HIGHLIGHTS:

  • เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของ ‘โทนี่ จา’ นักสู้ตัวจริง ผู้ทำให้ความฝันของตัวเองกลายเป็นจริงครั้งแล้วครั้งเล่า และเบื้องหลังการลุกขึ้นมาทำงานเพลง ‘ลุยเฮลุย’ (Groundbreaking) ซิงเกิลแรกในชีวิต
  • เปิดบทเรียนชีวิตหลังโกอินเตอร์ กับความฝันใหม่ที่กำลังไล่คว้า
     จู่ๆ เราก็ได้เห็นบทบาทใหม่ของสุดยอดแอ็กชันสตาร์ในวงการเพลง ลีลาการร้องและเต้นกระจุยกระจาย กับซิงเกิลแรกในชีวิต ‘ลุยเฮลุย’ (Groundbreaking) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โทนี่ จา ทำได้ดีเกินความคาดหมาย
     ในวันที่เขามีโปรเจกต์ภาพยนตร์ต่างประเทศติดพัน ต้องบินกลับไปถ่ายทำอยู่อีกหลายเรื่อง โทนี่ จา กลับมาบ้านเพื่อซุ่มทำงานเพลงและเปิดตัวที่เมืองไทย เราชวนเขามานั่งคุยถึงความฝันที่เขาเก็บงำมาเนิ่นนาน และเพิ่งทำให้กลายเป็นจริงได้หมาดๆ
     ตลอดสองชั่วโมงที่นั่งสนทนากัน สิ่งที่เขาย้ำกับเราอยู่เสมอคือ ‘การลงมือทำและการต่อยอด’ รวมถึง ‘ความศรัทธาที่มีต่อตัวเอง’ 
     ประโยคหนึ่งที่ โทนี่ จา บอกกับเราก็คือ “หากเราไม่หลุดจากศรัทธาและไม่หลุดจากความฝันของเรา สิ่งที่ฝันไว้ย่อมเกิดขึ้นได้จริง” 
     เราเชื่อว่าเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของชายคนนี้ ผู้ทำให้ความฝันของตัวเองกลายเป็นจริงได้ครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะจุดประกายความเชื่อมั่นให้ใครๆ หลายคนกล้าออกเดินต่อสู้ทะลุทุกขีดจำกัดและอุปสรรค เพื่อบรรลุเป้าหมายที่มุ่งหวัง 
 

“ถ้าเราเห็นเป้าหมายชัดเจนมากพอ มันก็จะกลายเป็นพลังบวก ไม่ใช่พลังด้านลบที่คอยฉุดรั้ง เมื่อมีความเชื่อความศรัทธาอยู่ตรงนั้นว่ามันสามารถเป็นไปได้ นอกเสียจากว่าเราไม่ลงมือทำ”

หลายคนประหลาดใจที่จู่ๆ คุณลุกขึ้นมาทำเพลง ช่วยเล่าที่มาที่ไปให้ฟังหน่อย
     ดนตรีเป็นความฝันอีกอย่างหนึ่งของผมมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ผมมีไอดอลอยู่สองคน คนแรกคือ บรูซ ลี อีกคนคือ ไมเคิล แจ็กสัน ดังนั้น นอกจากฝันอยากจะเล่นหนังบู๊ ผมก็มีอีกความฝันหนึ่ง คือการได้ร้องเพลงและเต้น ซึ่งติดตัวผมมานานมากแล้ว เพียงแต่ช่วงก่อนหน้านี้ยังอยู่ในระหว่างไล่ล่าความฝันในการเล่นหนัง ผมโด่งดังจากการเล่นหนังแอ็กชันไทย จนได้ไปเล่นหนังฮอลลีวูด และพอดีว่าได้ไปเล่นหนังฮ่องกงชื่อ SPL 2 (Saat Po Long 2: โหดซัดโหด ภาค 2) ระหว่างที่เดินทางไปร่วมโปรโมตหนังเรื่องดังกล่าว เขาให้ผมร้องเพลงในงาน ผมก็ร้องเพลง ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ...หลองปั้น หลองเหล่า หม่านเหลยโทวโท้ว กงโสยเหว่งปั๊ดเย่า โปรดิวเซอร์หนังได้ฟังก็เลยถาม เฮ้ โทนี่ ยูร้องเพลงได้นี่ ยูมาร้องประกอบหนังเรื่องนี้ให้เราเลยได้ไหม ผมก็ถามเขา เอาจริงเหรอ ก็ได้นะ ผมขอร้องเป็นเวอร์ชันภาษาไทยก็แล้วกัน ระหว่างช่วงเวลาที่กลับเมืองไทย ผมจะแต่งเนื้อร้องเพลงนี้แล้วทำเพลงส่งไปให้เขา พอกลับมาก็ไปคุยเรื่องนี้กับโปรดิวเซอร์ค่ายแกรมมี่ หวังว่าเขาจะช่วยเราได้

เลยเป็นเหตุผลที่คุณตกลงปลงใจกับแกรมมี่
     ครับ เมื่อมีทีมงานพร้อม ผมก็เลยได้เข้าไปอัดเพลงประกอบ SPL 2 ที่แกรมมี่จนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นเราก็คุยกันต่อ ผมก็บอกว่า พี่ครับ ผมร้องเพลงได้นะ และผมชอบเต้นด้วย ก็ลองร้องแร็ปให้เขาฟัง โดยเอาชื่อแม่ไม้มวยไทยมาเรียงต่อๆ กัน แล้วเต้นประกอบด้วยท่าแม่ไม้มวยไทยเหล่านั้น ผสมท่าโขน เอาท่า ไมเคิล แจ็กสัน ไอดอลของเรามาใส่เข้าไป (เต้นโชว์) พวกพี่ที่แกรมมี่หัวเราะชอบใจกันใหญ่ หลังจากนั้นเขาก็โทร.มาหา บอกว่าลองมาคุยกันต่อดีกว่า พอรู้ว่าจะได้มาคุยกับแกรมมี่ ผมนี่รีบแต่งเพลงเลยครับ พยายามหาสไตล์ของตัวเอง แล้วก็ลองเขียนเนื้อเพลงออกมา
     พอทางนั้นได้ฟังก็บอกว่าลองเอามาใส่ดนตรีกันดีกว่า ก็ให้ผมมาเจอกับพี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ (ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) เขาก็บอกว่ามีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่เขาแต่งไว้นานมากแล้ว แต่หาคนร้องไม่ได้สักที เชื่อไหมว่าเพลงนี้เขาแต่งเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่ได้ดูหนังเรื่อง องค์บาก ที่ผมเล่น และก็คิดว่าน่าจะเหมาะกับผม เขาก็เอามาเปิดให้ฟัง ชื่อเพลง ‘ลุยเฮลุย’ ฟังแล้วฮึกเหิมมาก แล้วเราก็คุยกันว่าเอามาบิดให้เกี่ยวกับมวยไทยไปเลยดีไหม และผมลองแร็ปเล่นๆ ใส่เข้าไปจนกลายมาเป็นเอ็มวีเพลงที่ทุกคนได้เห็นและได้ฟังกันไปแล้วนั่นแหละครับ
     เพลง ‘ลุยเฮลุย’ (Groundbreaking) เป็นกับเหมือนเพลงไหว้ครูปลุกขวัญกำลังใจก่อนการต่อสู้ ระหว่างช่วงที่กำลังพัฒนาเพลงนี้ ผมเคยลองเอาเพลงนี้ไปให้เพื่อนๆ นักแสดงที่เมืองนอกอย่าง วิน ดีเซล และ คริส วู ฟัง ซึ่งเขาฟังแล้วก็บอกว่าชอบจังหวะไทยๆ ที่มีเสียงปี่ กลองสะบัดชัย ตะโพน... ผมคิดว่านี่คือความแปลกใหม่สำหรับเขา มันเป็นจิตวิญญาณที่มากับเสียงเพลง เป็นเหมือนมนต์สะกด 

แปลกตรงที่โลกสากลก็เข้าใจสำเนียงแบบไทย เครื่องดนตรีของไทย
     ดนตรีเป็นภาษาสากล โชคดีที่ผมได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตาจากการไปต่างประเทศ เมื่อได้ไปดูโลก ไปเห็นวิธีการคิดของเขา ไม่ได้อยู่แต่ในกรอบเดิมๆ ก็มานั่งคิดว่าแล้วเราจะสื่อสารผลงานออกไปอย่างไร ผมและโปรดิวเซอร์ของแกรมมี่คิดตรงกันว่าควรจะใส่ความเป็นไทยเข้าไป เพราะหากยึดถือรากของเราเอาไว้ ไม่ว่าจะเอาไปประยุกต์ทำอะไรก็ตาม พลังในการขับเคลื่อนก็จะสูงมาก ที่ต่างประเทศจะชอบ พวกเขาพูดถึงเสียงเครื่องดนตรีไทยด้วยความทึ่ง เพราะไม่เคยได้ยิน ไม่เคยฟัง แต่ผมจะสื่อสารออกไปให้โมเดิร์นหน่อย โปรเจกต์นี้จึงใช้ทั้งเครื่องดนตรีไทยและท่าเต้นที่ดัดแปลงมาจากศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย



ตอนนี้คุณประสบความสำเร็จเป็นแอ็กชันสตาร์ระดับโลก คุณคาดหวังไหมว่าผลงานเพลงจะต้องประสบความสำเร็จในระดับพอๆ กัน
     ผมไม่ได้คาดหวังอะไรขนาดนั้น เอาเป็นว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ช่วยตอบโจทย์ที่เราเคยฝันไว้ตั้งแต่เด็กๆ เรื่องความสำเร็จหรือเงินทองอะไรทำนองนั้น จึงไม่ค่อยได้นึกถึงในระหว่างที่ทำงาน แต่อย่างหนึ่งที่น่าพูดถึงก็คือ เมื่อเราลงมือทำหรือสร้างสรรค์อะไร ก็จะนำไปต่อยอดสู่สิ่งอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ เช่น เมื่อได้ไอเดียเรื่องจะเอาหมอลำเข้ามาใส่ในเพลง ก็คิดต่อยอดว่าจะทำอะไรต่อไปได้อีก จะเอาเพลงนี้ไปใส่เนื้อร้องภาคภาษาอังกฤษดีไหม หรือจะทำเพลงป็อปเต้นรำสไตล์ไทยๆ ไปเลย เมื่อเริ่มต้นลงมือทำ มันก็จะทำให้เราทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ แต่หากไม่เริ่มต้นลงมือ มันก็ไม่มีอะไรให้เราคิดหรือทำต่อ งานศิลปะมันเป็นแบบนี้ และเมื่อเราทำงานออกมา ก็จะเกิดพลังส่งผ่านให้คนอื่น เหมือนอย่างที่ผมบอกว่าสมัยก่อนผมชอบดู ไมเคิล แจ็กสัน และ บรูซ ลี พวกเขาก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมีความฝัน และทำในสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้

ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ แตกต่างจากโปรดักชันวงการภาพยนตร์ไทยอย่างไร
     ตอนนี้ต้องยอมรับว่าฮอลลีวูดเขามีวิวัฒนาการเรื่องเทคโนโลยีในการถ่ายทำไปไกลสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์กราฟิก หรือฝีมือของนักแสดงสตันต์ที่มีความสามารถโดดเด่นมาก นั่นก็เป็นเพราะเขามีเงินทุน ดังนั้น เมื่อคิดอะไรออกมาก็สามารถทำงานตอบโจทย์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นฉากยิงถล่มกัน อะไรๆ ก็สามารถดีไซน์ให้ออกมาได้ และทำให้สมจริงได้ แต่จิตวิญญาณอย่างเอเชียเรากลับกลายเป็นสิ่งที่เขากำลังให้ความสนใจ มีการนำความคิดของตะวันตกไปบวกกับตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นทางจีนหรือของไทย เหมือนอย่างที่เห็นว่าใน xXx วิน ดีเซล ก็เอาแม่ไม้มวยไทยแบบศอกกลับไปใช้ ก็มีการใช้มวยไทยให้เห็น
 

“ที่ต่างประเทศพูดถึงเสียงเครื่องดนตรีไทยด้วยความทึ่ง เพราะไม่เคยได้ยิน ไม่เคยฟัง แต่ผมจะสื่อสารออกไปให้โมเดิร์นหน่อย โปรเจกต์นี้จึงใช้ทั้งเครื่องดนตรีไทยและท่าเต้นที่ดัดแปลงมาจากศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย”​

ฟังดูเหมือนกับว่าคุณได้ศึกษาอะไรมาเยอะเลย
     ใช่ ผมชอบศึกษาวิธีการทำงานของโปรดิวเซอร์ คอยสังเกตว่าเขามีความคิดอย่างไร มุมมองของกองถ่ายและทีมสตันต์เป็นอย่างไร ผมชอบและสนุกกับตรงนี้มาก ทำให้ผมเห็นว่าระบบการทำงานของเขาทุกอย่างมันเป๊ะแบบโรงงานอุตสาหกรรมจริงๆ และถ้าคุณมีศักยภาพได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น คุณก็จะรู้ว่าเขาจะให้เกียรติคุณมาก เมื่อได้ขึ้นทำเนียบเป็นดาราที่อยู่ในแคสต์นักแสดง ซึ่งคุณจะต้องมีเอเจนต์และเซ็นสัญญา มีประกันชีวิต มีอะไรให้อีกเพียบ คือถ้าเล่นอะไรเสี่ยงเกินไปนี่จะไม่ให้เล่นเลย แต่เราเองก็ต้องช่วยเขาคิดและครีเอตเหมือนกันนะ ว่าถ้าถ่ายฉากนี้จะต้องเป็นเราตัวจริงเท่านั้น ต้องเดินไปบอกกับเขาว่าซีนนี้ผมขอเล่นเอง เพราะมุมกล้องแบบนี้มันต้องเป็นเราเท่านั้นจึงจะเป๊ะกว่าที่จะให้สตันต์แมนเล่นแทน ซึ่งถ้าเราพรีเซนต์ให้ผู้กำกับโอเคได้ เขาก็ให้เล่น แต่เราก็ต้องเข้าไปคลุกอยู่กับเขา และแสดงให้เห็นว่าเราทำได้

คุณดูเป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน คุณคิดว่าสักวันความทะเยอทะยานจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองไหม
     ผมคิดว่าถ้าคนเราไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต มันก็เป็นเรื่องยากเลยนะ เราสามารถเอาความทะเยอทะยานมาเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิตได้ แต่ต้องมองให้ขาดว่าเราทำสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร ถ้าเราเห็นเป้าหมายชัดเจนมากพอ มันก็จะกลายเป็นพลังบวก ไม่ใช่พลังด้านลบที่คอยฉุดรั้ง เมื่อมีความเชื่อความศรัทธาอยู่ตรงนั้นว่ามันสามารถเป็นไปได้ นอกเสียจากว่าเราไม่ลงมือทำ
     ทุกอย่างเริ่มตั้งแต่วิธีคิด และเราจะไม่นึกเสียใจในภายหลังด้วย เพราะเราได้ลงมือทำแล้ว เราต้องมองให้เห็นค่าของตัวเอง แล้วสิ่งที่เราตั้งใจจะทำก็จะเป็นเหมือนกับเจดีย์ที่คนในสมัยก่อนสร้างเอาไว้ กรุแตกก็ยังมีพระ มันยังมีคุณค่าให้คนเขานำไปศึกษาต่อยอด เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าเพลงหรือหนังที่เราทำ ชีวิตของผมก็ทะเยอทะยานอยู่แค่เรื่องนี้  


เรื่อง: วรัญญู อินทรกำแหง, ทรรศน หาญเรืองเกียรติ
ภาพ: วงศกร ยี่ดวง
สไตลิสต์: Hotcake
รองเท้า: Dr. Martens