SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • เมื่อคืนวันที่ 19 ธันวาคม 2016 (เวลาประเทศไทย) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกียิงเสียชีวิตในแกลเลอรี ในกรุงอังการา
  • เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่า คนร้ายเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส หรือกลุ่มกบฏในอเลปโปหรือไม่ แต่รัสเซียรายงานว่า มีความเป็นไปได้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้นำศาสนาที่ลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1999 และต้องการโค่นล้มรัฐบาลตุรกี
  • การสังหารทูตรัสเซียเกิดขึ้นระหว่างที่ความสัมพันธ์รัสเซียกับตุรกีเพิ่งถูกกลับมารื้อฟื้นเมื่อกลางปี 2016 ซึ่งทั้งสองฝ่ายเชื่อว่า เหตุสังหารครั้งนี้ต้องการทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ
  • รัสเซียเตรียมส่งทีมสืบสวนไปตุรกีเพื่อสืบสวนเหตุการณ์นี้ นอกจากนี้รัสเซียและตุรกีเห็นตกลงกันว่าจะร่วมมือปราบก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด
  • เหตุสังหารครั้งนี้สะท้อนว่ารัสเซียกำลังตกเป็นเป้าของโลกมุสลิม และกลุ่มก่อการร้าย หลังจากเข้าไปมีบทบาทในสงครามซีเรีย
Photo: Osman Orsal, Reuters/profile
     อันเดร คาร์ลอฟ (Andrei Karlov) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีถูกยิงเสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกี ที่แกลเลอรี ใน Modern Arts Center ในกรุงอังการา พยานในเหตุการณ์ระบุว่า เขาลงมือยิงมากกว่าหนึ่งนัดจากด้านหลัง
     และขณะที่เขาเหนี่ยวไกปืน ก็ได้ตะโกนว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่” (God is great) แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า เขามีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มไอเอส หรือกลุ่มกบฏในเมืองอเลปโปหรือไม่
     สื่อท้องถิ่นของตุรกีรายงานสถานการณ์ว่า ข้อความที่เขาใช้คือภาษาอารบิกที่คล้ายกับข้อความที่กลุ่มกบฏอัลนุสรา ฟรอนต์ เครือข่ายของกลุ่มอัลกออิดะห์ในซีเรียใช้
     และหลังจากคนร้ายลงมือสังหาร เขาได้พูดว่า “แก้แค้นให้ซีเรียและอเลปโป” (Revenge for Syria and Aleppo)
     กล้องของสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ ขณะที่ช่างภาพหลบออกจากสถานที่ไปแล้ว ในภาพวิดีโอเปิดเผยให้เห็นว่าคนร้ายตะโกนเป็นภาษาตุรกีว่า “อย่าลืมอเลปโป!  อย่าลืมซีเรีย!”
     ด้าน ฮัสซิม คีลิก (Hasim Kilic) ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ Hurriyet ที่อยู่ในเหตุการณ์ระบุว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ขณะที่ท่านทูตกำลังจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงาน คนร้ายก็ตะโกนข้อความที่เกี่ยวข้องกับอเลปโป
     “ตอนนั้นทุกคนอยากจะออกจากงาน คนร้ายยิงปืนขึ้นข้างบน 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นจึงค่อยเล็งมาที่ท่านทูต เขายิงปืน 4-5 นัด เท่าที่ฉันรู้คือท่านทูตไม่ใช่คนที่ออกไปข้างนอกพร้อมกับหน่วยรักษาความปลอดภัย เขาไม่ใช่คนประเภทนั้น จึงทำให้เขาไม่มีใครคุ้มกันเลยระหว่างเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีตำรวจภายในแกลเลอรีด้วย คนร้ายตะโกนข้อความที่เกี่ยวกับศาสนา ขณะที่เขาลงมือสังหาร” ฮัสซิม คีลิก ให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph
     มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียระบุว่า “เราคิดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือการก่อการร้าย และคนร้ายจะต้องได้รับการลงโทษ และวันนี้เราจะหยิบยกเรื่องนี้ไปพูดในสมัชชาความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติ เราจะไม่ปล่อยให้การก่อการร้ายลอยนวล และเราจะต่อสู้กับการก่อการร้ายนี้อย่างแน่นอน”
     คนร้ายถูกเจ้าหน้าที่สังหารทันที ขณะที่มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ 3 คน ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้ตุรกีกำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเสาะหาว่าคนร้ายสามารถเข้ามาในแกลเลอรีได้อย่างไร เพราะขณะนั้นเขาไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ และแกลเลอรีแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตรัสเซีย ทำให้เกิดคำถามต่อปัญหาการรักษาความปลอดภัยในสถานที่

Photo: Umit Bektas, Reuters/profile
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคนร้าย
     Mevlut Mert Atlintas อายุ 22 ปี คือเจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกี ผู้ยืนอยู่ข้างหลังเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี Melih Gokcek นายกเทศมนตรีกรุงอังการายืนยันว่า เขาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงอังการา ที่ทำงานมาเป็นเวลา 2 ปี
     หนังสือพิมพ์ของตุรกีรายงานว่า เขาเป็นตำรวจที่ทำงานคล่องแคล่วและว่องไว และทำงานในปฏิบัติการพิเศษ และขณะก่อเหตุใบหน้าของเขาโกนหนวดจนเกลี้ยงเกลา ใส่สูทดำ เข็มขัด และเนกไท ขณะที่หนังสือพิมพ์ Yeni Şafak ที่มีแนวคิดสนับสนุนรัฐบาลตุรกีระบุว่า เขาเป็นตำรวจต่อต้านการจลาจลในกรุงอังการา
     เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนอยู่ด้านนอกแกลเลอรีเชื่อว่า เขาไม่ได้อยู่ในหน้าที่ ขณะที่เขาลงมือสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซีย
     เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่เขาจะลงมือสังหาร สำนักข่าวเอพีได้ถ่ายรูปที่มีเขายืนอยู่ข้างหลังเอกอัครราชทูต ในระหว่างที่เอกอัครราชทูตกำลังกล่าวสุนทรพจน์ในงาน
     ล่าสุดสถานีโทรทัศน์ CNN Türk รายงานว่า ตำรวจตุรีได้จับกุมแม่และพี่สาวของคนร้ายไว้ด้วย

Photo: Osman Orsal, Reuters/profile
การสังหารที่เกิดขึ้นในช่วงที่ตุรกีและรัสเซียกำลังรื้อฟื้นความสัมพันธ์
     เหตุการณ์สังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงอังการาเกิดขึ้น หลังจากมีการประท้วงต่อต้านบทบาทของรัสเซียในสงครามซีเรีย ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลของนายบาชาร์ อัล-อัสซาด
     ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับตุรกีบาดหมาง เนื่องจากตุรกีให้การสนับสนุนอาวุธกับกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรียตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่รัสเซียเข้ามาให้การสนับสนุนรัฐบาลซีเรียในปี 2015 และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2015 เครื่องบิน F-16 ของตุรกีได้ยิงเครื่องบินทหาร SU-24 ของรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียดำเนินมาตรการคว่ำบาตรตุรกี ทั้งการจำกัดการนำเข้าสินค้าของตุรกี การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรืออพยพของชาวตุรกี ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) นายกรัฐมนตรีของรัสเซียประกาศว่า รัสเซียมีข้อมูลที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตุรกีมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มไอเอส
     ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2016 ประธานาธิบดี เรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน แห่งตุรกี ได้กล่าวขอโทษรัฐบาลรัสเซียต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเดินทางไปเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในเดือนสิงหาคม 2016 ทำให้รัสเซียยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรตุรกี หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและรัสเซียจึงดีขึ้นเป็นต้นมา
     ประธานาธิบดีเออร์โดกัน ประกาศว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ต้องการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับรัสเซีย และระบุว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียทางโทรศัพท์แล้วว่า จะร่วมมือกันเพื่อปราบการก่อการร้าย ขณะที่ Melih Gokcek นายกเทศมนตรีกรุงอังการา ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ ‘เลวร้าย’ ครั้งนี้ตั้งใจขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและตุรกีที่เพิ่งถูกรื้อฟื้น นอกจากนี้เขายังทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงมือสังหารน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน (Fethullah Gulen) ผู้นำทางศาสนา ที่หนีไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1999 โดยรัฐบาลตุรกีระบุว่า เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน ได้สร้างเครือข่ายกับตำรวจ ทหาร และข้าราชการในตุรกี เพื่อล้มล้างรัฐบาลของประธานาธิบดีเออร์โดกัน
     ด้าน วลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศผ่านโทรทัศน์รัสเซียว่า “เหตุฆาตกรรมครั้งนี้ชัดเจนว่าต้องการยั่วยุและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับตุรกี และต้องการทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพในซีเรีย ที่รัสเซีย ตุรกี อิหร่าน และประเทศอื่นๆ พยายามจะทำ” พร้อมกับสั่งการให้สถานทูตรัสเซียทั่วโลกเร่งหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ และจะส่งทีมสืบสวนของรัสเซียไปตุรกีเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ “ทางเดียวที่ทางเราจะตอบโต้ได้คือ เพิ่มการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย”
     ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมของรัสเซีย อิหร่าน และตุรกีจะยังคงพบกันเพื่อหารือเกี่ยวกับสงครามซีเรียในวันนี้ (20 ธันวาคม 2559) ตามแผนกำหนดการณ์

ท่าทีของประเทศอื่นต่อเหตุการณ์ฆาตกรรมครั้งนี้     
     
โบริส จอห์นสัน (Boris Johnson) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ได้ทวิตข้อความบนทวิตเตอร์ว่า “ตกใจกับเหตุการณ์ฆาตกรรมชั่วร้ายที่เกิดขึ้น เสียใจด้วยกับครอบครัวของเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี ผมขอประณามเหตุการณ์โจมตีที่ขี้ขลาดนี้”
     ฟาก จอห์น เคอร์รี (John Kerry) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริการะบุว่า “สหรัฐอเมริกาขอประณามเหตุสังหาร อันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีที่เกิดขึ้นในกรุงอังการา สหรัฐฯ พร้อมจะให้คำปรึกษาแก่รัสเซียและตุรกีในการสืบสวนเหตุสังหารที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการจู่โจมที่กระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทางการทูต ในฐานะเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศทั่วโลก”

Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
รัสเซียอาจเป็นเป้าต่อกลุ่มมุสลิมมากขึ้น หลังจากเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามซีเรีย
     เหตุการณ์สังหารเอกอัครราชทูตของรัสเซียประจำตุรกีสะท้อนว่า ความขัดแย้งระหว่างโลกมุสลิมและรัสเซียนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
     ศ. ดร. สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการก่อการร้าย ให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า “ความขัดแย้งที่อเลปโป ซึ่งรัสเซียเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะทำให้ปี 2017 รัสเซียจะเป็นเป้าต่อโลกอิสลาม และกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น”
     ศ. ดร. สุรชาติ ชี้ว่า เหตุการณ์สังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อการอพยพของคนในอเลปโป “กรณีที่เกิดขึ้นในตุรกีเมื่อคืนนี้ เชื่อว่าผู้นำต้องหาทางคุยกัน เพราะเหตุการณ์มันไปซ้อนกับสถานการณ์ในอเลปโป คนจะมีความหวังถ้าผู้นำคุยกัน เพราะจะทำให้สามารถอพยพคนออกจากอเลปโปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งท่าทีของปูตินก็ไม่ได้กล่าวโทษตุรกี แต่เป็นโจทย์ที่น่าดูต่อไป”
     ซึ่งล่าสุดนั้นสมัชชาความมั่นคงเพิ่งตกลงที่จะส่งผู้สังเกตการณ์จากองค์การสหประชาชาติเข้าไปในพื้นที่ “ผมคิดว่านี่คือสัญญาณบวก และหวังว่าพัฒนาการครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้อพยพผู้คนออกมาจากพื้นที่ได้จริง ซึ่งอเลปโปเป็นตัวอย่างของสงครามรูปแบบใหม่ ที่ซับซ้อนด้วยโจทย์เดิมเรื่องความแตกต่างของนิกายทางศาสนาอยู่แล้ว และยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อมีมหาอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องดูต่อไปว่า การที่องค์การสหประชาชาติส่งคนเข้าไปสังเกตการณ์จะส่งผลบวกมากน้อยเพียงใด กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอเลปโปที่มีมายาวนานหลายปี”

อ้างอิง:
     - http://www.reuters.com/article/us-turkey-russia-diplomacy-idUSKBN1481RE
     - http://www.reuters.com/article/us-turkey-russia-diplomat-putin-idUSKBN1482B3
     - http://www.telegraph.co.uk/news/2016/12/19/russias-ambassador-turkey-shot-assassination-attempt1
     - http://www.telegraph.co.uk/news/2016/12/19/turkish-police-officer-shot-dead-russian-ambassador-andrey-karlov
     - https://www.rt.com/news/370831-putin-russian-ambassador-ankara