SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • การแสดงออกถึงความเกลียดชังถูกแสดงออกผ่านทางการตะโกนด้วยถ้อยคำหยาบคาย และการเขียนถ้อยคำต่างๆ นานา ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้กระทำยังอยู่ในช่วงวัยเรียน
  • ฝั่งกลุ่มผู้ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้ทรัมป์ออกมายับยั้งความแตกแยกในครั้งนี้ และบริหารประเทศต่อไปในแนวทางที่เคารพสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศทุกคน
     ‘#กลับแอฟริกาไปซะ! ทำให้อเมริกาเจริญขึ้นซะที’
     นี่คือข้อความภาพในห้องน้ำโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในรัฐมินเนโซตาที่โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ หลังจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง
     ชาวอเมริกันจำนวนมากที่สนับสนุนทรัมป์ พากันแสดงออกถึงความคิดสุดโต่งที่ถอดแบบมาจากผู้นำของเขา ไม่ว่าการรังเกียจชาวผิวสี คนต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านผู้นับถือศาสนาอิสลามทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์
     The Momentum รวบรวมเหตุการณ์ความเกลียดชังจากกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ในช่วงเวลา 2 วันที่ผ่านมา ตลอดจนความเห็นจากฝั่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีต่อเหตุการณ์นี้
     ในวันที่โลกแห่งเสรีกลายเป็นพื้นที่แห่งความเกลียดชัง

Photo: @DerrickQLewis, Twitter
ถ้อยคำเกลียดชังถึงคนผิวสี คนต่างด้าว และชาวมุสลิม
     มีผู้ใช้งานบนโลกโซเชียลเป็นจำนวนมากที่ตกเป็นฝ่ายผู้ถูกกระทำหลังจากที่ทรัมป์ผงาดคว้าชัยชนะ ที่น่าตกใจคือเหตุการณ์การกลั่นแกล้งเหล่านั้นส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในสถาบันศึกษาโดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้กระทำเป็นหลัก!
     ผู้ใช้งานทวิตเตอร์แอ็กเคานต์ ‘‏@WintanaMN’ ได้โพสต์ภาพลงในโซเชียลฯ ถึงถ้อยคำรังเกียจที่มีการแสดงออกผ่านการเพนต์ในห้องน้ำในโรงเรียนมัธยม Maple Grove ที่รัฐมินเนโซตา ด้วยข้อความที่ว่า ‘#กลับแอฟริกาไปซะ! ทำให้อเมริกาเจริญขึ้นซะที’ และยังมีข้อความหยาบคายเชิงการเหยียดชาติพันธ์ุอีกมากมายบนผนังประตูห้องน้ำ
 

     ไปจนถึงคลิปที่เหล่าเด็กๆ นักเรียนอเมริกันผิวขาวพากันตะโกนกู่ร้อง ‘White Power’ หรือ ‘Build the Wall’ สอดคล้องไปกับแนวคิดของทรัมป์ที่ต้องการสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก

Photo: @wintanaMN, Twitter
     และยังเกิดการแสดงออกทางการทำลายข้าวของ และสถานที่สาธารณะอีกหลายแห่ง ทั้งการพ่นสเปรย์ใส่ผนังกระจกของห้างร้านด้วยคำว่า ‘Sieg Heil 2016’ ซึ่งยังคงเหลือความซอฟต์อยู่ เนื่องจากประโยคดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศชัยชนะ หรือหนักกว่านั้นด้วยการเหยียดชาติพันธ์ุต่างๆ เช่น ‘Black Bitch’ , ‘Black lives don't matter and neither does your votes’ หรือ ‘Bye Bye Latinos Hasta La Vista’ ซึ่งส่อเค้าไปในเชิงการเหยียดสีผิวและชาติพันธ์ุ

    กระทั่งส่อเค้าบานปลายเมื่อ Hate Speech และการแสดงออกของเด็กๆ เหล่านั้นถูกถ่ายทอดผ่านกลุ่มบุคคลผู้สนับสนุนทรัมป์ จนนำไปสู่การก่อคดีอาชญากรรม

Photo: San Diego State University Police Department
     มีรายงานการประกาศเตือนภัยจาก สำนักงานตำรวจประจำมหาวิทยาลัยซานดิเอโก ให้ระวังเรื่องการก่อเหตุโจรกรรม หลังจากเกิดเหตุการณ์ผู้หญิงรายหนึ่งที่สวมผ้าฮิญาบถูกกระชากผ้าโพกศีรษะออก และถูกโจรกรรมรถยนต์โดยชาย 2 คนที่คาดว่าน่าจะสนับสนุนทรัมป์ (เธอได้ยินผู้ชาย 2 คนดังกล่าวพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับทรัมป์และชาวมุสลิม โดยชายคนหนึ่งยังสวมหมวกทรัมป์)
     แม้ว่าสุดท้ายรายงานดังกล่าวจะได้รับการออกมายืนยันโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นการเเจ้งความเท็จ และไม่ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากการกระทำของผู้หญิงคนดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวของกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม กลุ่มคนผิวสี และชาวต่างด้าวได้เป็นอย่างดี

Photo: Wikimedia Commons
ความเห็นจากบรรดากลุ่มสิทธิมนุษยชน หลังเหตุการณ์ความเกลียดชังทรัมป์ป่วนเมือง
     Al Jazeera สำนักข่าวชื่อดังจากประเทศกาตาร์ รายงานปรากฏการณ์ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาหลังทรัมป์เป็นผู้คว้าชัยไว้ว่า
     แคมเปญของทรัมป์มุ่งเน้นไปที่ ‘ชนกลุ่มน้อย’ และ ‘ชาวต่างด้าว’ เป็นหลัก ประกอบด้วย ชาวมุสลิมและชาวเม็กซิกัน ซึ่งทรัมป์ได้มองบุคคล 2 กลุ่มดังกล่าวว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในประเทศ
     เป็นที่รู้กันว่าตลอดระยะเวลาการหาเสียง ทรัมป์ได้เรียกร้องการแบนห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมเข้าประเทศ ตลอดจนมีเจตนารมณ์ตั้งมั่นที่จะสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นไม่ให้ชาวเม็กซิกันโยกย้ายมาประกอบอาชีพในประเทศของพวกเขา
     กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งหลายต่างกังวลไม่น้อยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนับจากนี้ เพราะหลายฝ่ายต่างเชื่อกันว่าทรัมป์อาจจะทำให้เรื่องราวการเหยียดชาติพันธ์ุและการทำร้ายร่างกายบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอีกต่อไป
     สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม The Council on American-Islamic-Relations (CAIR) องค์กรทนายมุสลิมอเมริกันที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทรัมป์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว หลังจากที่กลุ่มผู้สนับสนุนเขาเป็นจำนวนมากได้โจมตีนักเรียน นักศึกษามุสลิมทั้งหลายในสถานศึกษาหลายแห่งในรัฐลุยเซียนาและแคลิฟอร์เนีย
     ฝั่งองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงเรียกร้องให้ทรัมป์ละทิ้งแคมเปญทั้งหลายที่ส่อเค้าไปในทางการเพิกเฉยต่อประชาชนอีกหลากหลายคนในอเมริกา
     เคนเนธ รอท (Kenneth Roth) ผู้อำนวยการบริหารองค์กร Human Rights Watch กล่าวว่า “ทรัมป์ใช้เส้นทางไปสู่ทำเนียบขาวด้วยความเกลียดชังเพศหญิง, การเหยียดชาติพันธ์ุ และความเกลียดกลัวชาวต่างประเทศ แต่นั่นคงไม่ใช่เส้นทางที่จะนำไปสู่การกำกับดูแลประเทศให้ประสบความสำเร็จ ว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ควรจะยึดมั่นการนำพาสหรัฐฯ ในวิถีทางที่เคารพและเชิดชูสิทธิมนุษยชนสำหรับคนทุกคน”

Photo: Wikimedia Commons
ความเกลียดชังเพียงชั่วคราว หรือรากเหง้าแห่งความเลวร้ายที่ฝังลึกเป็นเวลานาน
     เเม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะถูกโบ้ยให้ฝั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้นตอของปรากฏการณ์ความเกลียดชังดังกล่าวไป แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่าลึกๆ แล้ว ทรัมป์อาจจะเป็นแค่ ‘ตัวเปิดสวิตช์’ หรือ ‘เชื้อเพลิง’ ที่โหมให้ความคับแค้นของชาวอเมริกันผิวขาวบางคนที่สุมทรวงมาเป็นเวลานานลุกฮือขึ้นอีกครั้งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรมชุดความคิดที่ว่าชาวผิวสีต้องเป็นอาชญากรทุกคน บุคคลต่างด้าวเข้าอเมริกามาก็เพื่อแย่งงานพวกเขา หรือแม้แต่ชาวมุสลิมผู้เป็นสาเหตุหลักแห่งการเกิดสงครามที่วุ่นวาย
     ที่สุดแล้วเหตุการณ์ความเกลียดชังในครั้งนี้โดย ‘ทรัมป์แฟนป่วนเมือง’ อาจจะเป็นแค่ความสะใจที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน เฝ้ารอเพียงแค่วันปลดปล่อยในช่วงสั้นๆ  
     หรือมันอาจจะกลายเป็นรอยร้าวรอยใหญ่ที่วิ่งผ่าใจกลางประเทศแห่งเสรีภาพจนสร้างความแตกแยกและกัดกร่อนจิตใจของชาวอเมริกันจนยากจะลบเลือน
     เราคงต้องติดตามกันต่อไป

ภาพประกอบ: Karin Foxx
อ้างอิง:
     - http://www.aljazeera.com/news/2016/11/reports-racist-attacks-rise-donald-trump-win-161111035608375.html
     - https://www.rt.com/usa/366358-racist-hate-crime-trump
     - https://thinkprogress.org/children-are-already-being-harassed-in-the-name-of-our-president-elect-5b2d381cf588#.b9uv4kj35