HIGHLIGHTS:

  • คำถามที่กรรณเจอบ่อยๆ ในช่วงนี้คือคิดอย่างไรกับคำว่า ‘สามีแห่งชาติ’ ซึ่งทุกครั้งที่มีคนถาม เขาจะให้คำตอบว่า “โนคอมเมนต์”
  • “ถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่ได้จะต้องออกไปหา” คือคำตอบที่เราได้รับเมื่อถามกรรณว่ามีมุมมองความรักอย่างไร
  • แม้จะดูเป็นคนนิ่งเฉย สายตาเศร้า แต่เอาเข้าจริงแล้วกรรณบอกว่าเขาก็เหมือนคนปกติทั่วไปที่ยิ้มได้ ร่าเริงเป็น และขี้บ่นเล็กน้อย
     อาจเป็นสายตาซึ้งๆ ที่เหมือนมีความรู้สึกบางอย่างซุกซ่อนอยู่ ใบหน้าคมๆ ที่มีหนวดเคราคลอเคลียอยู่ประปราย หรือไม่ก็บุคลิกนิ่งๆ ที่หลายคนตีความว่าเซอร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครหลายคนตกหลุมรัก กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
     โดยเฉพาะเมื่อเขาปรากฏตัวเพียงไม่กี่แวบในซีรีส์คอเมดี้อย่าง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ด้วยบทบาท วิน ชายหนุ่มของ กัส ตัวละครเด่นในเรื่อง ซึ่งนอกจากจะมีนิสัยชอบเทคแคร์คนอื่นเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ในเรื่องเขายังต้องรับบทเป็นนักดนตรีเสียงนุ่มขยี้หัวใจคนฟังอีกต่างหาก
     แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณรู้จักผู้ชายคนนี้ดีพอแล้ว?
     เพราะถึงแม้เราจะได้เห็นหน้าค่าตาเขาบ่อยๆ ในช่วงเวลานี้ตามสื่อต่างๆ และในโซเชียลมีเดีย แต่ก็ยังมีอีกหลายมุมเกี่ยวกับตัวเขาที่คุณอาจแทบไม่รู้จัก โชคดีที่เขามีเวลานั่งคุยกับ The Momentum ในบ่ายวันหนึ่งขณะที่กำลังตระเวนโปรโมตซีรีส์เรื่องนี้กับสื่อต่างๆ จนสุดท้ายกลายเป็นบทสนทนาสั้นๆ ที่น่าจะทำให้คุณรู้จัก 'กรรณ' ดีขึ้น
     และเชื่อเถอะว่าคุณจะต้องหลงรักผู้ชายคนนี้มากกว่าที่เคย…   
 

คงไม่มานั่งบอกว่ากำลังคุยกันอยู่ หรือดูๆ กันไปก่อน
แต่จะบอกไปเลยว่ามีคนคุยอยู่ ใช่ ถ้ามันดีก็ดี ถ้ามันไม่ดี ก็จบ
แต่ไม่อยากจะมานั่งคอนเฟิร์มว่าเป็นแฟนกัน เพราะถ้าวันหนึ่งเลิกกัน เขาก็จะมาจุดกระแสอีกว่าเลิกกันเพราะอะไร


 
ชีวิตของคุณช่วงนี้เป็นอย่างไร
     ช่วงนี้ขาดการนอนครับ เพราะว่ามีคิวเยอะมาก เหมือนเป็นช่วงโปรโมตซีรีส์พอดี เขาเลยต้องอัดคิวทุกอย่างไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน

เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์สำหรับคุณไหมที่มีกระแสตอบรับขนาดนี้
     ถามว่าเซอร์ไพรส์ไหม ก็เซอร์ไพรส์แหละ แต่มากกว่านั้นคือเราตั้งตัวไม่ทัน เพราะเราไม่ได้หวังว่ามันจะต้องบูมแบบนี้ ซึ่งการตั้งตัวไม่ทันก็ทำให้เราไม่ได้คิดอะไรกับมันมาก ถ้าใครถามว่ารู้สึกยังไง ก็จะตอบอะไรไม่ได้ เพราะไม่รู้ครับ ไม่ทันได้คิด

รู้สึกอย่างไรกับการต้องเจอคนแปลกหน้ามาถามเรื่องส่วนตัวเหมือนที่กำลังสัมภาษณ์อยู่
     ค่อนข้างที่จะเริ่มชิน เริ่มใช้คำตอบเดิมๆ เพราะส่วนใหญ่เขาก็จะมาพร้อมกับคำถามเดิมๆ พยายามจะคิดก่อนตอบให้มากขึ้น เพราะถ้าเราพูดไปคล้ายๆ กัน แต่ไม่เหมือนกัน กลัวว่าเดี๋ยวคำตอบจะไม่ตรงกัน มันก็จะกลายเป็นว่าเราแถ พูดไม่รู้เรื่อง

คำถามไหนที่เจอบ่อยที่สุดในช่วงนี้
     คำถามว่าเซอร์ไพรส์ไหมที่มันออกมาเป็นแบบนี้ แล้วก็รู้สึกยังไงกับคำว่า 'สามีแห่งชาติ' เราก็จะไม่มีคอมเมนต์ มันเหมือนชมว่าคุณหล่อ แล้วจะให้ผมตอบยังไงล่ะ จะให้ผมตอบว่า 'อ๋อครับ ผมหล่อ' แบบนี้เหรอ มันก็ดูไม่ใช่เราเท่าไร
 
เรื่องไหนที่ต้องปรับตัวมากที่สุดสำหรับช่วงเวลานี้
     คงเป็นเรื่องเจอผู้คนมั้ง เอาเข้าจริงปรับตัวมันไม่ยาก แต่เราต้องตั้งสติให้ดีๆ เพราะเหมือนกับว่าช่วงนี้มีคนเข้ามาทุกรูปแบบ คือมีคนที่เข้ามาเพื่อแสดงความยินดี และมีคนที่เข้ามาเพื่อแสดงความยินดีแล้วต้องการอะไรบางอย่างกลับไปก็มี อย่างเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันมา 5-6 ปีแล้วโทรมาก็มี เพื่อที่จะบอกว่ากูทำอันนี้อยู่ มึงมาช่วยกันหน่อย ผมก็คิดในใจว่า เดี๋ยวก่อนๆ ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ เราแม่งไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น มันก็ต้องตั้งสติดีๆ นิดหนึ่ง เพื่อให้เราตอบคำถามหรือพูดกับเขาในแบบที่เขาจะรู้สึกว่าเราเข้าใจเขาที่สุด เพราะถ้าตอบกลับไปแบบไม่มีสติ เขาก็อาจจะโดนเราด่ากลับไป แต่ในความเป็นจริงเราต้องให้คำตอบที่ดีกว่านั้น ต้องตั้งสติคิดว่าเขาเข้ามาเพราะอะไร แล้วให้คำตอบโดยต้องตั้งจุดยืนของเราว่าอันนี้เราไม่ทำ อันนี้เราอยากทำ หรือบางอย่างอาจจะยังไม่ใช่สำหรับตอนนี้ ก็คือให้เหตุผลเขาได้ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นคนที่แค่พอดังแล้วก็หยิ่ง ถ้ามองจากโลกภายนอกก็อาจจะเป็นแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วเราเกลียดคำพวกนี้มาก เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับความดังเลย ถ้ารู้จักกันก็น่าจะรู้ว่าเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว

เรื่องความรักล่ะ เป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ ด้วยหรือเปล่า
     ใช่ครับ ส่วนใหญ่เราก็จะบอกไปว่ามีคนคุยอยู่แล้ว คือคงไม่มานั่งบอกว่ากำลังคุยกันอยู่ หรือดูๆ กันไปก่อน แต่จะบอกไปเลยว่ามีคนคุยอยู่ ใช่ ถ้ามันดีก็ดี ถ้ามันไม่ดี ก็จบ แต่ไม่อยากจะมานั่งคอนเฟิร์มว่าเป็นแฟนกัน เพราะถ้าวันหนึ่งเลิกกัน เขาก็จะมาจุดกระแสอีกว่าเลิกกันเพราะอะไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาจุดชนวนกันดีกว่า แต่เราก็ต้องให้เกียรติเขาด้วย เพราะถ้าเป็นเราแล้วสลับบทบาทกัน ตัวเราเองก็คงไม่ชอบให้ใครมาจับจ้องว่าคบกับคนนี้อยู่นี่นา ขึ้นอยู่กับมุมมองของอีกฝ่ายด้วยว่าเขามองเรื่องแบบนี้ยังไง
 

เรารู้ว่ามันเป็นแค่เทรนด์ เป็นสิ่งที่กำลังมา แล้วเขาก็พูดถึงกัน แต่อีกสักพักมันก็จะเงียบไป


 
รู้สึกอย่างไรกับผู้ชายที่มีแฟนแล้วแต่บอกว่าไม่มีแฟน
     เราว่ามันก็เป็นเหตุผลของเขาที่จะพยายามเก็บรักษาอะไรบางอย่าง เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาทำๆ กัน สำหรับเรามันก็คงไม่ต่างจากตัวเองเท่าไร คือเราชื่นชมคนที่ออกมาเปิดเผยว่า มีแฟนแล้วครับ ก็ตรงดี แต่เราแค่ไม่อยากจะพูดแบบนั้น เพราะรู้สึกว่าพอถูกจับจ้อง มันไม่ใช่แค่เราฝ่ายเดียวที่โดน ถ้าเป็นแค่เรา แล้วเขาไม่ไปก้าวก่ายถึงอีกคน มันก็โอเค แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นอยู่แล้วไง เขาก็ต้องไปขุดคุ้ยข้อมูลเพิ่มอีก เราก็เลยไม่อยากให้ไปยุ่งกับเขา

ได้มีการคุยกับคนที่คุยด้วยไหมว่าต่อไปมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
     ก็คือคุยกันบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดที่จะต้องมาบอกว่าเราจะทำแบบนี้ เราจะตอบแบบนี้ และเขาก็เชื่อใจเราพอที่จะรู้ว่าเราก็คงมีเหตุผลที่พอจะพูดได้ แต่คงไม่ถึงกับต้องมาบังคับกันว่ากรรณต้องตอบแบบนั้น หรือต้องพูดแบบนี้

ความรักเป็นส่วนสำคัญแค่ไหนสำหรับคุณตอนนี้
     สำหรับเราถ้ามีมันก็ดี แต่ถ้าไม่มี หรือวันหนึ่งมันเกิดแย่ หรือต้องเลิกรากันไป เราก็จะไม่รู้สึกว่าต้องมานั่งทุรนทุรายตายไปเลย อาจจะเข้าใจมัน พยายามทำใจ แต่คงไม่มานั่งเสียใจ หรือต้องหาใหม่เดี๋ยวนั้น ถ้ามีก็ดี ถ้าไม่มีก็ไม่ได้จะต้องออกไปหา

จริงๆ แล้วเป็นคนชอบเทกแคร์เหมือนในซีรีส์หรือเปล่า
     ไม่ครับ ไม่เลย อาจจะ offer ได้ว่า เอาอันนั้นอันนี้ไหม แต่ไม่ถึงขนาดหยิบน้ำแข็ง แกะทิชชู่ส่งให้ ไม่มีเลย

ถ้าใครจะคบกับคุณสิ่งที่จะต้องทนรับมือกับความเป็นตัวคุณมากที่สุดคืออะไร
     ผมเหมือนเป็นไบโพลาร์นะครับ บางวันที่นิ่ง เราก็นิ่ง ถ้าอยู่ในโหมดที่ไม่อยากคุย ก็จะไม่คุยกับใคร เหมือนอย่างวันนี้ ถ้ากลับบ้านไปก็จะไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่ต้องเป็นแฟนหรือเพื่อนหรอก กับแม่เราก็ไม่คุย เพราะวันนี้เราคุยมาทั้งวันแล้ว กลับบ้านไปก็ขอตัวนอนแล้วครับผม คือแล้วแต่วัน คนที่จะคบด้วยเขาต้องเข้าใจครับ ถ้าไม่เข้าใจเขาก็อยู่กับผมไม่ได้ เพราะผมเหมือนเป็นไบโพลาร์

ช่วงนี้คุณมีกี่โหมด
     ช่วงนี้มี 3 โหมด คือโหมดที่ตอบคำถามไปงั้นๆ เอาที่สบายใจเลยครับตอนนี้ กับอีกโหมดคือใครก็ได้ช่วยปลุกผมหน่อยสิ ให้รู้สึกว่ามีพลังงานมากขึ้น และอีกโหมดคือเหวี่ยง คือไม่ถึงกับเหวี่ยงหรอก แต่เราจะบ่นๆๆๆ ไม่รู้จะบ่นกับใครก็จะบ่นกับแม่ กับเพื่อนหรือน้อง บ่นไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้เมาท์อะไรใครนะ บ่นประมาณว่าเหนื่อยจังเลย เป็นแบบนั้นไป เราคิดว่าคนเรามีวิธีการปลดปล่อยความรู้สึกเหนื่อยออกมาไม่เหมือนกัน สำหรับเราก็แค่บ่นไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดอะไร แล้ววันต่อไปก็ทำมันใหม่ เพราะเอาเข้าจริงมันก็คือพาร์ตหนึ่งของการทำงาน เราก็ต้องทำแค่นั้นเอง

เวลาอยู่คนเดียว สิ่งที่คุณจะทำเพื่อให้รู้สึกเหมือนได้พักมากที่สุดคืออะไร
     ส่วนมากจะชอบดูหนังครับ ติดหนัง ซื้อหนังมาดูที่บ้าน หรือถ้าไม่ขี้เกียจมากก็จะออกไปดูข้างนอกบ้าง ไม่อย่างนั้นถ้าคลายเครียดจริงๆ ก็จะไปเดิน JJ ถ้ามีตังค์นะ ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่ไป แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ส่วนมากจะเป็นคนอื่นที่เป็นฝ่ายติดต่อเข้ามามากกว่าด้วยความจั๊กจี้กับสิ่งที่เห็นในโซเชียล ที่เพื่อนๆ มักจะรู้สึกว่าเห็นหน้ามึงอีกแล้ว กูล่ะเบื่อ

แล้วเวลาต้องเห็นหน้าตัวเองบ่อยๆ คุณรู้สึกอย่างไร
     เราโชคดีไง เราเล่นอินสตาแกรมอันเดียว ได้รับข้อมูลจากฝั่งเดียว ไม่ต้องไปรับจากเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ได้เห็นหน้าตัวเองเยอะไปหมด ถ้าใครมาบอกว่าในเฟซบุ๊กมีคนพูดถึงอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็จะไม่รับรู้ เพราะไม่ได้เล่น
 

เดี๋ยวนี้คนทุกคนไม่ได้ดูที่ว่าจะเป็นเพศไหนแล้วล่ะ มันอยู่ที่จิตใจมากกว่า



ไม่อยากรู้บ้างเหรอ

     ไม่อยาก เพราะเรารู้ว่ามันเป็นแค่เทรนด์ เป็นสิ่งที่กำลังมา แล้วเขาก็พูดถึงกัน แต่อีกสักพักมันก็จะเงียบไป เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่าแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีแล้วกันระหว่างที่ทุกสิ่งกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ แล้วเราก็จะอยู่อย่างนี้ ไม่ไปดึงมันลงมา หรือขึ้นตามมันไป ก็เอาให้มันกลางๆ พอ

รู้สึกอย่างไรกับเพศที่สาม
     รู้สึกเหมือนเดิม คือรู้สึกว่ามันถึงจุดที่ยุคนี้เปิดกว้างมาก เราว่าถ้าเรารับเล่นบทนี้ได้ ก็ต้องรับเพศที่สามได้เหมือนกัน หมายความว่าเราต้องเข้าใจเขาในระดับหนึ่งแล้วล่ะ อาจจะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งหรอก แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนทุกคนไม่ได้ดูที่ว่าจะเป็นเพศไหนแล้วล่ะ มันอยู่ที่จิตใจมากกว่า อย่างเราเจอพี่ปิงปองครั้งแรก ก็รู้สึกว่าคนนี้เป็นคนที่ใสมากเลยนะ คือพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็จริง แต่จริงๆ เป็นคนไนซ์มาก ไม่ได้มีอะไรกับใครเลย แล้วก็เอนเตอร์เทนคนอื่นด้วย ซึ่งจริงๆ เขาอาจจะมีปัญหาที่บ้าน แต่เขาใสมาก อยู่กับพวกเราแล้วเขาแฮปปี้มาก เหมือนไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ขณะที่บางคนเป็นผู้ชาย ผู้หญิงทั่วไปแต่ดาร์กมากก็มี เราว่าไม่ได้ต่างกันเลย

ถ้าอย่างนั้นรู้สึกอย่างไรกับการถูกจับจ้องโดยเพศที่สาม
     ไม่ต้องถึงกับเพศที่สามหรอกครับ ทุกคนที่เข้ามาเราก็จั๊กจี้หมดแหละ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่นำเสนอออกไปทั้งในซีรีส์ ทั้งรูปภาพในโซเชียล มันคือสิ่งที่ถูกปั้นมาให้คุณคิดแบบนั้น เป็นสิ่งที่โซเชียลปั่นให้คุณคิด หรือเป็นสิ่งที่ซีรีส์อยากจะให้ออกมาเป็นแบบนั้น อย่างซีนแรกที่ทุกคนเห็นใน ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เราออกมาแค่ประมาณ 15 วินาที แต่จริงๆ แล้วถ่ายไปประมาณ 3 ชั่วโมง แน่นอนว่าในเมื่อปั้นมาขนาดนั้นมันก็ต้องดีอยู่แล้วล่ะ ออกแค่ 15 วินาที แต่ถ่ายอยู่ 3 ชั่วโมง ก็ต้องมีช็อตที่มันใช้ได้แล้วล่ะ ซึ่งก็ต้องให้เครดิตผู้กำกับหรือทีมงาน เพราะกว่าจะหากันเจอ ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อย่างเขาบอกว่า กรรณ ขอมุมหล่อๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง มุมที่หล่อคืออะไรวะ ก็ปรับกันอยู่นั่นแหละ มันก็เลยใช้เวลานาน และก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งสุดท้ายมันก็เลยเป็นสิ่งที่เขาสร้างให้เราออกมาเป็นแบบนั้น เหมือนตอนเล่นกีตาร์ในเรื่อง ถ้าพูดจริงๆ ก็คือเราเล่นกีตาร์เองก็จริง ร้องเองก็จริง แต่ตอนถ่ายก็ต้องลองทำหลายๆ รอบ เพราะมันยังไม่ดี แล้วเขาก็บอกตรงๆ ว่าเราร้องห่วยมาก สุดท้ายก็เลยต้องใช้วิธีร้องทับจากสิ่งที่เราร้องไว้จริงๆ ตอนถ่าย

มีมุมไหนในตัวคุณอีกไหมที่คนอาจจะยังไม่รู้จัก
     คือคนชอบคิดว่าเราเป็นคนนิ่งๆ ซึ่งมันก็เป็นมุมเดียวจริงๆ ด้วยรูปภาพ หรือผลงานที่ทำ มันก็ทำให้คนมองว่าเป็นคนนิ่งๆ เฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วลึกๆ เราก็คงเป็นคนแบบนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถถ่ายรูปแล้วดูนิ่งๆ หรือส่งสายตาแบบมีปัญหาในชีวิตลึกๆ ได้ ผมรู้ตัวว่าเป็นคนตาเศร้า ให้ยิ้มก็คงไม่ช่วยอะไรขนาดนั้น แต่ในความเป็นจริงเราก็มีมุมที่เหมือนกับคนปกติ อาจจะนิ่งๆ บ้างบางที แต่ก็ร่าเริงเป็น ชอบประชดชีวิต แล้วก็บ่นไปเรื่อยๆ
 

สิ่งที่นำเสนอออกไปทั้งในซีรีส์ ทั้งรูปภาพในโซเชียล มันคือสิ่งที่ถูกปั้นมาให้คุณคิดแบบนั้น


 
สิ่งที่คิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุดตอนนี้คืออะไร
     แสดงครับ พยายามแสดงให้ดี แล้วก็รู้สึกว่าพอทำได้ ไม่ถึงกับดีมาก แต่ก็สามารถทำให้ทีมงานรู้สึกว่า โอเค ไม่ต้องมาเป็นห่วงเรา เพราะเรามี input ที่ใส่เข้ามามากพอ หรือมีดีเทลที่เราอยากให้มันเป็น เราดีไซน์ได้ในระดับหนึ่ง แล้วถ้าเขาอยากเพิ่มเลเวล หรืออยากลดลงก็สามารถบอกได้

เจอเสน่ห์อะไรจากการแสดงบ้าง
     เราว่าถ้าเราทำได้ถึงขนาดที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เราก็คงหลงใหลอะไรในมันสักอย่างแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาทำหรอก เพราะมันก็มีพาร์ตที่เราไม่ชอบเลย อย่างเช่น พาร์ตที่ต้องเจอผู้คนมากมายนอกจากการทำงาน คือเราชอบอยู่ในกอง ชอบออกกอง ชอบทำการบ้านก่อนที่จะออกมาเป็นตัวละครที่เห็นในทีวี แต่เราไม่ชอบดูตัวเอง ไม่ชอบมานั่งบอกว่าตอนนี้เล่นแล้วเป็นยังไง รู้สึกอะไร เพราะคิดว่ามันยาก คือเราหลงใหลการแสดงตรงที่มันทำให้เราได้ละลายพฤติกรรมจนกลายเป็นใครก็ไม่รู้ ก็เล่นอย่างที่อยากเล่น แล้วก็แก้ไขไปตามที่ผู้กำกับบอก

คาดหวังอะไรจากงานนี้บ้าง
     ไม่ได้คาดหวังอะไร แค่รู้สึกว่าให้คนดูหรือคนที่ทำงานด้วยเห็นว่าเราทำให้บทที่ได้รับมีความน่าสนใจมากขึ้น หรือมีคาแรกเตอร์ที่ทำให้เรามีงานทำในแบบที่ถ้าเขาหาคนมาเล่นแล้วเขาจะต้องนึกถึงเรา เช่น บทนี้ยาก ลองหานักแสดงที่จะเล่นบทยากๆ แบบนี้ได้ แล้วเขานึกถึงเรา แบบนั้นจะรู้สึกว่ามันตอบโจทย์อาชีพในฐานะนักแสดงได้