HIGHLIGHTS:

  • ลุยฝนที่จิ่วเฟิ่น เมืองแรงบันดาลใจของเรื่อง Spirited Away
  • ลุยโค้งขึ้นเขา 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเลที่อาลีซาน

          จากสถานีรุ่ยฟาง พวกเราสามคนใช้เวลาหาป้ายรถเมล์พักใหญ่เพื่อไปจิ่วเฟิ่น เมืองต้นแบบของ Spirited Away ฝนยังตกหนัก หัวของฉันยังเปียกลีบ และยังไม่ค่อยมั่นใจว่าควรขึ้นรถสายไหนแน่ เลยหันไปถามคุณป้าที่ยืนรอรถอยู่เหมือนกัน คุณป้าบอกพวกเราสั้นๆ ด้วยสำเนียงอังกฤษชัดแจ๋วว่า “Don’t worry, follow me”
          โอเค รอดแล้ว ป้าก็จะไปจิ่วเฟิ่นเหมือนกันรึนี่ ว่าแล้วก็รอรถอย่างสบายใจ
          ไม่นาน รถเมล์ก็มาเทียบท่า ขึ้นไปบนรถ ใช้อีซีการ์ดแตะปั๊บ เงินหายไป 7 NT$ มุ่งเดินตัวเปียกจะไปนั่งด้านหลัง ผู้โดยสารเป็นคุณลุงคุณป้าประมาณ 6-7 คน ทุกสายตาบนรถมองพวกเราจนทะลุเข้าไปถึงหูชั้นใน คือลุงจะต้องสนใจอะไรกันขนาดนั้นล่ะ              
          เอาละ นาทีนี้พวกเรารู้สึกแปลกแยกโดยสมบูรณ์แบบ ได้ยินพวกลุงๆ ป้าๆ คุยกันแล้วมองมาที่พวกเราซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณป้าที่ช่วยบอกทางเราเหมือนจะอธิบายว่าไอ้พวกไท่กั๋วตัวเปียกนี่จะไปไหน เหล่าลุงป้าเลยร้องอ๋อ แล้วไม่พูดอะไรต่อ
          พอเข้าที่เข้าทางแล้ว พวกเราก็เกาะกระจกมองข้างทางเหมือนเด็กๆ มองเห็นทางโค้งขึ้นเขาและชันขึ้นเรื่อยๆ ในนาทีนั้นเอง ฉันก็พบว่าเราไม่ได้นั่งรถเมล์อยู่หรอก แต่เรานั่งเจ็ตสกีของเจ เจตริน อยู่แน่นอน เพราะคนขับรถเล่นไม่เบรกเลยตลอดทาง ฝนก็ตกกระหน่ำ น้ำท่วมถนนสูงอย่างเห็นได้ชัด เข้าโค้งที น้ำกระเซ็นขึ้นไปถึงหลังคา มีจังหวะหนึ่งที่มีรถเมล์คันใหญ่สวนมา ฉันนึกเสียดายว่าทำไมไม่ขอพระพ่อมาด้วย อยากจะตั้งชื่อหนังให้เหลือเกินว่า ‘รถเมล์ทะลุนรก สองคัน สองคม’ ก็เล่นเชือดเฉือนกันซะขนาดนั้น สายน้ำปะทะกระจกดังตู้ม ใจนี่กระตุกไปหลายที แต่แปลกที่คนอื่นๆ บนรถดูเฉยชากับสิ่งนี้มาก เมื่อเห็นดังนั้น พวกเราเลยลองไว้ใจ และปล่อยใจให้สงบ
          ถ้าผ่านรถเมล์สาย 8 แฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธมาได้ เราก็น่าจะผ่านเส้นทางนี้ได้เหมือนกัน    

 ป้ายรถเมล์ที่จิ่วเฟิ่น

          นั่งรถไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเราก็ถึงจิ่วเฟิ่น เป็นป้ายรถเมล์ที่อยู่บนเขาสูง ฝนเบาลงนิดหน่อย ขอบคุณคุณป้า Don’t worry ด้วยความนอบน้อม แล้วกระโดดลงรถมาอย่างกระฉับกระเฉง มองเห็นหมู่บ้านเชิงเขาไกลสุดลูกหูลูกตา มีร้านแฟมิลี่มาร์ทตั้งเด่นอยู่ริมถนน
          ร้านรวงข้างทางล้วนขายเสื้อกันฝน รองเท้าแตะ และร่ม ฉันคาดว่าการขายร่มอาจเป็นธุรกิจที่รุ่งโรจน์ที่สุดในไต้หวัน ไม่มีวันเจ๊งแน่นอน แต่พวกเราก็ยังไม่ซื้อเสื้อกันฝน เพราะกันไปตอนนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
          ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆ เข้าไปใน Jiufen Old Street มีของขายอยู่ตลอดทาง ทั้งของที่ระลึก อาหาร ขนม มีพวกชาร้อนๆ วางขาย เทเป็นแก้วเล็กๆ ไว้ให้ชิม ฉันลองชาอู่หลงและชามะลิ กลิ่นหอมกรุ่น ความร้อนกำลังดี ควันลอยออกมาแข่งกับสายฝนและหมอกที่เกิดจากความชื้น ชิมไปสองแก้วจนเจ้าของร้านเห็นจังหวะปิดการขาย เลยบอกด้วยสำเนียงอังกฤษกระท่อนกระแท่นกับพวกเราว่า “อู่หลง อิส เวรี่ กู้ด” และกำลังจะหยิบใส่ถุงให้อยู่แล้ว สายตาฉันพลันไปเจอราคาที่แปะไว้ 900 NT$ ฉันรีบแทงกิ้ว และจากมาด้วยความรู้สึกผิด ไอ้อร่อยน่ะมันอร่อย รู้แหละว่าของดี แต่ราคานี้มันเกินความสามารถของกระเป๋าตังค์จริงๆ 
          เดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ ทางก็แคบลง กำลังสงสัยกันอยู่ว่าแล้วไหนที่บอกว่าเป็นแรงบันดาลใจของ Spirited Away พวกเราก็มาพบ Sky Castle Teahouse โรงน้ำชาโบราณขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านติดบันไดปูหินอ่อนเลาะลงภูเขา โคมไฟเขียนด้วยตัวอักษรจีนแขวนอย่างไม่กลัวลมฝน ซ้ายมือเห็นเป็นท้องฟ้าและแนวเขาไกลสุดลูกหูลูกตา มีถ้ำเล็กๆ ซ่อนอยู่ขวามือเป็นทางทะลุขึ้นไปข้างบน
          เป็นความสวยที่งามกระทบใจ ยิ่งคนชอบ Spirited Away ยิ่งนึกภาพออกเป็นช็อตๆ
          “ถ้ามาตอนฝนไม่ตก จะสวยขนาดไหน” ฉันคุยกับเพื่อน
          “เออ มาตอนนี้แหละดี จะได้มุมมองที่คนอื่นไม่ค่อยเห็น” การ์ดมองโลกในแง่ดีถูกเปิดมาใช้อีกครั้งสำหรับทริปนี้ ฉันยิ้ม ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสภาพที่เปียกปอนและหัวใจที่ชุ่มฉ่ำ
          เราเดินเลาะตามทางแคบๆ นึกสงสัยว่าเขามาสร้างบ้านกันตรงนี้ได้ยังไง ฉันเห็นความยิ่งใหญ่ของมนุษย์จากรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้จนแทบสำลักความสุข (และเม็ดฝนที่กระเด็นเข้าปาก) บางร้านติดป้ายไว้อย่างน่ารักว่าขายขนมและกาแฟ แต่วันนี้ไม่เปิด
          นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสอง น้ำย่อยเรียกร้องว่าส่งอะไรสักอย่างมาให้กูย่อยเถอะ พวกเราจึงต้องซมซานกลับไปหาแฟมิลี่มาร์ท เพราะร้านอาหารเปิดน้อยมาก (อีกแล้ว) โชคดีที่แฟมิลี่มาร์ทมีอาหารให้เลือกเยอะ สังเกตว่าคนไต้หวันก็ทานอาหารร้านสะดวกซื้อกันเป็นปกติ ได้ข้าวม้วนไส้แซลมอนมาคนละก้อน เบียร์ไต้หวันคนละกระป๋อง ฉันเลือกเบียร์แบบธรรมดา ส่วนเพื่อนหนุ่มหยิบรสฮันนี่ ฉันเตือนมันว่าอาจกินไม่หมดกระป๋อง “เบียร์กับรสหวานไม่เข้ากัน” ฉันว่า
          เบียร์กระป๋องแรกถูกเปิดที่จิ่วเฟิ่น และเบียร์รสฮันนี่ก็ไม่หมดดังคำทำนาย
          ด้วยความเหนื่อยล้า พวกเราจับรถเข้าไทเป ราคาตั๋วเกือบ 100 NT$ เพิ่งรู้ว่าเราออกจากเมืองมาไกลมาก ขึ้นรถไม่ถึงห้านาที หลับยาว แต่ฝนไม่ยอมหลับด้วย 


บ้านทรงสวยกับโคมแดงในตำนาน

          ขอตัดภาพมาที่ห้องพักในสภาพเหนื่อยอ่อน ฝนยังตกปรอยๆ พอให้รู้ว่ายังไม่จากไปไหน รองเท้าหนังเปื่อยเรียบร้อย กระเป๋าตังค์บวมเป่ง หยิบเงินออกมาตากลม ขยำใบเสร็จโยนทิ้ง แพลนเที่ยวเปื่อยยุ่ยไร้ความหมาย
         เมื่อเคลียร์ของทุกอย่างเรียบร้อยก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้หลับสนิทตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว 
          โดยไม่ได้นัดหมาย พวกเราปิดไฟ คลุมโปง นอนหลับในห้องแคปซูลไร้กาลเวลา 
          “ทุ่มนึงเจอกันเว้ย” ประโยคสุดท้ายก่อนที่เราจะหลับสนิทถึงขั้นเข้าฌาน
 
          ตื่นมาตอนทุ่มกว่า เพื่อนหนุ่มมาปลุก ชวนออกไปกินข้าว
          “ฝนยังไม่หยุดตกอีกเหรอวะเนี่ย” ฉันโพล่งออกไป หลังจากเดินไปส่องกระจก พบเม็ดฝนยังโปรยปราย
          “เออ” เพื่อนตอบเรียบๆ แต่เข้าใจความหมายกันดีว่า มึงปลงเถอะ
 
          พวกเราออกไปหาข้าวกิน เดินตลาดนัด กับข้าวไม่อร่อยตามเคย เจอสเต็กไม่สุกกับซอสพริกรสชาติแปลกๆ เลยตัดสินใจกลับที่พัก แวะซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อแล้วขึ้นไปเจอฝรั่งเปิดเพลง ‘No Woman, No Cry’ อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนแรก
 
          นั่งปรึกษากันว่าจะไปไหนต่อ แพลนที่วางไว้อาจพังเพราะฝน เพราะแต่ละที่เป็นธรรมชาติทั้งนั้น สุดท้ายเลือกวันเที่ยวในเมืองเป็นวันพรุ่งนี้ ถัดไปลุยหยางหมิงซาน และต่อด้วยยอดเขาสูงอาลีซาน 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเลในวันถัดมา ซึ่งถ้าจะให้เล่าทั้งหมดนี้อาจกินเวลาถึง 10 ตอน ดังนั้นจึงขอย่นเล่าเฉพาะตอนไปอาลีซาน สุดยอดการเดินทางที่อยากให้ทุกคนไปสัมผัส

          เราตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมออกเดินทางไปอาลีซาน ตามแผนคือขาไปเดินทางด้วย THSR รถไฟความเร็วสูงจากไทเปเมนสเตชั่น ไปลงที่สถานี Chiayi แล้วค่อยต่อรถไปอาลีซาน ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีก 2-3 ชั่วโมง ลึกลับซับซ้อนน่าค้นหามาก
          วันนั้นฝนไม่ตก เราซื้อตั๋วคนละ 1035 NT$ บนรถไฟมีคนไม่มากนัก พอถึงเวลา รถไฟก็ออกวิ่งด้วยความเร็วระดับอวกาศ นั่งในนั้นยังไม่รู้สึกเท่าตอนมองออกไปนอกหน้าต่างที่มองอะไรไม่ทันเลย เป็นภาพเส้นๆ ผ่านตาไปเรื่อยๆ
          นั่งยังไม่ทันรู้สึกว่านั่ง รถไฟก็เทียบท่า Chiayi พวกเราเดินไปที่เคาน์เตอร์ หารถบัสขึ้นไปบนอาลีซาน พนักงานบอกว่ารถมีรอบน้อย และใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งมันจะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าเราจองที่พักไว้บนอาลีซาน จะได้ไม่ต้องกังวลตอนนั่งรถกลับ เพราะรถออกจากอาลีซานรอบสุดท้ายคือ 17.00 น. และมันเสี่ยงเกินไปที่เราจะไปถึงอาลีซานตอนบ่ายแก่ แล้วเดินวนเที่ยวแบบชะโงกทัวร์เพื่อให้ทันรถรอบสุดท้าย

รางรถไฟในอาลีซาน

          ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ ลุงแท็กซี่ก็บุกประชิดตัว ถามว่าจะไปอาลีซานเหรอ แกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยใช้วิธีพูดภาษาจีนใน Google Translate แล้วให้เครื่องแปลงเป็นภาษาอังกฤษคุยกับเราอีกที สรุปได้ใจความว่าเหมารถแกไป จะอยู่รอจนกลับ ทั้งหมดนี้ในราคา 2500 NT$ พอคำนวณดูแล้ว แพงกว่าค่าตั๋วไปกลับรวมกัน 3 คนไม่เท่าไหร่ เลยตัดสินใจขึ้นแท็กซี่ไป
          รถแวนใหม่เอี่ยม ให้ความรู้สึกเหมือนลูกคุณหนูเหมารถชมเมือง ลุงชี้ให้ดูที่ป้ายพนักงานขับรถ แล้วบอกให้เราถ่ายรูปไว้ ว่าแล้วก็ลุยโลดดด
          แรกๆ ก็เป็นถนนหนทางโล่งเรียบปกติดีอยู่หรอก พอคุณลุงเลี้ยวขึ้นเขาเท่านั้นแหละ เราก็รู้ความจริงว่าทำไมเขาจึงต้องวิ่งกัน 2-3 ชั่วโมง
          “กูว่าเจ โชว์ มาถ่ายหนังอินนิเชียล ดี ที่นี่แหละ” เพื่อนหนุ่มพูดถึงหนังแข่งรถในตำนาน ฉันเห็นด้วยอย่างสุดหัวใจ เพราะถนนเป็นทางโค้งแล้วโค้งอีก โค้งในโค้ง โค้งเกินคำว่าหักศอกจนน่าจะเลยเถิดเป็นศอกหักได้เลย แล้วไม่รู้เป็นอะไร ทุกครั้งที่เข้าโค้ง ลุงจะต้องเอามามือเสยผมทุกที ใจนี่อยากบอกลุงว่ามัดผมมั้ย เข้าใจว่านี่อาจเป็นการขึ้นอาลีซานรอบที่พัน แต่พวกเราคือครั้งแรกไง ลุงควรเข้าโค้งมือเดียวเหรอ หรือยังไงดี
          ตอนเริ่มต้น ร่างกายยังไหว ฝนข้างนอกพรมเบาๆ คุณลุงเปิดหน้าต่างเอาศอกวางอย่างสบายใจ จนทางเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองเห็นหมอกเต็มผืนฟ้า เห็นยอดเขาลิบๆ โผล่แซมขึ้นมา ก้อนอ้วกที่กำลังจะพุ่งออกมาเลยเหมือนถูกผลักลงไปเพราะความงามที่มองเห็น รู้สึกเหมือนกำลังขึ้นเขาไปหาอาจารย์เพื่อฝึกยอดวิชา คนเราต้องดั้นด้นอะไรถึงเพียงนี้
          พอขึ้นมาถึงกลางเขา ฉันทนไม่ไหวจริงๆ คือเปรี้ยวมาถึงลิ้นไก่แล้ว เลยตัดสินใจนอนหลับหนีอ้วกซะเลย นานพอสมควร พวกเราก็ถึงอาลีซานจนได้ ซื้อตั๋วรถบัสชมในอุทยาน เขาจะทิ้งเราลงรถแล้วให้เดินชมป่าเอง ที่จริงมีรถไฟด้วย แต่ตอนไปถึงรถหมดรอบวิ่งแล้ว ได้แต่มองรางรถไฟเป็นขวัญตา
          อุณหภูมิอยู่ที่ 17 องศาเซลเซียส เย็นเยียบ ป่าใหญ่ ต้นไม้สูง มีสระน้ำและศาลากลางน้ำตั้งอยู่เหมือนอุทยานในวัง แค่ได้มาเห็นธรรมชาติบนภูเขาสูง 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเลก็คุ้มค่ากับชีวิตแล้ว นาทีนั้นไม่ต้องการอะไร นอกจากปล่อยให้ผิวสัมผัสลมที่ใกล้ฟ้า ใจก็แอบเสียดายที่ไม่ได้จองที่พักไว้ แนะนำว่าใครอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ มีเวลาอยู่บนที่สูงนานๆ แนะนำให้จองที่พักเลย ไม่ผิดหวังแน่นอน

สะพานสีแดงทอดตัดกับหมอกสีขาวสวยงามมาก ลุงแวะจอดให้ถ่ายรูปด้วย

          พอซึมซับป่าจนได้ที่ก็นั่งรถกลับมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว คุณลุงแท็กซี่ยืนสูบบุหรี่รออยู่ก่อนแล้ว แกพาเราแวะร้านสะดวกซื้อหลังจากเราบ่นว่าหิว ได้มาม่าไทยมาถ้วยนึง กำลังจะใช้ส้อมจ้วงกิน คุณลุงก็ร้องขึ้นมาประมาณว่า “เอาตะเกียบมั้ย ทำไมไม่ใช้ตะเกียบล่ะ” พร้อมทำท่าตะเกียบคีบเข้าปากให้เราเข้าใจ อยากบอกว่าลุงว่าโนพร็อบเบลม ที่ไทยกินแบบนี้ แต่ลุงคงไม่เข้าใจ ได้แต่เออๆ ออๆ ฉันยืนยันว่ามื้ออาหารที่อร่อยที่สุดตั้งแต่มาถึงไต้หวันคือมาม่ารสต้มยำกุ้งที่ใช้ส้อมพลาสติกกินถ้วยนี้แหละ
 
          เราถึงสถานีรถไฟธรรมดา (TRA) ตอนหัวค่ำ นั่งรอขึ้นรถรอบ 2 ทุ่มครึ่ง ตามเวลาในตั๋ว เราจะถึงไทเปตอนเที่ยงคืน เป็นอีกหนึ่งเสียงยืนยันว่ารถไฟความเร็วสูงช่วยย่นเวลาได้สุดยอดจริงๆ
          ระหว่างรอ ฉันเดินไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อ หยิบหนังสือพิมพ์มาด้วยหนึ่งฉบับ (Taipei Times) เห็นข่าวใหญ่ว่าน้ำท่วมทางเข้าสนามบินเถาหยวน น้ำไหลทะลักจนถนนตัดขาด และอีกทางตรงแม่น้ำ Laonong ที่ Kaohsiung บ้านคนถูกพัดถล่มตกลงไปในแม่น้ำ มีผู้เสียชีวิตหลายราย นึกย้อนกลับไป โชคดีที่ตอนขึ้นเขาไม่มีพายุพัดถล่ม ไม่อย่างนั้น นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร
          สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมของไต้หวันคือมีระบบการจัดการที่ดีมาก คิดว่าถ้าเป็นกรุงเทพฯ โดนฝนตกตลอดเวลาขนาดนั้นจะท่วมเละเทะขนาดไหน แต่ที่ไทเปไม่ท่วมเลย มีท่วมบ้างที่ต่างจังหวัด ซึ่งบางที่อยู่ในแอ่งกระทะ เมื่อน้ำไหลลงมาจากภูเขาก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
          ฉันอาจอยู่ที่นี่ไม่กี่วัน แต่ใจหายวูบเมื่อรู้ว่ามีผู้คนในที่ใกล้เคียงกำลังเจอกับภัยธรรมชาติ คิดไปถึงป้าขายซาลาเปา ป้า Don’t worry ว่าปลอดภัยดีไหมที่รุ่ยฟาง หรือคุณลุงแท็กซี่ที่อาจอยากรีบกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว หลังจากส่งนักท่องเที่ยวพวกนี้เสร็จแล้ว
          จะว่าไป มาเที่ยวตอนมรสุมก็ดี ถ้าฝนไม่ตก ฉันคงไม่ได้เจอกับผู้คนเหล่านี้ในฐานะมนุษย์ที่เกื้อกูลกัน
          ไทเปสีเทา ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหงาเลยสักนิด 

สูงเสียดฟ้าอย่างแท้จริง
 

ภาพ: สิริชัยนรินทร์ สมมีชัย

FACT BOX:

  • จิ่วเฟิ่นเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมาก เพราะเป็นเมืองเหมืองแร่ทองคำ ต่อมาแร่ทองคำลดน้อยลงในช่วง 1950s ความเจริญเลยลดลงไปด้วย ทุกวันนี้ยังคงเสน่ห์ของบ้าน ตรอกซอกซอย ถนน และวิวทะเลภูเขาอันสวยงาม
  • Sky Castle Teahouse โรงน้ำชาโบราณขนาดใหญ่ที่จิ่วเฟิ่น เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโรงอาบน้ำใน Spirited Away
  • อาลีซานอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,700 เมตร แต่ในไต้หวันมียอดเขาที่สูงกว่า คือ Jade Mountain (ภูเขาหยก) หรือที่คนไต้หวันเรียกกันว่า Yushan ยอดสูงสุดอยู่ที่ 3,952 เมตรจากระดับน้ำทะเล (ไม่ใช่เฉพาะในไต้หวัน แต่ยังรวมไปถึงเขต Western Pacific Region ด้วย)