HIGHLIGHTS:

  • กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแบนห้ามผู้โดยสารที่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศในโซนตะวันออกกลาง และแอฟริกาใช้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์ทุกชนิดบนเครื่องบินเพื่อป้องกันเหตุการก่อการร้าย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 มีนาคมนี้เป็นต้นไป (ตามเวลาโซนประเทศตะวันออก)
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่จะกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนต้องนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์ทุกชนิด (มีขนาดมากกว่า 16 ซม. x 9.3 ซม. x 1.5 ซม.) ผ่านช่องตรวจสัมภาระ และจะไม่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสมาร์ตโฟนระหว่างไฟลต์บินตรงมายังสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย
  • ขณะที่สหราชอาณาจักรก็เห็นพ้องและเตรียมผลักดันใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยชุดใหม่นี้ตามสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
     เมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งสหรัฐอเมริกา (US Department of Homeland Security) ได้ประกาศแบนห้ามผู้โดยสารที่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศในโซนตะวันออกกลาง และแอฟริกาใช้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์ทุกชนิดบนเครื่องบินเพื่อป้องกันการก่อการร้าย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 มีนาคมนี้เป็นต้นไป (ตามเวลาโซนประเทศตะวันออก)
 

กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังคงเพ่งเล็งเป้าหมายไปที่สายการบินพาณิชย์
รวมไปถึงความพยายามในการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการโจมตี
และการติดตั้งระเบิดเข้ากับอุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆ

สหรัฐอเมริกากับการเริ่มแบนห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเครื่องบิน
 
     หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา สายการบินรอยัลจอร์แดเนียน ได้เผลอทวิตข้อห้ามรักษาความปลอดภัยชุดใหม่ผ่านทวิตเตอร์ทางการของพวกเขา ก่อนที่จะรีบลบภาพดังกล่าวในเวลาถัดมา ทำให้ข่าวลือเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
     ก่อนที่เวลาถัดมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งสหรัฐอเมริกาจะได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า “หน่วยข่าวกรองได้ทำการประเมินและพบว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังคงเพ่งเล็งเป้าหมายไปที่สายการบินพาณิชย์ รวมไปถึงความพยายามในการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการโจมตี และการติดตั้งระเบิดเข้ากับอุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆ”
     ซึ่งจากข้อมูลในส่วนนี้ เลขาธิการประจำกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งสหรัฐอเมริกา จอหน์ เคลลี (John Kelly) และรักษาการผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัยด้านการขนส่ง (Transportation Security Administration)
     ฮูแบน โกวาเดีย (Huban Gowadia) ได้เห็นพ้องต้องกันในการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารจากสนามบินที่มีไฟลต์บินตรงมายังประเทศสหรัฐฯ
     โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่นี้จะกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนต้องนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์ทุกชนิด (มีขนาดมากกว่า 16 ซม. x 9.3 ซม. x 1.5 ซม.) ผ่านช่องตรวจสัมภาระ และจะไม่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวทั้งแล็ปท็อป, แท็บเล็ต, เครื่องอ่านอีบุ๊ก, เครื่องเล่นดีวีดีแบบพกพา, เครื่องเล่นเกมแบบพกพา รวมถึงเครื่องพิมพ์และสแกนเนอร์ขนาดพกพาในระหว่างไฟลต์บิน
     นอกจากนี้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (US Federal Aviation Administration) ยังได้กำหนดเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ผู้โดยสารทุกรายจะต้องนำแบตเตอรีลิเธียมไอออนทุกชนิดที่อยู่ในแล็ปท็อป กล้อง และแท็บเล็ตขึ้นเครื่องด้วยกระเป๋าแบบ carry-on เท่านั้น เนื่องจากความเป็นห่วงเรื่องเพลิงไหม้ที่ไม่สามารถควบคุมได้ในช่องเก็บสัมภาระใต้เครื่อง

Photo: Reuters
รายชื่อ 10 สนามบินต้นทางใน 8 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบ
     - ท่าอากาศยานนานาชาติควีนอเลีย (AMM) อัมมาน, จอร์แดน
     - ท่าอากาศยานนานาชาติไคโร (CAI) กรุงไคโร, อียิปต์
     - ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก (IST) อิสตันบูล, ตุรกี
     - ท่าอากาศยานนานาชาติคิงอับดุลลาซิส (JED) เจดดาห์, ซาอุดีอาระเบีย
     - ท่าอากาศนานาชาติคิงคาเลด (RUH) ริยาด, ซาอุดีอาระเบีย
     - ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต (KWI) ฟาร์วานิยา, คูเวต
     - สนามบินนานาชาติโมฮัมหมัด V (CMN) คาซาบลังกา, โมร็อกโก
     - ท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัด (DOH) โดฮา, กาตาร์
     - ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ (DXB) ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
     - ท่าอากาศยานนานาชาติอาบูดาบี (AUH) อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

รายชื่อ 9 สายการบินที่ได้รับผลกระทบ
     - สายการบินรอยัลจอร์แดเนียน (Royal Jordanian Airlines)
     - สายการบินอียิปต์ (EgyptAir)
     - เตอร์กิชแอร์ไลน์ส (Turkish Airlines)
     - สายการบินซาอุเดีย (Saudia)
     - สายการบินคูเวต (Kuwait Airways)
     - สายการบินรอยัลแอร์มาร็อก (Royal Air Maroc)
     - สายการบินกาตาร์ (Qatar Airways)
     - สายการบินเอทิฮัด (Etihad Airways)
     - สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates)

     ทั้งนี้สายการบินต่างๆ ที่มีไฟลต์บินตรงมายังสหรัฐอเมริกาจำนวนกว่า 50 ไฟลต์ต่อวัน จะต้องเริ่มดำเนินใช้กฎรักษาความปลอดภัยดังกล่าวภายใน 96 ชั่วโมง หลังจากวันที่ 21 มีนาคม หรือช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม (ตามเวลาโซนประเทศตะวันออก) โดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถ้าพวกเขา (สายการบิน) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรักษาความปลอดภัยและการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินของเรา พวกเราจะทำงานร่วมกับสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) เพื่อเพิกถอนใบอนุญาตในการปฏิบัติงานของพวกเขาและจะมีผลให้พวกเขาไม่สามารถบินมายังสหรัฐอเมริกาได้”

สหราชอาณาจักรเห็นชอบ เตรียมใช้นโยบายรักษาความปลอดภัยชุดเดียวกัน
     ด้านรัฐบาลประจำสหราชอาณาจักรก็เตรียมผลักดันดำเนินการตามนโยบายรักษาความปลอดภัยชุดเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกา กับการห้ามผู้โดยสารจาก 6 ประเทศ (ตุรกี, เลบานอน, จอร์แดน, อียิปต์, ตูนิเซีย และซาอุดีอาระเบีย) ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่กว่าสมาร์ตโฟนบนเครื่องบิน
     ทั้งนี้สายการบินจำนวนกว่า 6 สาย ได้แก่ British Airways, EasyJet, Jet2, Monarch, Thomas Cook และ Thomson จากสหราชอาณาจักร รวมไปถึงสายการบินจาก 8 ประเทศเบื้องต้นจะต้องดำเนินตามนโยบายดังกล่าว
     คริส เกรย์ลิง (Chris Grayling) เลขาธิการกรมการขนส่งประจำสหราชอาณาจักรได้ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ไว้ว่า “พวกเราเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ และพวกเราก็ทำงานกับอุตสาหกรรมการบินเช่นกัน เพื่อที่จะลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นให้น้อยลง เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของพวกเราคือการรักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มประเทศในสหราชอาณาจักรเสมอ
     “พวกเรายังคงเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจต่างๆ เดินทางเข้ามาทำการค้า ขณะที่ประชาชนก็ควรเลือกเดินทางต่อไป และปฏิบัติตามขั้นตอนการรักษาความปลอดภัย”
     อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกมาปฏิเสธว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยชุดใหม่นี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความพยายามแบนการเดินทางของพลเมืองมุสลิมจาก 6 ประเทศใหญ่เข้ามายังอเมริกาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อย่างใด
    และเมื่อถึงเวลาที่กฎดังกล่าวจะถูกบังคับใช้จริง ประชาชนจากประเทศในโซนตะวันออกกลางและสายการบินต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบน่าจะต้องเร่งปรับตัวกันยกใหญ่แน่นอน ยังไม่นับรวมถึงผู้บริหารและเหล่านักธุรกิจภาคส่วนต่างๆ ที่อาจจะต้องพักงานไว้ชั่วคราว และน่าจะได้รับความเดือดร้อนพอสมควร แต่หากมองในแง่การรักษาความปลอดภัยของทั้งตัวผู้โดยสารและสายการบิน มาตรการดังกล่าวก็น่าจะช่วยลดภัยก่อการร้ายได้ในระดับหนึ่ง

อ้างอิง:
     - www.businessinsider.com/us-government-laptop-ban-middle-east-airline-airport-tsa-dhs-2017-3
     - www.vox.com/policy-and-politics/2017/3/21/15000424/laptop-ban-us-airports-muslim
     - www.mirror.co.uk/news/uk-news/millions-brits-could-banned-taking-10068282
     - www.businessinsider.com/electronics-ban-airlines-questions-dhs-tsa-us-laptop-2017-3
     - www.theguardian.com/world/2017/mar/21/uk-set-to-ban-laptops-on-flights-from-middle-east-countries