SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • เด็กยุค 90s กับฝันที่เป็นจริง เมื่อได้ดู Coldplay แสดงสดในคอนเสิร์ต A Head Full of Dreams Tour ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย
    เชื่อว่าเด็กยุค 90s หลายๆ คนโตมากับเสียงของ คริส มาร์ติน (Chris Martin) ฟังตาม MTV ที่เปิดกรอกหูทุกวัน ตอนเด็กๆ สิ่งที่เราทำก่อนนอนบ่อยมากๆ คือปิดไฟในห้องนอน มุดหัวเข้าผ้าห่มพร้อมเปิดคอนเสิร์ต Coldplay Live in Glastonbury ในปี 2002 บอกเลยว่าดูกี่รอบก็ขนลุก ภาพต่างๆ บนเวทีเป็นอะไรที่ติดตาเรามาตั้งแต่เด็กๆ จนทำให้การไปดูคอนเสิร์ต Coldplay สดสักครั้งในชีวิตเป็นหนึ่งใน bucket list และเราก็ได้ยินข่าวมากมายปีที่แล้วเกี่ยวกับ Coldplay ว่าอัลบั้มที่ 7 - A Head Full of Dreams อาจจะเป็นอัลบั้มสุดท้ายของ Coldplay
 

 
     คริสให้สัมภาษณ์ว่า อัลบั้มที่ 7 เป็นเหมือนกับหนังสือ Harry Potter เล่มสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่า Coldplay จะแยกวงกันแต่อย่างไร รวมถึงทัวร์คอนเสิร์ตด้วย ที่ครั้งนี้คริสไม่อยากให้ความหวังว่าจะมีครั้งต่อไป
     และแล้วประมาณกลางปี เราก็เลยวางแพลนกับเพื่อนๆ ว่าต้องไปดู A Head Full of Dreams Tour ของ Coldplay ให้ได้ เอาที่ไม่ไกลมากจนเกินไป (ตอนที่ดูกันประมาณเดือนมิถุนายน Asian Tour ยังไม่ประกาศ) ก็เลยได้มาลงเอยกันที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย น่าจะใกล้สุดแล้ว แถมยังตรงกับสัปดาห์วันหยุดยาวด้วย เราลองเช็กราคา บัตรหน้าสุดติดขอบเวที Gold Standing Ticket ประมาณ 4,400 บาท ราคาพอเอื้อมถึง เลยรีบกดบัตรมาก่อน 5 ใบ กลัวหมด
 

 
     โดยเวทีแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ
     A-stage คือหน้าเวทีหลักที่ออกแบบเป็นรูปดอกไม้ตามหน้าปกอัลบั้ม
     B-stage คือ เวทีแพลตฟอร์มกลมๆ ที่อยู่ใจกลางฮอลล์ จะเชื่อมกับ A-stage ด้วยรันเวย์ยาว
     และสุดท้าย C-stage เป็นเวทีเล็กๆ ที่อยู่ทางขวามือ
     สิ่งที่เราชอบมากเกี่ยวกับคอนเสิร์ตของ Coldplay คือการที่แบนด์ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การดีไซน์เวทีคอนเสิร์ตได้อย่างทั่วถึงคนดู หรือเพลงที่แฟนสามารถรีเควสให้แบนด์เล่นเป็นพิเศษ โดยสามารถรีเควสเพลงใน Instagram Account ของ Coldplay
 

 
     และแล้วก็มาถึงวันที่เรารอคอย 6 ธันวา คอนเสิร์ตเริ่มประมาณสองทุ่ม จำได้ว่าไปถึง Suncrop Stadium ประมาณบ่ายสี่ คนแน่นเอี๊ยด คนออสซีบ้ามาก เห็นในไอจีว่ามารอกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า พอเข้าไปเขาก็จะแจกเข็มกลัดที่เขียนคำว่า ‘LOVE’ และ LED ริสแบนด์ให้คนละอัน ให้ทุกคนใส่ไว้ตลอดงาน


     5 โมงครึ่ง ประตูเปิด เรารีบเข้าไปจองที่ด้านหน้าเวที เราอยู่ทางขวาของเวที ถือว่าใกล้กว่าที่คิดเยอะมาก ห่างจากคนหน้าสุดประมาณ 5-6 คนได้ โดยมีวงเปิดสองวง ส่วน Coldplay จะเริ่มเล่นประมาณสองทุ่ม
     ก่อนเริ่มคอนเสิร์ตทุกอย่างก็ถูกดับมืดหมด และสกรีนก็ฉายเป็นโรดแมปประเทศที่แบนด์ได้ไปมาแล้วทั่วโลก นาทีนั้นจำได้ว่าตื่นเต้นมากตอนที่บทพูด ชาร์ลี แชปลิน ในหนังเรื่อง The Great Dictator เริ่มขึ้นเป็นอินโทรก่อนเข้าเพลง A Head Full of Dreams ซึ่งเลือกเป็นเพลงเปิดเพื่อเป็นการตอบโต้เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่าง Brexit ตอนนั้น LED ริสแบนด์ในข้อมือทุกคนได้เรืองแสงขึ้นในความมืด เราขนลุกตั้งแต่บทพูดแล้ว เพราะความหมายมันฮึกเหิมให้รักกัน เสียง แชปลินตะโกนก้องไปทั่วว่า “In this world there is room for everyone. You, the people, have the power to make this life a wonderful adventure!!!” ประจวบกับท่อนแรกที่คริสโผล่ตัวขึ้นมาจากเวทีแล้วร้องว่า “Oh, I think I've landed” พร้อมกับพลุมากมายที่ทะยานตัวจากหน้าเวทีขึ้นฟ้า เป็นโมเมนต์ที่โคตรอะเมซิงสำหรับเรา
 


     เราว่าเพลงนี้เป็นเพลงเปิดที่ดีมากๆ เพราะ Head Full of Dreams พูดถึงพลังของจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เราสามารถฝันถึงอะไรก็ได้และเกิดเป็นพลังผลักดันให้มันกลายเป็นความจริง ทั้งเอฟเฟกต์ต่างๆ พลุ กระดาษสี ไฟ ทุกอย่างถูกยิงขึ้นฟ้า ทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีสันและเสียงเพลง ไม่คิดว่าเพลงเปิดจะมาเต็มขนาดนี้
     ต่อด้วยเพลงโปรดที่เราฟังก่อนนอนทุกวัน Yellow เหมือนที่เราคิด ริสแบนด์ที่ข้อมือทุกคนเรืองแสงสีเหลือง ความทรงจำวัยเด็กผุดขึ้นมากมาย เพลงนี้เล่นเอาเราน้ำตาซึมเลย คืนนั้นทั้งคืนมีหลายโมเมนต์มาก เช่น happy uplifting สุดฤทธิ์อย่างเช่นเพลง Paradise, A Sky Full of Stars และ Adventure of a Lifetime ที่รู้สึกพีกจนไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ สัมผัสได้ถึงพลังที่ให้เกิน 100
     เพียงแค่ไม่กี่เพลงก็เห็นใบหน้าคริสที่เต็มไปด้วยเหงื่อและรอยยิ้ม คริสวิ่งทำมือเหมือนเครื่องบินพร้อมกระโดดและหมุนไปมาทั่วเวที ชูมือขึ้นฟ้า คุกเข่าลงร้องเพลงอย่างสุดใจ แถมยังมีลูกบอลสีสันมากมายเด้งไปมาทั่วฮอลล์ บอกเลยว่าวงนี้เต็มไปด้วย positive energy ที่แผ่ไปทุกทิศสุดๆ


     หนึ่งในโมเมนต์โปรดเราคือตอนที่เล่นเพลง Charlie Brown ที่ทั้งฮอลล์มืดไปหมด เรามองไปรอบข้าง 360 องศา ในความมืดนั้นเต็มไปด้วยแสงของริสแบนด์ที่ข้อมือที่ glowing in the dark เหมือนในเนื้อร้องเป๊ะ แล้วก็มีหลายๆ โมเมนต์ที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์จนทำให้น้ำตาไหลไม่รู้ตัว อย่างตอนที่เล่น Everglow จบ ได้ฉายฟุตเทจไว้อาลัย มูฮัมหมัด อาลี นักมวยระดับโลกที่ใช้ชีวิตต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ที่พึ่งเสียชีวิตได้ไม่นานในกลางปี 2016
     ในคลิป มูฮัมหมัด อาลี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อยุค 70s ว่า “เขาอยากใช้ชื่อเสียงและเวลาอุทิศตนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และรวมทุกคนเข้าด้วยกัน”
     สำหรับโมเมนต์ที่เราคิดว่าเป็นจุดไคลแมกซ์คือเพลง Fix You ด้วยเนื้อหาที่เราเชื่อว่าโดนใครหลายๆ คนอย่างท่อน “When you try your best but you don't succeed” ที่คริสลงไปนอนร้องเพลงกับพื้นรันเวย์ เป็นเพลงที่ชอบฟังเวลาดาวน์ๆ แล้วทำให้รู้สึกว่า มันคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้ว
 


     เมื่อลงสุดแล้วก็เป็นจังหวะขึ้นบ้างแล้ว ท่อน “Tears stream down your face” เป็นท่อนที่เราบ่อน้ำตาแตกจริงๆ เพราะทุกคนในแบนด์ร้องเพลงออกมาจากใจพร้อมๆ กัน นับเป็น moment of the night ของเราเลย
     มีหลายเพลงของ Coldplay ที่เป็นเหมือน anthem เพลงที่ฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิมเหมือนเพลงชาติอย่างเช่นเพลง Viva La Vida ที่มีการบิวด์คนดูทั้งเพลง และไปพีกตอนที่ทุกคนต้องร้องประสานเสียงกันเป็นคอรัส พลังคนดูที่ร้องคลอไปด้วยก็มหาศาลจริงๆ เสียงของเรารู้สึกได้ว่าหลอมรวมเป็นหนึ่งกับทุกคน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ คอนเสิร์ตจบลงด้วยเพลงที่ฟีลกู๊ดอย่าง Up and Up เพลงเบาๆ ที่ทิ้งแมสเสจให้เราว่า “อย่ายอมแพ้!”  
 
 

     เป็นสองชั่วโมงที่เต็มไปด้วยหลากหลายโมเมนต์และอารมณ์ รู้สึกเต็มอิ่มกับประสบการณ์อย่างบอกไม่ถูก เราว่า Coldplay มีพลังพิเศษในการดึงดูดคนดูด้วย positive energy และความสามารถในการเชื่อมคนเข้าด้วยกันด้วยเสียงเพลง เป็นคอนเสิร์ตที่เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกฟีลกู๊ด เกิดแรงบันดาลใจให้อยากจะทำอะไรหลายๆ อย่าง จนในหัวคิดไปถึงแสงหนึ่งที่แล่นเข้ามา
     “Let’s make this life a wonderful adventure!!”
 
Cover: Stoyan Nenov