HIGHLIGHTS:

  • การประกวดนางนามคือ ‘เกม’ และ ‘โชว์’ ที่ใช้แนวคิด ‘ชาตินิยม’ มาตีฟูว่านี่คือการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายของแต่ละประเทศ จนกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเฟ้นหาตัวแทนผู้หญิงไปเป็นหน้าตาของประเทศนั้นๆ
  • นางงามที่ชนะอาจไม่ใช่คนสวยที่สุด แต่เป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น โดยมีบริบทสังคมเป็นส่วนประกอบ เช่นเดียวกับหนังรางวัลออสการ์
  • นางงามจักรวาลมี ‘แบบ’ ของความงามอยู่ ซึ่งมันคือความงามในบริบทหนึ่งเท่านั้น นางงามจักรวาลสมัยใหม่จะมีลุคเป็นนางแบบมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
  • ไม่ใช่แค่แข่งขันกันว่าใครสวยสุด แต่การประกวดนางงามคือการแข่งขันบนเกมของการสร้างสปอตไลต์ เมื่อทุกคนสวยหมด แต่จะทำอย่างไรให้เราโดดเด้งขึ้นมาจากคนสวยเป็นร้อยๆ
Miss Universe 2006, Zuleyka Rivera from Puerto 
Photo: Mario Anzuonl, Reuters/profile

 
     ช่วงที่ผ่านมาหน้านิวส์ฟีดของทุกคนคงมีแต่เรื่องการประกวดนางงามจักรวาล (ว่าแต่กดโหวตให้น้องน้ำตาลกันแล้วหรือยัง) และวันที่ 30 มกราคมนี้เราก็จะได้รู้แล้วว่า ‘มง’ จะลงที่ใคร (และปีนี้พิธีกรคงไม่อ่านผิดแล้วเนอะ)
     ดูเผินๆ การประกวดนางงามอาจเป็นแค่เรื่องการแข่งกันสวย ใครสวยก็ ‘มง’ ลงคนนั้น บางคนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ลึกลงไป การประกวดนางงามสะท้อนอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่การศึกษา ชาตินิยม ภาพลักษณ์สตรี นิยามความงาม ไปจนถึงกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์
     และคุณจะมอง ‘มง’ ไม่เหมือนเดิม
 
Miss Universe 2015, Pia Alonzo Wurtzbach from Philippines
Photo: Steva Marcus, Reuters/profile

นางงามกับการออกสู่โลกกว้าง
     ฉันได้ดูการประกวดนางงามจักรวาลครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นั่นเป็นเหตุการณ์ที่พาฉันออกสู่โลกกว้างครั้งใหญ่ผ่านการดูโทรทัศน์และการอ่านนิตยสาร ขวัญเรือน (ของแม่) ฉบับตามติดการประกวดนางงามจักรวาลที่ไทยซึ่งมี มิเชล แม็กลีน นางงามจักรวาลจากประเทศนามิเบียขึ้นปกในชุดราตรีสีขาว สวมมงกุฎนางงามจักรวาลอยู่ จำได้ขนาดที่ว่าจัดการประกวดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รอบชุดว่ายน้ำมีฉากหลังเป็นดอกกล้วยไม้ควีนสิริกิติ์ รอบชุดราตรีมีฉากหลังเป็นศาลาไทย รอบสุดท้าย อินเดียได้รองอันดับ 2 โคลอมเบียได้รองอันดับ 1 และนามิเบียได้ตำแหน่งนางงามจักรวาล ทั้งสามคนใส่ชุดราตรีสีแดง ส่วนพี่ไทยได้รางวัลรองอันดับ 1 ชุดประจำชาติ จำได้แม้กระทั่งเพลงประจำการประกวดที่ร้องว่า “Sawasdee…and Sawasdee!” จำได้ขนาดนั้น!
 
Miss Universe 2015, Pia Alonzo Wurtzbach from Philippines
Photo: Romeo Ranoco, Reuters/profile

 
     ที่บอกว่ามันคือการออกสู่โลกกว้าง ก็เพราะสำหรับเด็ก 10 ขวบ บ้านอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์อย่างฉันในตอนนั้น สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการได้รู้ว่าโลกนี้มีอีกหลายประเทศที่ไม่รู้จักมาก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ฉันรู้ว่าโลกนี้มีประเทศนามิเบีย, เวเนซุเอลา, ตรินิแดดและโตเบโก, ซิมบับเว, โคลอมเบีย, อารูบา, คอสตาริกา, นิการากัว ฯลฯ
     เอาว่าตั้งแต่โตมาจนทุกวันนี้ ฉันไม่เคยรู้ว่ามีประเทศเหล่านี้จากการอ่านหนังสือเรียน แต่ดูการประกวดนางงามจักรวาลทีเดียวแล้วจำได้ นอกจากจำได้แล้วทำให้รู้สึกสนใจและต่อยอดตามไปค้นคว้าต่อว่าแต่ละประเทศอยู่ที่ไหนของโลก เมืองหลวงชื่ออะไร พูดภาษาอะไรกัน มีอะไรในประเทศที่น่าสนใจ เขาใช้ชีวิตกันอย่างไรที่นั่น
     นั่นทำให้ฉันเรียนรู้ว่า ความรู้ไม่ได้มีอยู่เพียงแค่ในห้องเรียน แต่ทุกเรื่องรอบตัวสามารถเป็นความรู้ให้เราได้หมด ถ้าเพียงเรารู้จักต่อยอดและคิดต่อ
     แม้กระทั่งเรื่องที่คนค่อนแคะกันว่า “แค่การประกวดนางงามมันจะมีอะไร”
     มันมีอะไรเยอะเลยล่ะ
 
Miss Universe 2011, Leila Lopes from Angola is Crowned by 
Miss Universe 2010, Ximena Navarrete from Mexico
Photo: Paulo Whitaker, Reuters/profile

 
นางงามกับชาตินิยม และภาพสะท้อนของผู้หญิงในชาติ
     มุมหนึ่ง การประกวดนางงามจักรวาลคือ ‘เกม’ และ ‘โชว์’ ที่ใช้แนวคิด ‘ชาตินิยม’ มาตีฟูว่านี่คือการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายของแต่ละประเทศ (ซึ่งไม่รู้แข่งอีท่าไหน ยังไง้...ยังไง นางงามสหรัฐอเมริกาก็ต้องเข้ารอบ (เป็นชาติเจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันจะยอมให้ตัวเองตกรอบก็ไม่รู้จะจัดให้เสื่อมเกียรติเพื่อ?!)
     ตีฟูว่านี่เป็นวาระแห่งชาติที่เราต้องเฟ้นหา ‘ตัวแทนผู้หญิง’ ของประเทศไปเป็นหน้าตาของประเทศนั้น ซึ่งนางงามตัวแทนประเทศนั้นๆ จะสะท้อน ‘ภาพ’ ของผู้หญิงในประเทศนั้นๆ ได้จริง หรือเป็นเพียง ‘ภาพ’ ที่ประเทศนั้นๆ อยากให้คนเห็นว่าผู้หญิงประเทศตัวเองเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในประเทศนั้นๆ อาจจะไม่น่าชวนฝันเหมือนภาพนางงามเท่าไหร่
     อารมณ์เดียวกับการสร้างภาพโอปป้าเกาหลีให้โคตรหล่อ อ่อนโยน อบอุ่น เป็นผู้ชายในฝัน ผ่านชุดวัฒนธรรมละครซีรีส์เกาหลี จนพานเผลอเพ้อว่าผู้ชายเกาหลีทั้งประเทศคงเป็นแบบโอปป้าในซีรีส์กันหมด แต่ถ้าได้ไปประเทศเกาหลีก็จะพบความจริงอีกชุดหนึ่งว่าผู้ชายเกาหลีทำไมหน้าจืดเป็นเต้าหู้ชะมัด
     เช่นเดียวกันกับตอนนี้ เวลานึกถึงประเทศไหนที่มีผู้หญิงสวย เราก็นึกถึงเวเนซุเอลาก่อนเลย เพราะชุดวัฒนธรรมการประกวดนางงามของประเทศเขาสร้างภาพลักษณ์แบบนั้นไว้แข็งแกร่งมาก
     เอาจริงๆ ก็คล้ายกับเวทีออสการ์ นางงามที่ชนะอาจไม่ใช่คนที่สวยที่สุด แต่เป็นคนที่เหมาะที่สุดกับสถานการณ์ ณ เวลานั้น มันมีบริบททางสังคมเข้ามาประกอบด้วย
 
Miss Universe 2015, Pia Alonzo Wurtzbach from Philippines
Photo: Romeo Ranoco, Reuters/profile
 
     ตัวอย่างเช่น ดราม่าปี พ.ศ. 2535 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนางงามจักรวาล ปีนั้น อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ สาวเชียงใหม่ที่โชว์การรำฟ้อนสาวไหมได้งดงามได้เป็นนางสาวไทย ชนะจิดาภา ณ ลำเลียง สาวลูกครึ่งอิมพอร์ตพูดไทยไม่ชัดซึ่งเป็นตัวเก็งเต็งหนึ่ง กวาดรางวัลมาหมดตั้งแต่ขวัญใจช่างภาพ นางงามชุดว่ายน้ำงาม นางงามใบหน้างาม แต่ไปได้ไกลสุดที่รองอันดับ 1 แต่ก็นั่นแหละ บริบททางสังคม ณ ตอนนั้น (และบริบทของกรรมการด้วย) สมการความเป็นผู้หญิงไทยยังเท่ากับแม่พลอยอยู่ เพราะฉะนั้นการเลือกนางงามหน้าไทยแท้ๆ (ซึ่งเอาเข้าจริงไอ้ ‘ความเป็นไทยแท้ๆ’ มันคืออะไร คงต้องเถียงกันอีกยาว) น่าจะเหมาะกว่านางงามอิมพอร์ตลูกครึ่ง “พูดทายด้ายนิดโหน่ย”
     เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เกิดแค่ในประเทศไทย เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2558 นางงามญี่ปุ่นซึ่งเป็นนางงามญี่ปุ่นคนแรกที่เป็นคนผิวสีก็เคยโดนโจมตีว่าความเป็นผิวสีของเธอไม่ใช่ความเป็นญี่ปุ่นที่แท้จริง (เอ๊า?!)
     จากเรื่องนางงาม มันชวนให้เราตั้งคำถามถึงความเป็น ‘ชาติ’ ว่าเราได้เปิดพื้นที่ไว้มากพอสำหรับความหลากหลายหรือเปล่า ชุดความคิดเรื่อง ‘ชาติ’ ที่มีๆ กันอยู่นี้มันรวมเอาใครไว้ในนั้นบ้าง ทำใครตกหายไปหรือเปล่า หรือชุดความคิดเรื่อง ‘ชาติ’ และ ‘ตัวแทนประเทศ’ ของเรากำลังกีดกันแบ่งแยก ‘เขา’ กับ ‘เรา’ ไว้อยู่
 
Steve Harvey speaks as Miss Universe 2014, Paulina Vega from Colombia
and Miss Universe 2015, Pia Alonzo Wurtzbach from Philippines
Photo: Steva Marcus, Reuters/profile

 
     ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งเราอาจจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของนางงามในประเทศไทยว่าเรามีนางงามที่มีการศึกษาดี เราอาจมีนางงามที่ประกอบอาชีพที่ไม่ค่อยเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับผู้หญิงเท่าไหร่ อย่างเช่น หมอ นักบิน (มันน่าคิดดีนะที่เราไม่เรียกผู้ชายที่เป็นหมอ หรือผู้ชายที่เป็นนักบินว่าแพทย์ชาย นักบินชาย แต่เราเรียกผู้หญิงที่มีอาชีพดังกล่าวว่าแพทย์หญิง นักบินหญิง) แต่สถานะทางสังคมของผู้หญิงไทยโดยรวมดีขึ้นไหม ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศยังมีอยู่หรือเปล่า สถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นอย่างไร อันนี้คือคำถามที่เราต้องกลับมาทบทวนและร่วมกันผลักดันให้สังคมดีขึ้น
     เพราะเมื่อสถานะของผู้หญิงในประเทศดีขึ้น ผู้หญิงคนไหนก็สามารถเป็นตัวแทนของประเทศได้
     ไม่ควรยกหน้าที่นี้แบกไว้ใส่ไหล่ของนางงามแต่เพียงอย่างเดียว
 
Deshaunc Barber of the district of Columbia reacts as she is crowned by Miss USA
Photo: Steva Marcus, Reuters/profile

 
นางงามกับนิยามความงาม
     เมื่อมีตราประทับว่านางงามจักรวาลหรือผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาลแล้ว คำถามคือ ‘งามที่สุดในจักรวาล’ นี่คืองามแบบไหน
     นางงามจักรวาลมี ‘แบบ’ ของความงามอยู่ ซึ่งมันคือความงามในบริบทหนึ่งเท่านั้น
     นางงามจักรวาลสมัยใหม่จะดูมีลุคนางแบบมากขึ้น ด้วยทักษะส่วนใหญ่ที่ใช้ในการประกวดคือการเดิน การโพสต์ การสู้กล้อง สู้สายตาคน การพรีเซนต์เสื้อผ้า จนบางประเทศเลือกนางงามมาจากสายนางแบบโดยเฉพาะเพื่อเอามาสู้รบบนเวที โดยเฉพาะ นาตาลี เกลโบวา นางงามจักรวาลที่คนไทยน่าจะรู้จักมากที่สุด รองจากพี่ปุ๋ยกับคุณอาภัสราก็มาจากการเป็นนางแบบมาก่อน
     ตอนหลังๆ ประเทศไทยเองก็เริ่มปรับกลยุทธ์เฟ้นหานางงามที่ดูมีลุคเป็นนางแบบมากขึ้น (หากเป็นเมื่อก่อนก็อาจจะเอาโปรไฟล์นำว่าจบนอก การศึกษาดี เรียนมหาวิทยาลัยดังมาก่อน เดินไม่รอดก็ไม่เป็นไร) ทั้งแนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปีที่แล้ว และน้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปีนี้ก็มีความเป็นนางแบบสูง เมื่อเทียบกับนางงามสมัยก่อนที่ดูเป็นนางงามแต่ไม่เป็นนางแบบ หากลองเอานางงามยุคนี้ที่เดินฉับๆ เป็นนางแบบไปเดินประกวดในยุคก่อนก็อาจจะดูงงว่าจะเดินแรงเดินสะบัดไปไหน(ยะ)ได้ เพราะเขาเดินนวยนาดกันหมด
     สัดส่วนและรูปร่างก็เช่นกัน แต่ละนางคือจะผอมไปไหน?! เอาไส้ไปไว้ที่ไหนกัน แต่นี่แหละคือนิยามความงามบนเวทีนี้ อย่าได้เอามาเป็นไม้บรรทัดไปวัดตัวเองหรือคนอื่น
     คิดดูง่ายๆ ว่าถ้าเอานางงามที่มีรูปร่างเว้าโค้งแบบนี้ไปอยู่ในสังคมจีนยุคโบราณที่วัดความงามกันที่ขนาดข้อเท้าหาใช่หน้าอกหรือเอวเอส ชนเผ่าในเคนยาใส่จานที่ปากตั้งแต่อายุ 12-13 เพื่อถ่างให้ปากกว้าง เพราะจานเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งอิสตรีก็เป็นนิยามความงามอีกแบบ การมีผิวพรรณเกลี้ยงเกลาอาจเป็นที่ปรารถนาของนางงาม แต่ในเอธิโอเปีย การกรีดร่างกายให้มีรอยแผลเป็นเป็นทั้งศิลปะและสร้างแรงดึงดูดทางเพศ
     แต่นางงามเคนยามาประกวดนางงามจักรวาลก็ไม่ได้เป็นคนที่ถ่างปากมา  นางงามเอธิโอเปียก็ไม่ได้มีรอยกรีด เพราะนิยามความงามมันคนละแบบกัน บริบทเปลี่ยน ความเชื่อต่อความงามก็เปลี่ยน
     หรือประเทศมอริเตเนียและชนเผ่าตูเรคในประเทศแอลจีเรียที่เชื่อว่าผู้หญิงที่อ้วนคือผู้หญิงที่สวย เพราะแสดงว่าเธอมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์
     เพราะฉะนั้นสาวๆ ทั้งหลายที่คิดว่าตัวเองอ้วน พวกเธอไม่ได้อ้วน แต่แค่อยู่ผิดประเทศเท่านั้นเอง!
     ประเด็นก็คือ ถ้าเรารู้ว่าความงามแบบนี้ไม่ใช่ความจริงแท้หนึ่งเดียวในโลก
     เราจะมองกลับมาเห็นความงามที่ตัวเราเองเป็นผู้นิยามได้ไหม?
 

Miss Universe candidates blow kisses and pose for photographers
Photo: Erik de Castro, Reuters/profile

 
นางงามกับการสร้างสปอตไลต์
     ยิ่งมาทำงานสายพีอาร์ จึงยิ่งรู้ว่านางงามไม่ใช่แค่การแข่งขันว่าใครสวยที่สุด แต่มันคือการแข่งขันบนเกมของการสร้างสปอตไลต์
     ทุกคนสวยหมด แต่ทำยังไงให้เราโดดเด่นเด้งขึ้นมาจากคนสวยเป็นร้อยๆ มันเลยต้องใช้ศาสตร์ของการประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วย
     ส่วนแรก ผลิตภัณฑ์ของเราต้องดีก่อน แปลว่าก่อนประกวดนางงามจักรวาล นางงามต้องมีการเตรียมตัวอย่างดี ตั้งแต่การปรับบุคลิกภาพให้มีเสน่ห์ การเดิน การโพสต์ การพรีเซนต์ตัวเอง ต้องมีโค้ชเอาไป groom เคี่ยวให้เข้ม รวมไปถึงความสวยที่ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าแต่งหน้าแบบไหนจึงสวย บางรายอาจจะกลายเป็น ‘นางงามหน้าใหม่’ (คือทำหน้ามาใหม่) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อปรับลุคตัวเองให้สวยที่สุด เปี่ยมด้วยความมั่นใจมากที่สุด ไปจนถึงการฝึกสมาธิ การคุมสติ เพราะศึกของเธอคือการอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนตลอดเวลา
     ส่วนต่อมาคือมีของดีแล้วจะตียังไงให้ดัง ทำอย่างไรให้เราเป็นกระแส เป็นข่าวตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ข่าวการประกวดที่ดัง แต่ต้องให้ตัวเราเด่นอยู่ในข่าวนั้นด้วย บางทีอาจจะต้องตีให้ดังตั้งแต่ยังไม่ทันประกวด
 
Contestants take a selfie during a kick-off event for the upcoming Miss Universe
Photo: Czar Dancel, Reuters/profile

 
     ดูอย่างน้ำตาลที่เป็นข่าวตั้งแต่ขนกระเป๋า 17 ใบ บรรจุชุดที่ใส่ในระหว่างการประกวด กลายเป็นประเด็นข่าวตั้งแต่อยู่ที่สนามบิน และสำนักข่าวต่างประเทศเอาไปเล่นต่ออีก เช่นสำนักข่าว The Sun บอกว่าน้ำหนักกระเป๋าของเธอมากกว่า 10 เท่าของที่สายการบินอนุญาต และ “Just think about the excess baggage fees!” เอาเป็นว่านางงามไทยเรามีชื่อแล้วตั้งแต่ยังไม่เริ่มประกวดด้วยซ้ำ
     ที่เด็ดกว่านั้นคือ พอถึงสนามบินฟิลิปปินส์ นางเปลี่ยนชุดเป็นชุดบารอง ตากาล็อก ชุดประจำชาติฟิลิปปินส์ สร้างคะแนนนิยมในหมู่แฟนนางงามชาวฟิลิปปินส์เจ้าภาพการประกวดเข้าไปอีก! ถือว่าคิดมาแล้วจริงๆ รู้ๆ กันอยู่ว่าประเทศนี้บ้านางงามกันแค่ไหน ถ้าได้เสียงสนับสนุนจากคนฟิลิปปินส์ รับรองว่าเกิด!
     หรือจากคลิปสัมภาษณ์แนะนำตัวของนางที่พูดถึงชีวิตตัวเองที่อยากช่วยเหลือคนยากจนเพราะตัวเองเคยจนมาก่อน และรู้ว่าเวลาที่มันไม่มีมันรู้สึกอย่างไร ก็น่าประทับใจมาก โดยเฉพาะเมื่อพูดมาจากชีวิตจริงของนาง
     วิเคราะห์ให้ไกลกว่านั้นคือประเทศฟิลิปปินส์เองก็ประสบปัญหาความยากจน การแตะเรื่องความเข้าใจความรู้สึกของคนยากจน โดยมีประสบการณ์ชีวิตของตัวเองร่วมด้วยอยู่แล้ว ยิ่งทำให้สิ่งที่น้ำตาลพูดเหมือนพูดถูกปมที่อยู่ในใจคนฟิลิปปินส์ ยิ่งทำให้คนฟิลิปปินส์หันมาเชียร์นางงามไทยมากขึ้น จากเดิมที่แฟนนางงามสองชาตินี้ตีกันตลอด
     จะเห็นได้ว่าตลอดการประกวดจะมีเหตุการณ์ให้น้ำตาลอยู่ในกระแสตลอด ขณะที่นางงามอีกหลายคนยังไม่ได้พื้นที่สื่อเท่านี้เลยด้วยซ้ำ
     เด่นมาขนาดนี้แล้ว ที่เหลือคือทำหน้าที่บนเวทีตามที่ซ้อมมาอย่างดีที่สุด (ท่าเดินแมลงก้นกระดกของเธอเด็ดขาดมาก ชอบ!)
     สปอตไลต์ส่องมาแล้ว เหลือแต่ ‘มง’ นี่แหละ