HIGHLIGHTS:

  • ความคิดเรื่องการสำเร็จความใคร่ก็เหมือนเรื่องอื่นๆ มันเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากยอมรับได้มาเป็นยอมรับไม่ได้ แล้วก็กลับไปยอมรับได้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเวียนวนเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
  • การสำเร็จความใคร่เริ่มเป็นเรื่องที่ต้องห้าม (Taboo) และต้องเข้มงวดกวดขันกันในช่วงศตวรรษที่ 18 หรือ 19 นี่เอง ในยุคนี้ นักเทววิทยาและแม้กระทั่งแพทย์ก็เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี น่ารังเกียจ เป็นเรื่องต้องห้าม 

          ข่าวคราวการสำเร็จความใคร่ให้คนอื่นดูของคนดังในแวดวงบันเทิงอเมริกาทำให้ผมนึกสงสัยขึ้นมาว่า ตั้งแต่เมื่อไรและอย่างไรกันหรือ - ที่เรารู้สึกว่าการสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องสกปรกและไม่ควรทำ
          ใครๆ ก็คงรู้นะครับ ว่าการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง (หรือ Masturbation) คืออะไร เพราะนอกจากคนที่ถือพรหมจรรย์มาตลอดชีวิตตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว ก็ไม่น่ามีใครไม่เคย ‘แตะต้องตัวเอง’ ในความหมายที่ใช้คำแบบไทยๆ ได้ว่า ‘ชักว่าว’ หรือ ‘ตกเบ็ด’ หรอกน่า
          เอาเข้าจริง การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่มีอยู่ใน ‘งานศิลปะ’ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้วนะครับ มีการพบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำทั่วโลก ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองนี่แหละ ในอารยธรรมแรกเริ่มของโลก คือเมโสโปเตเมีย ก็มีหลักฐานบอกว่าคนในสมัยนั้นมองการสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องธรรมดาๆ แถมยังนิยมใช้เป็นเทคนิคในการฝึกหัดเรื่องเพศด้วย ไม่ว่าจะฝึกหัดคนเดียว หรือฝึกหัดกับคู่ของตัวเอง คือใช้การสำเร็จความใคร่ร่วมกันแทนการมีเพศสัมพันธ์ (เรียกว่า Mutual Masturbation)
          ถ้าจะว่าไป การสำเร็จความใคร่เริ่มเป็นเรื่องที่ต้องห้าม (Taboo) และต้องเข้มงวดกวดขันกันในช่วงศตวรรษที่ 18 หรือ 19 นี่เอง เพราะในยุคนี้ นักเทววิทยาและแม้กระทั่งแพทย์ ก็เห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี น่ารังเกียจ เป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นนะครับ แต่ (เด็ก) ผู้ชายเองก็ไม่พึงทำด้วย แล้วไม่ใช่แค่ในอังกฤษยุควิกตอเรียหรือในแวดวงศาสนาเท่านั้น กระทั่งจอห์น เคลล็อก (John Kellogg) ซึ่งเป็นผู้คิดค้นธัญพืชอาหารเช้า ก็ยังสอนเด็กผู้ชายว่าห้ามสำเร็จความใคร่ เนื่องจากจะทำให้อ่อนแอและตกอยู่ใต้อำนาจของผู้หญิงเมื่อโตขึ้น
 
การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่มีอยู่ใน ‘งานศิลปะ’ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้วนะครับ
          มายาคติเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่จึงเรียกได้ว่ามีอิทธิพลใหญ่หลวงพอตัวเลย และน่าจะแพร่ไปทั่วโลกด้วย นานมาแล้ว ผมเคยอ่านการตอบจดหมายในคอลัมน์ ‘เสพสมบ่มิสม’ ที่ลือลั่นในอดีต ข้าราชการหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งเขียนมาปรึกษาว่าเขาไม่ค่อยมีอารมณ์ทางเพศ ปลุกอวัยวะส่วนตัวไม่ตื่นสักที ผู้ตอบจดหมาย (คือนายแพทย์นพพร ซึ่งเป็นนามปากกา) บอกว่าให้เขาลองสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองดู เขาก็ทำ แล้วก็เขียนตอบกลับมาอีกฉบับหนึ่งว่าได้ผล
          เรื่องของเรื่องก็คือ ตั้งแต่โตเป็นหนุ่มขึ้นมาแล้ว เขาไม่เคยคิด ‘แตะต้องตัวเอง’ อีกเลย ตอนวัยเด็กหรือวัยรุ่น การ ‘ชักว่าว’ คือการสำรวจตัวเอง แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ มีภรรยา มีหน้าที่การงานแล้ว เขารู้สึกว่าการทำอย่างนั้นเป็นเรื่องผิด ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด วิธีคิดแบบนี้น่าจะแพร่หลายโดยทั่วไปในสังคมไทยยุค 30-40 ปีที่แล้วมากพอควร ซึ่งในด้านหนึ่งก็ก่อให้เกิดปัญหา เพราะเมื่อระบายความใคร่ด้วยตัวเองไม่ได้เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ควรทำ ก็ต้องไปหาคนระบายด้วย แต่ถ้าภรรยาไม่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ ก็ต้องไปหาคนอื่น ซึ่งอาจจะได้ผลลัพธ์เป็นบ้านเล็กบ้านน้อย หรือแม้กระทั่งการขืนใจล่อลวงคนอื่นก็เป็นได้ แต่ในกรณีของผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ กลายเป็นว่าเขาเหวี่ยงไปอีกด้าน คือกลับหดเหี่ยวไร้อารมณ์ความรู้สึกไปเลย จนกระทั่งได้ย้อนกลับมา ‘แตะต้องตัวเอง’ อีกครั้ง ความรู้สึกในแบบวัยหนุ่มจึงหวนกลับมาอีกหน
          เป็นไปได้ไม่น้อย ที่มายาคติเรื่องคนเราไม่ควรสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองจะเป็นมายาคติที่รับมาจากฝรั่งยุคศตวรรษที่ 18-19 เพราะคนยุคนั้นสอนกันว่าการแตะต้องตัวเองเป็นบาป เราไม่ควรอยู่คนเดียวบ่อยๆ เพราะการอยู่คนเดียวจะทำให้เราอยากทำอะไรเลวร้าย (ซึ่งก็คือการสำเร็จความใคร่นี่แหละ) เด็กผู้หญิงนั้นไม่ควรทำอยู่แล้ว ส่วนเด็กผู้ชายถ้าสำเร็จความใคร่บ่อยๆ ก็จะทำให้กลายเป็นคนอ่อนแอ ไม่มีภาวะผู้นำไปโน่นเลย
          แต่อย่างที่บอกไว้ตอนต้น ถ้าเราย้อนกลับไปดูตำนานโบราณมากๆ เราจะพบว่าหลายตำนาน (โดยเฉพาะตำนานกำเนิดมนุษย์) จะมีเรื่องการสำเร็จความใคร่ของพระเจ้าแทรกปนอยู่ ไม่ใช่แค่ตำนานของชาวยิว (ที่มีรากเดียวกับคริสต์และอิสลาม) เท่านั้น แต่รวมไปถึงศาสนาและความเชื่อเก่าแก่จากหลายที่ด้วย แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือปกรณัมอียิปต์ ที่บอกว่าเทพแห่งเทพ (คือเทพ Atum) ซึ่งมีสองเพศในร่างเดียว ได้กระทำอัตกามกิริยา แล้วก็ก่อกำเนิดมาเป็นเทพสององค์ คือเทพ Shu กับเทพ Tefnut ซึ่งสององค์นี้ก็ให้กำเนิดเทพไอซิสกับโอซิริสอีกทีหนึ่ง จึงถือว่าการสำเร็จความใคร่นี่แหละครับ คือตัวการให้กำเนิดโลก
          การสำเร็จความใคร่ของผู้ชายในอียิปต์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดการก่อกำเนิดหรือสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ด้วย
 
มีหลายวัฒนธรรมที่ใช้น้ำอสุจิมาทำพิธีบูชาเทพเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ก็เลยต้องจัดพิธีกรรมชักว่าวหมู่กันขึ้นมา
          ชาวกรีกโบราณก็คล้ายๆ อียิปต์ คือเห็นว่าการสำเร็จความใคร่ (ของผู้ชาย) เป็นเรื่องปกติ แถมยังเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสร้างความสำราญและปลดปล่อยทางเพศในรูปแบบหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันประเจิดประเจ้อนะครับ
          ในยุคนั้น มีนักปรัชญากรีกคนหนึ่งชื่อ ไดโอเจเนส (Diogenes) เขาเป็นคนที่ให้กำเนิดปรัชญาสาย Cynicism ซึ่งถือว่าเป้าหมายของชีวิตคือการดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ ทีนี้พอมีความเชื่อทางปรัชญาแบบนี้ ไดโอเจเนสก็เลยทำอะไรแปลกๆ หลายอย่าง เขาต่อต้านการกระทำของมนุษย์ในเรื่องที่ถือว่าเป็น ‘มารยาท’ ที่ดีงามทั้งหลาย เช่น เขาเริ่มด้วยการกินอาหารในที่สาธารณะ (ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าไม่ดี) จากนั้นก็ปัสสาวะรดคนที่มาว่าเขา ไปอึในโรงละคร และที่ชาวกรีกเห็นว่ารับไม่ได้มากที่สุด ก็คือการสำเร็จความใคร่ในที่สาธารณะ
          ดังนั้นแม้ชาวกรีกจะไม่รู้สึกว่าการสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องแย่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่พึงควักออกมา ‘ทำ’ อวดคนอื่นในที่สาธารณะ
          การสำเร็จความใคร่ยังถูกนำไปใช้ใน ‘พิธีกรรม’ ต่างๆ (หรือในบางกรณี การสำเร็จความใคร่ก็ ‘เป็น’ ตัวพิธีกรรมเองด้วย) ถ้าย้อนกลับไปดูชาวนอกศาสนา (คือ Pagan) ในแถบตะวันออกกลางยุคโบราณ เราจะพบว่ามีหลายวัฒนธรรมเลยที่ใช้น้ำอสุจิมาทำพิธีบูชาเทพเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ก็เลยต้องจัดพิธีกรรมชักว่าวหมู่กันขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงเก็บเกี่ยวพืชผล
          นอกจากนี้ ชาวเผ่าแซมเบียในนิวกินีก็มีพิธีกรรมเติบโตเป็นหนุ่ม ด้วยการที่มีคนมาทำออรัลเซ็กซ์ (เรียกว่า Fellatio) ให้จนกระทั่งน้ำอสุจิหลั่งออกมา ที่ต้องมีคนมาทำออรัลเซ็กซ์ให้นั้น เป็นเพราะถือกันว่าน้ำอสุจิเป็นของมีค่า ถ้าปล่อยทิ้งเรี่ยราดไปก็เท่ากับเสียของ ผลิตออกมาแล้วควรจะกินเข้าไป โดยเชื่อว่าน้ำอสุจิสร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย และถือเป็นของมีค่าแบบเดียวกับน้ำนมแม่
          ชนเผ่าโบราณในฟิลิปปินส์ก็มีธรรมเนียมคล้ายๆ กัน คือจะให้ ‘พ่อหมอ’ ที่เป็นเหมือนหมอผีประจำเผ่ามาคอยบีบนวดอวัยวะเพศของเด็กชายเป็นประจำเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเตรียมพร้อมสู่พิธีเติบโตเป็นหนุ่ม พิธีนี้ไม่ใช่แค่ ‘ชักว่าวสาธารณะ’ เท่านั้น แต่ยังต้อง ‘หลั่งสาธารณะ’  (Public Ejaculation) ให้ทุกคนเห็นว่ามีน้ำอสุจิด้วยจึงจะถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่ได้ น้ำอสุจิที่หลั่งออกมาจะถูกนำไว้ในถุงหนังสัตว์เพื่อนำมาใช้ในภายหลังเพราะเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้มีลูกได้ ปริมาณของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาในพิธีกรรมนี้สำคัญนะครับ เพราะใช้ดูได้ว่าใครมี ‘ความเป็นชาย’ มากกว่า โดยดูว่าใครหลั่งน้ำอสุจิมากกว่ากัน ปริมาณน้ำอสุจิจึงสำคัญกว่าขนาดของอวัยวะเพศ
          อย่างไรก็ตาม ในแถบอาหรับโบราณ ขนาดของอวัยวะเพศถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมีการ ‘นวด’ อวัยวะเพศให้ใหญ่ขึ้น เรียกว่า Jelqing ซึ่งแม้ดูคล้ายกับการสำเร็จความใคร่ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ การนวดที่ว่านี้ต้องนวดอย่างรุนแรงด้วยวิธีการดึงอวัยวะเพศ หลายครั้งจึงเป็นอันตราย เจ็บปวด ระคายเคือง เส้นเลือดฉีก และเกิดแผลขึ้นมา ยิ่งถ้าใครเกิด ‘แข็งตัว’ ขึ้นมาระหว่างนวดด้วยแล้ว ก็ยิ่งอันตราย ดังนั้น Jelqing จึงไม่ใช่การสำเร็จความใคร่ แต่คือการเพิ่มขนาด
          ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือแนวคิดของเต๋า (Taoism) ที่สอนว่าเวลาจะสำเร็จความใคร่ ต้องไม่หลั่งน้ำอสุจิออกมา เพราะการหลั่งน้ำอสุจิคือการหลั่งพลังงานชี่ออกมาจากตัว ดังนั้นจึงควรสำเร็จความใคร่ให้เกือบเสร็จ แต่อย่าให้เสร็จ แล้วรั้งตัวเองเอาไว้ เพื่อให้น้ำอสุจิ (หรือพลังงาน) ซึมซับกลับเข้าไปในตัว การหลั่งน้ำอสุจิออกมาถูกมองว่าทำให้เกิดความอ่อนแอ โดยเฉพาะกับไตที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางพลังงานของร่างกาย ถึงขนาดมีการฝึกสิ่งที่เรียกว่า ‘บรรลุจุดสุดยอดย้อนกลับ’ (Reverse Orgasm) คือแม้จะบรรลุจุดสุดยอด แต่น้ำอสุจิไม่พุ่งออกมา ทว่าไหลย้อนกลับเข้าไปภายในร่างกาย ซึ่งก็คือไหลเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่บอกว่าเรื่องที่อันตรายมากเพราะอาจติดเชื้อได้
          สำหรับผู้หญิง การสำเร็จความใคร่อาจต้องมีวัตถุอื่นๆ มาช่วยด้วย ค้นพบว่ามีการคิดค้น ‘ดิลโด’ มานานแล้ว ดิลโดโบราณชิ้นแรกของโลกอาจมีอายุถึง 28,000 ปี เมื่อค้นพบแท่งหินขนาดยาวที่ดูคล้ายลึงค์ของผู้ชายในถ้ำชื่อ Hohle Fels ที่อยู่กับเมืองอูล์มในเยอรมนี โดยทีมขุดค้นจากมหาวิทยาลัยตูบิงเง่น ชาวกรีกโบราณก็มีวัตถุที่เรียกว่า Olisbokollikes มีการใช้มาตั้งแต่ 500 ปีก่อนคริสตกาลเพื่อบำบัดความใคร่ พบเห็นได้ตามภาพบนไหของกรีกโบราณ
 
แนวคิดของเต๋า (Taoism) สอนว่าการหลั่งน้ำอสุจิออกมาถูกมองว่าทำให้เกิดความอ่อนแอ ถึงขนาดมีการฝึกสิ่งที่เรียกว่า ‘บรรลุจุดสุดยอดย้อนกลับ’ (Reverse Orgasm)
          ในยุคสมัยใหม่ เราอาจคิดว่าการสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้กว้างขวางขึ้น อย่างในปี 2009 หน่วยงานบริการสาธารณสุขแห่งเชฟฟิลด์ในอังกฤษ ได้ออกสโลแกนเชิญชวนให้คนสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองบ่อยๆ โดยบอกว่า An orgasm a day keeps the doctor away ซึ่งก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้านมากมาย โดยในช่วงเวลาเดียวกัน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษก็ต้องออกประกาศห้ามคน ‘ชักว่าว’ ในห้องน้ำของมหาวิทยาลัย เพราะน้ำอสุจิมันไปอุดตันท่อระบายน้ำ แปลว่าต้องมีการทำอัตกามกิริยากันเป็นจำนวนมากถึงขั้นก่อให้เกิดการอุดตันขึ้นมาได้
          จะเห็นว่า ความคิดเรื่องการสำเร็จความใคร่ก็เหมือนเรื่องอื่นๆ นั่นแหละครับ เราคิดกับมันอย่างไร เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากยอมรับได้มาเป็นยอมรับไม่ได้ แล้วก็กลับไปยอมรับได้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเวียนวนเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
          การเรียนรู้เรื่องการสำเร็จความใคร่ของผู้คน จึงไม่ได้แค่ทำให้เรารู้เรื่องทางเพศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนกลับไปถึงวิธีคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ และสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละสังคมและแต่ละยุคสมัยด้วย
          ที่ยอมรับไม่ได้น่าจะมีอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือการสำเร็จความใคร่ให้คนอื่นดู
          โดยเฉพาะถ้า ‘คนอื่น’ เหล่านั้นไม่ได้อยากจะดู!