดีที่สุด ยิ่งด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในการจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่มีทางรู้เลยว่ามีครั้งนี้แล้วต่อไปจะมีอีกหรือเปล่า ในเมื่อมีโอกาส เราก็อยากทำให้คนจดจำได้ว่าคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของลาบานูนเป็นแบบนี้ ฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างทั้งร่างกายและจิตใจ
     ผมเริ่มต้นจากการกลับไปนั่งฟังเพลงเก่าๆ เพื่อลองแทนความรู้สึกแฟนคลับรุ่นแรกของลาบานูนตั้งแต่ 19 ปีก่อน เขาอยากจะฟังเพลงอะไร อยากจะเห็นพวกเราร้องและเล่นดนตรีบนเวทีแบบไหน นอกจากนั้นเราก็กลับมามองตัวเองว่าตลอด 19 ปีที่ผ่านมา เราอยากจะนำเสนอสิ่งที่พิเศษมากๆ และเป็นสิ่งที่คุณจะไม่เคยเห็นจากพวกเราในโชว์ปกติ ซึ่งเราก็ตั้งชื่อคอนเสิร์ตกันไว้ว่า ‘LABANOON CONCERT เปิดกล่อง’ ชื่อนี้เริ่มต้นมาจาก ‘ลาบานูน’ ที่แปลว่า ‘นมสด’ เรานึกถึงความรู้สึกเวลาจะกินนม ก่อนอื่นก็ต้องเปิดกล่อง เช่นกันกับครั้งนี้ที่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของเรา มันก็เหมือนกับการเปิดกล่องครั้งแรกของพวกเราด้วย จริงๆ กว่าจะได้ชื่อนี้มาก็คิดกันอยู่นาน คิดกันอยู่หลายแบบนะครับ บางคนเสนอมาว่า ‘นานนม’ พลิกกลับมา ‘นมนาน’ (หัวเราะ)
อนันต์: บางคนก็เสนอว่า 19 ปีวงลาบานูน ถ้างั้นชื่อ 191 หรือ 19+1 คอนเสิร์ตดีไหม แต่สุดท้ายสรุปกันว่าชื่อเปิดกล่อง น่าจะดีที่สุด ส่วนการเตรียมตัว สำหรับผมคงเป็นการรวบรวมข้อมูลครับ เพราะถ้านับจากที่เราเริ่มต้นประกวดดนตรีฮอตเวฟ มิวสิก อวอร์ดส์ ในปี 2540 จนมาถึงตอนนี้ในปี 2560 เราอยู่กับเส้นทางดนตรีและแฟนเพลงมา 20 ปีแล้ว วงของเราอาจจะมีแฟนเพลงหลายยุค บางคนอาจจะทันฟังตั้งแต่ชุดแรก ส่วนชุดหลังๆ อาจจะเป็นแฟนเพลงรุ่นใหม่ ถ้างั้นในคอนเสิร์ตก็อาจจะต้องมีเพลงทั้งสองส่วนมาผสมกัน อย่างผมเองลูกเบสบางลูกที่หลังๆ ไม่ค่อยได้เล่นก็ต้องกลับไปรื้อฟื้น คือเรียกว่าใช้เวลาทบทวนพอสมควรเลยครับว่าจะทำยังไงให้มันออกมาเป็นคอนเสิร์ต ‘นมสด’ แบบลาบานูนที่ครบรสและกลมกล่อมมากที่สุด
เมธี: ความจริงตอนแรกที่รู้ว่าพวกเราได้ทำคอนเสิร์ตใหญ่ ความรู้สึกตอนนั้นมันหลายอย่างมาก แน่นอนว่าคอนเสิร์ตใหญ่ก็อยากมี เพราะมันเป็นความฝันของนักดนตรีทุกคน แต่ในเวลาเดียวกันมันก็มีความกลัว มีคำถามอยู่ในใจเยอะเหมือนกันว่าจัดแล้วจะมีคนซื้อบัตรมาดูเราไหม จัดแล้วต้องทำอะไรต่อ ต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้มันเป็นสิ่งใหม่และเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของพวกเรา อย่างพอมีข่าวว่าเราจะเล่นคอนเสิร์ตที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ก็มีคนถามว่าสถานที่เล็กไปไหม ความจริงจะเล็กหรือใหญ่ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่มันเป็นสถานที่ที่มีสตอรี เล่นที่นี่แล้วมันให้ความรู้สึกใกล้ชิดเหมือนอย่างที่วงรุ่นพี่ๆ เราเคยเล่นมา
     อีกอย่างบางครั้งลาบานูนไปเล่นงานกลางแจ้ง คนเข้ามาดู 3-4 หมื่นเรายังเฉยๆ นะ แต่พอเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ ถึงจำนวนคนดูอาจจะเท่ากัน มันก็ยิ่งใหญ่สำหรับกระบวนการคิด ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตทั้งชีวิต กับเรื่องราวทั้งหมดตลอด 19 ปี เราทุ่มให้งานนี้ทั้งหมดเลย แล้วถ้าทำมันจะออกมายังไง มันจะแตกต่างจากโชว์ที่ผ่านมาไหม คิดแม้กระทั่งว่าเราจะไหวไหม หรือเล่นดนตรีอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็สบายดีแล้ว เพราะงานจ้างเราก็มี แต่ในฐานะศิลปินคนหนึ่ง เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าแฟนคลับจริงๆ ของวงลาบานูนมีอยู่กี่คนกันแน่ อย่างปกติเราไปโชว์งานกาชาด มันก็เหมือนเป็นงานประจำปีของจังหวัด เราไปเล่นตามร้านกลางคืน มันก็คืออารมณ์ของคนมาเที่ยว แต่คอนเสิร์ตใหญ่มันเป็นงานของเราจริงๆ แล้วลองดูซิว่าถ้าตั้งใจทำแล้วจะมีคนมาดูเราสักกี่คน กับแฟนเพลงที่ควักเงินซื้อบัตรราคาหลักพันเพื่อเข้ามาดูเราจริงๆ
 

การปรับเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้างาน เรื่องประสบการณ์และความเก๋าสำคัญมาก
อย่างบางคอนเสิร์ตคนน้อย บางครั้งเจอคนตีกัน
ความเก๋าที่ผมเห็นจากพี่ๆ คือการแก้ไขสถานการณ์


 
ตอนนี้พวกคุณมีเพลงใหม่ให้เล่น เกิดกลุ่มแฟนเพลงใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นการเดินทางรอบใหม่ในอายุที่มากขึ้น ความรู้สึกของการออกทัวร์หรือขึ้นเวทีไปเล่นดนตรีมันต่างไปจากตอนออกอัลบั้มแรกๆ ไหม
เมธี:
ความรู้สึกโดยรวมไม่ได้แตกต่าง แต่ที่เปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นอายุแฟนคลับและสถานที่ที่เราไปเล่น แฟนเพลงรุ่นใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยฟังเพลงในยุคแรกๆ แต่เขาเติบโตมาท่ามกลางเพลง เชือกวิเศษ หรือกับเพลงใหม่ๆ ในอัลบั้มชุดล่าสุด อีกสิ่งที่เป็นบทเรียนให้กับพวกเราคือ ลาบานูนโชคดีที่ได้เห็นวิวัฒนาการวงการเพลงมาตลอด ตั้งแต่ยุคที่อัดเพลงกันสดๆ อัดเสร็จก็ผลิตออกมาเป็นเทปคาสเซตต์ จากนั้นก็เริ่มผลิตออกมาเป็นซีดี มีการเกิดขึ้นของ MP3 แต่เราก็อยู่มาได้จนถึงยุคริงโทน ยุคดาวน์โหลด และตอนนี้มาถึงยุคเช็กยอดวิวในยูทูบ (หัวเราะ) ลองเราพูดถึงยุคเทป ไม่แน่เด็กสมัยนี้อาจจะถามกลับมาว่ามันคืออะไร แต่ลาบานูนโชคดีที่ได้เห็นและได้คลุกคลีกับบรรยากาศทางดนตรีเหล่านี้ทั้งหมด เราได้เห็นวิวัฒนาการเพลงจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง จากยุคอัลเทอร์เนทีฟ ไปสู่ยุคอีโม ยุคสกา ถึงจะดังมากดังน้อย แต่เราก็ผ่านทุกยุคมาได้ (หัวเราะ)   
อนันต์: บางยุคอยู่หลังห้องบ้าง อยู่หน้าห้องบ้างก็ว่ากันไป แต่ถ้าทุกยุคมีการเช็กชื่อ ก็ต้องบอกว่า “ลาบานูน มาครับ” (หัวเราะ)
เมธี: ผมจำได้ว่าพวกเราหยุดทำวงกันตอนปี 2549 แล้วหลังจากนั้นก็กลับมาทำคลิปเล่นๆ แบบใต้ดิน ไม่ได้โปรโมตปี 2553 นับถึง 2560 ก็ 7 ปี
อนันต์: ซึ่งช่วงที่หยุดไป เราก็ไม่ได้คิดแค่ว่าจะหยุดพักไป 1-2 ปีนะ แต่หยุดแบบไม่มีกำหนดเลย เพราะต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปทำงาน เราอยากจะลองไปทำอย่างอื่นกันดูบ้าง
เมธี: แต่บังเอิญโชคดีที่ลาบานูนเป็นวงที่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก เวลาจะตัดสินใจทำอะไรเราเลือกจากความรู้สึก คือถ้าเป็นคนคิดมาก ไม่แน่เราอาจจะไม่ได้กลับมาทำอัลบั้ม ไม่ได้เข้ามาอยู่กับค่ายเพลงจีนี่ เรคคอร์ดส์ เพราะวงเราอายุเยอะแล้วนะ แล้วเราก็หายไปนาน การจะกลับมาก็ต้องคิดว่าทำเพลงแล้วคนรุ่นใหม่ๆ เขาจะฟังเหรอวะ แต่พอตัดสินใจจากความรู้สึกว่าเรายังอยากทำเพลง แล้วทำมันให้มีความสุข เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเพลงใหม่ที่กำลังแต่งคนจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ช่วงเวลาที่เราหายไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราอยากจะกลับมาเล่าให้ฟังว่าในวันที่เราท้อ ในวันที่ห่างหายไป เราไปเจอกับอะไรมาบ้าง ซึ่งโชคดีมากที่ทางจีนี่ เรคคอร์ดส์เปิดโอกาสให้ เราก็ยิ่งอยากทำให้มันเต็มที่ที่สุด โดยเริ่มต้นจากการไม่คาดหวังอะไรเลย เราอยากเริ่มต้นด้วยการลืมทุกอย่าง ลืมไปก่อนเลยว่าครั้งหนึ่งลาบานูนเคยขายอัลบั้มได้ 1 ล้านตลับ ตอนนี้เราคือวงใหม่ อยากจะเริ่มต้นทำเพลงใหม่  
  
ดูจากอะไรถึงรู้ว่าเพลงใหม่กำลังฮิต จากยอดวิวเหรอ หรือจากกระแส
สมเมย์:
ผมไม่เคยดูจากยอดวิวครับ ดูจากเด็กแถวบ้านถ้าร้องได้นี่ผมมั่นใจแล้วว่ามาแน่ (หัวเราะ)
อนันต์: แล้วทำไมเด็กแถวบ้านถึงร้องได้
สมเมย์: เพราะผมเปิดให้ฟัง (หัวเราะ) เรื่องจริงคือเวลากลับบ้านเด็กๆ จะบอกว่าชอบเพลง เชือกวิเศษ ชอบเพลง แพ้ทาง บางคนยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่เลย เราก็ไม่อยากเชื่อว่าเด็กฟังเอง หรือพ่อแม่เขาเปิดฟังแล้วเด็กไปได้ยิน

จริงๆ คาแรกเตอร์วงลาบานูนนี่ดูสุภาพเรียบร้อยกันมากเลยนะครับ การอยู่ในวงการดนตรีมาระดับ 19 ปีนี่ไม่ได้ทำให้พวกคุณอยากจะทำตัวให้ดูเก๋าขึ้นบ้างเลยเหรอ  
เมธี:
ความเก๋าเนี่ยมันแล้วแต่มุมมองของคนนะ อย่างผมมองว่าการทำตัวสุภาพ นอบน้อมถ่อมตนนี่แหละคือความเก๋า เราเองเวลาเห็นคนที่สุภาพเรายังชอบ แล้วทำไมเราถึงไม่เอาสิ่งนั้นมาทำล่ะ คือทำแล้วเขาจะชอบเราหรือเปล่าไม่รู้นะ แต่แค่เขาไม่เกลียดเราก็พอแล้ว
อนันต์: แล้วพอเจอคนแบบที่เมธีบอกผมประทับใจนะ อย่างครั้งหนึ่งผมเคยเจอพี่หนุ่ย-อำพล ลำพูน ซึ่งในวงการดนตรีเชื่อว่าทุกคนยอมรับว่าเก๋า แต่พอได้เจอตัวจริง เขาเป็นกันเองมาก สุภาพมาก พูดเล่นหยอกล้อกับเรา ด้วยความที่เราเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่สมัยวงไมโครอยู่แล้ว พอเจอแบบนี้เราก็ยิ่งประทับใจคูณสอง รักมากขึ้น ชื่นชอบมากขึ้น ที่สำคัญคือเขาอยู่ในวงการมานานกว่าเราอีก เขายังไม่ทำตัวแบบนี้ แล้วพอย้อนกลับมาดูวงของตัวเอง ยิ่งวงเราไม่ใช่วงดนตรีประเภทที่หน้าตาหล่อ เพราะแก่นแท้ของวงเราจริงๆ เกิดจากการที่คนชื่นชอบด้วยเพลง เราก็ควรที่จะเก๋าด้วยเพลง เก๋าด้วยดนตรี ดีกว่าจะโชว์เก๋าในเรื่องการวางตัว
สมเมย์: จริงๆ แล้วผมมองความต่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าคือ ‘ความเก๋า’ ด้วยตัวมันเองอยู่แล้วครับ คือต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้เก่งๆ เยอะมาก แต่พออยู่บนเวทีจริงๆ เก่งอย่างเดียวไม่พอนะครับ อย่างการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้างาน เรื่องประสบการณ์และความเก๋าสำคัญมาก อย่างบางคอนเสิร์ตคนน้อย บางครั้งเจอคนตีกัน ความเก๋าที่ผมเห็นจากพี่ๆ คือการแก้ไขสถานการณ์ รู้จักวิธีการเปลี่ยนสคริปต์ วิธีการพูดคุยกับผู้ชมที่เข้ามาดู ซึ่งบางทีพี่เมธีก็อิมโพรไวส์สดๆ ของแกเองเลย ซึ่งถ้าเป็นผมก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไงเหมือนกันนะ
 

เราได้เห็นวิวัฒนาการเพลงจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง
จากยุคอัลเทอร์เนทีฟ ไปสู่ยุคอีโม ยุคสกา
ถึงจะดังมากดังน้อย แต่เราก็ผ่านทุกยุคมาได้


 
วงลาบานูนมีสมาชิกทั้งหมด 3 คน ถ้าจะมีใครอีกสักคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหมือนเป็นสมาชิกคนที่ 4 พวกคุณคิดว่าเขาคนนั้นน่าจะเป็นใคร
เมธี:
จริงๆ แล้วเวลาทัวร์คอนเสิร์ต ผมจะพยายามบอกอยู่เสมอว่าวงลาบานูนมีสมาชิกคนที่ 4 อยู่เบื้องหลังตลอด นั่นก็คือเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเราทุกคน แล้วเวลาจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ต เราจะพยายามบิลด์ตัวเองอยู่เสมอว่าทุกคนที่ซื้อบัตรเข้ามาดูคือสมาชิกคนที่ 4 ของพวกเราลาบานูน
อนันต์: ผมคิดว่าน่าจะเป็น พี่กบ-ขจรเดช พรมรักษา (มือกลองและนักแต่งเพลงวงบิ๊กแอส) เพราะว่าเขาคือคนที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เริ่มต้น พี่กบคือคนที่เขียนเพลง หนักใจ เพลงช้าเพลงแรกของวงให้กับพวกเรา จนกระทั่งอัลบั้มล่าสุด พี่กบก็ยังเป็นคนเขียนเพลง เชือกวิเศษ ให้กับวง ที่สำคัญคือเขาเป็นรุ่นพี่ที่คอยให้คำแนะนำ คอยเตือน คอยปลุกของให้กับสมาชิกทุกคนในวง
เมธี: จะว่าไปเขาก็เหมือนเป็นโค้ชที่คอยดึงศักยภาพของพวกเราออกมา เพราะมีพี่กบ มันเลยทำให้ความมั่นใจของเราออกมา เพราะมีพี่กบ ทุกคนเลยรู้ว่าเรามีความสามารถว่ะ คือคนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่พี่กบมองเห็นว่าวงนี้มีของบางอย่างที่ยังไม่ได้เอาออกมา
อนันต์: หรือในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ของวง พี่กบก็เป็นคนคอยชี้แนะให้ ปกติวงดนตรีต่างๆ จะต้องมีคนคอยเบรก คอยเตือน วงเราก็มีเขานี่แหละ ไม่อย่างนั้นลาบานูนอาจจะหลุดไปไหนไกลแล้วก็ได้  
เมธี: ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งเวลาโดนพี่กบด่า เพราะถ้าเขาไม่พูด เราจะไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเดินหรือแนวทางที่วงกำลังเป็นมันหลงหรือเปล่า ฉะนั้นเราก็ต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่สักคนหนึ่งที่คอยติง คอยติ คอยแนะนำพวกเราด้วยความรัก
สมเมย์: ผมคิดว่าเป็นแม่ผมนะ เมื่อก่อนผมเป็นเด็กเกเร แต่เชื่อไหมว่าตั้งแต่เกิดมา ต่อให้เกเรขนาดไหน แม่ไม่เคยตีผมเลยนะ ผมถึงรู้สึกว่าแม่เป็นคนที่ทั้งเข้าใจ ให้อภัย สั่งสอน และสิ่งสำคัญคือพร้อมจะยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นทุกอย่าง
เมธี: ผมจำได้ว่าช่วงที่พวกเราต้องลดน้ำหนักกัน แม่ของสมเมย์ก็ให้กำลังใจทุกคน หุงข้าวให้ผมกิน หรือในช่วงที่คุณแม่ของอนันต์ยังมีชีวิตอยู่ เวลาเราไปซ้อมดนตรี แม่ของอนันต์เขาก็จะทำกับข้าวให้กิน มันเป็นความรู้สึกที่อยากให้กำลังใจลูก แล้วนอกจากลูกตัวเองก็ยังมีเพื่อนร่วมวงของลูก ซึ่งท้ายที่สุดมันเหมือนเราอยู่กันเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีวงลาบานูนเป็นศูนย์กลาง ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่เหนือกว่าความเป็นวงดนตรี เราอยู่กันด้วยความเข้าใจ
อนันต์: ผมว่าพวกเราอยู่ด้วยกัน เป็นห่วงกันจนเหมือนเครือญาติไปแล้ว ไม่ใช่แค่นักดนตรีมาอยู่รวมกัน
เมธี: อีกอย่างแม่เขาจะพยายามบอกเมย์ว่าจะทำอะไรให้นึกถึงวง เคารพนโยบายวง เพื่อให้วงเดินหน้าต่อไปได้ คือผมมีความเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ด้วยการกระทำที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องเพลงอย่างเดียวหรอกที่จะทำให้นักดนตรีดังได้ อย่างแรกคือไม่อธรรมกับใคร ไม่ไปเบียดเบียนใคร
 

เวลาทัวร์คอนเสิร์ต ผมจะพยายามบอกอยู่เสมอว่าวงลาบานูนมีสมาชิกคนที่ 4 อยู่เบื้องหลังตลอด นั่นก็คือเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเราทุกคน


ส่งท้ายแบบนี้ดีไหม ถ้าพวกคุณต้องคิดเพลงใหม่ขึ้นมาสักเพลงหนึ่งเพื่อคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกที่กำลังจะมาถึง พวกคุณอยากจะเล่าเรื่องหรือบอกอะไรให้แฟนเพลงที่มาในวันนั้นได้ฟัง  
เมธี: ผมจะตั้งชื่อเพลงว่า ‘ครั้งแรก’ อยากจะเล่าว่าอะไรที่เป็นครั้งแรกมันมักจะทำให้ใจสั่น อย่างเจอคนที่เราชอบครั้งแรก เดตกับแฟนครั้งแรก ความรักครั้งแรก ซื้อรถยนต์ครั้งแรก บ้านหลังแรก หรือแม้กระทั่งครั้งแรกที่คุณไปเรียนหนังสือ ทุกเรื่องที่เป็นครั้งแรกมันตื่นเต้นไปหมด (หัวเราะ) ความจริงอยากจะแต่งออกมาเพื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้ แต่คิดแล้วว่าน่าจะไม่ทัน เพราะถ้าทำอะไรพร้อมกันหลายอย่างก็กลัวว่าเดี๋ยวจะออกมาเละ (หัวเราะ)
สมเมย์: ผมจะตั้งชื่อเพลงว่า ‘บันทึกหน้าต่อไป’ เพลงนี้เหมือนต้องการจะบอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากคอนเสิร์ตที่ต้องจดจำ เพราะมันคือครั้งแรกของพวกเรา เราไม่อยากให้ทุกคนลืม กลับบ้านไปก็อยากให้คิดถึง และมีความสุขจากการที่ได้มาดูคอนเสิร์ตของลาบานูน  
อนันต์: ผมขอเลือกชื่อเพลงว่า ‘ขอบคุณ’ เพราะอย่างที่ทุกคนบอกเกี่ยวกับเรื่องราวของความเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง มีคนมาดูเยอะหรือน้อย เจอเรื่องดีหรือแย่ แต่เราก็อยากจะขอบคุณแฟนๆ สำหรับอีกหนึ่งเรื่องราวในความเป็น ‘ครั้งแรก’ ของพวกเราวงบาลานูน และเชื่อได้เลยว่ามันจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

เรื่อง: เก้า มีนานนท์ ภาพ: ณัฐพล วุฒิเพ็ชร์ สไตล์: ชนิตตนัณท์ ณรงค์ฤทธิ์ธำรง