SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • ผลวิจัยในสหราชอาณาจักรชี้ว่า การใช้งานโซเชียลทำให้เด็กๆ มีความสุขน้อยลง เนื่องจากมักจะนำชีวิตของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง ถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ และมีเวลาทำกิจกรรมในโลกน้อยลง
  • สาเหตุที่เราชอบเปรียบเทียบชีวิตของคนอื่นกับชีวิตของตัวเอง เกิดจากสัญชาตญาณในการอยู่รอดของมนุษย์
  • วัยรุ่นมีระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ได้ง่าย ประกอบกับสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เสมือน CEO ให้กับระบบอารมณ์ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ คนส่วนใหญ่ในช่วงวัยนี้จึงมีความสามารถในการบริหารอารมณ์ตัวเองได้น้อยกว่าผู้ใหญ่
  • เราควรสังเกตพื้นฐานอารมณ์ของตัวเองเพื่อที่จะได้รู้ขอบเขตในการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กให้มีความสุข
     มีคำกล่าวที่ว่า ‘โลกออนไลน์คือดาบสองคม’
     จริงอยู่โซเชียลเน็ตเวิร์ก และอินเทอร์เน็ตอาจเป็นทั้งพื้นที่อัพเดตข้อมูลข่าวสาร การค้นหาข้อมูล และพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ใช้งาน
     แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจจะกลายเป็นพื้นที่อันตราย หากคุณใช้งานมันผิดวิธีและไม่ระมัดระวัง
     กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ (Sheffield) สหราชอาณาจักร ได้ทำการศึกษางานวิจัยในหัวข้อ ‘การเล่นโซเชียลทำให้เด็กมีความสุขน้อยลง’ โดยเก็บข้อมูลจากผลสำรวจในครัวเรือนสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2010-2014 ที่ได้เข้าไปพูดคุยกับเด็กๆ จำนวน 4,000 คน ในช่วงอายุ 10-15 ปี
     จากผลการศึกษาพบว่า ยิ่งพวกเขาเล่นโซเชียล และใช้เวลาท่องโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ ความสุขของพวกเขาก็จะยิ่งลดน้อยลงมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้สึกที่มีต่อโรงเรียน การบ้าน รูปลักษณ์ของตัวเอง ครอบครัวของพวกเขา หรือแม้กระทั่งความสุขมวลรวมในชีวิตของเด็กๆ เหล่านั้น  
     งานวิจัยยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า เด็กผู้หญิงจะได้รับความรู้สึกเชิงลบจากการเล่นโซเชียลง่ายกว่าเด็กผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ปัญหาใหญ่ๆ ทั้งทัศนคติของพวกเธอที่มีต่อโรงเรียน และความรู้สึกที่มีต่อภาพลักษณ์ตัวเอง
     ถึงแม้งานวิจัยจะไม่ได้บอกถึงผลกระทบจากการใช้งานโซเชียลของเด็กๆ ที่มีต่อความสัมพันธ์เชิงลบกับเพื่อนๆ แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีข้อสรุปที่ชี้ชัดว่า โซเชียลจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับเพื่อนๆ ในเชิงบวกแต่อย่างใด

3 ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก
     แม้ผู้ทำงานวิจัยจะไม่ได้สัมภาษณ์ในรายละเอียดเชิงลึกกับเด็กเหล่านั้น แต่พวกเขาก็ได้วิเคราะห์ปัจจัยจำนวน 3 ข้อจากการเล่นโซเชียลที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเด็กๆ
     ข้อแรกคือ ‘การเปรียบเทียบบนโลกออนไลน์’ เกิดจากการที่เด็กๆ และผู้ใช้งานโซเชียลนำเรื่องราวชีวิต (ดีๆ) ของผู้ใช้งานรายอื่นบนโลกออนไลน์ ทั้งภาพอาหารการกิน การอวดสิ่งของ-เงินตรา และการเที่ยวรอบโลกมาเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าภาพชีวิตดีๆ ที่ผู้ใช้งานออนไลน์โพสต์ในโซเชียลย่อมเป็นเรื่องราวชีวิตในมุมที่พวกเขาอยากให้คนอื่นได้เห็นเท่านั้น
     ข้อถัดมาคือ ‘การกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์’ (Cyberbullying) ที่ทีมวิจัยเชื่อว่าเกิดขึ้นได้กับผู้ใช้งานโซเชียลทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ทั้งยังนิยามอีกด้วยว่า
     “คุณจะไม่มีวันหนีจากการถูกล้อเลียนและคุกคามผ่านโลกออนไลน์ได้ แม้ว่าคุณจะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอย่างห้องนอนของตัวเองก็ตาม”
     และข้อสุดท้ายคือปัญหาของ ‘การมีเวลาทำกิจกรรมในโลกจริงๆ’ ที่ลดน้อยลง ซึ่งมีผลกระทบสำคัญต่อระดับความมั่นใจในตัวเอง และคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะแทนที่จะเอาเวลาไปเล่นกีฬาหรือพบปะสังสรรค์กับเพื่อน เด็กๆ กลับเสียเวลาไปกับการเลื่อนหน้าฟีด และรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตของตัวเอง
     ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะกับเด็กเท่านั้น แต่งานวิจัยเป็นจำนวนมากต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กยุคใหม่ติดโซเชียลมากขึ้น จากการสำรวจวัยรุ่นชายและหญิงช่วงอายุระหว่าง 16-24 ปี ในสหราชอาณาจักรพบว่า 92% ใช้งานโซเชียลมาตลอดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
     หรือนี่อาจจะเป็นสัญญาณที่ผู้ปกครองทั้งหลายควรเฝ้าระวังลูกๆ หลานๆ ก่อนที่โซเชียลเน็ตเวิร์กจะบั่นทอนชีวิตของพวกเขาจนเกินเยียวยา?

ไม่ใช่แค่เด็ก! แต่การเล่นโซเชียลทำให้ทุกคนมีความสุขน้อยลง
     ด้าน แครธริน ทรงพัฒนะโยธิน ผู้เขียนหนังสือ Genius ทางอารมณ์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Cognitive and Decision Sciences แสดงความคิดเห็นในประเด็นการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กของเด็กที่มีผลต่อความสุขว่า ปัญหาการใช้งานโซเชียลแล้วมีความสุขน้อยลงอาจจะจริง แต่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กเท่านั้น เพราะมนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณในการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด เวลาใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วเห็นเพื่อนมีชีวิตดี จึงมักจะนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ใช้งานโซเชียลเป็นทุกข์ และเสียสุขภาพจิต
     “การใช้งานโซเชียลแล้วทำให้มีความสุขน้อยลงขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ ปัจจัยแรกคือ ประเภทของสื่อที่เราเลือกเสพ ปัจจัยที่สองคือ พื้นฐานทางอารมณ์ว่าเราว่ามีอุปนิสัยแบบใด ซึ่งก็ต้องสังเกตจากตัวเอง เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่ค่อนข้างเซนซิทีฟกับเรื่องพวกนี้ ชอบเปรียบเทียบชีวิตคนอื่นกับตัวเอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบจากการใช้งานโซเชียลมากกว่าคนวัยอื่น
     “ประกอบกับวัยรุ่นจะมีระดับของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ได้ง่าย เป็นช่วงวัยที่สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เสมือน CEO ให้กับระบบอารมณ์ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ คนส่วนใหญ่ในช่วงวัยนี้จึงมีความสามารถในการบริหารอารมณ์ตัวเองได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่เขาจะเลือกรับสื่อ หรือรู้สึกกับอะไรก็อาจจะไม่ได้คิดเป็นหลักเหตุ-ผลมากเท่ากับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์”

เล่นโซเชียลให้เป็นสุข ด้วยการสังเกตตัวเอง และจำกัดขอบเขตการใช้งาน
     แครธรินอธิบายต่อว่า มนุษย์เราจะชอบเข้าไปดูชีวิตคนอื่นในโลกออนไลน์ว่าเขาทำอะไรกัน ใครทะเลาะกับใคร ใครคบกับใคร ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเพราะเป็นธรรมชาติของคนทุกคน เพียงแต่เราจะบริหารความรู้สึกและจำกัดอารมณ์ของตัวเองอย่างไร เพื่อไม่ให้หมกมุ่นกับเรื่องที่จะทำร้ายสุขภาพจิตของเรา
     “ส่วนหนึ่งผู้ปกครองก็ต้องช่วยสังเกตลูกๆ ว่าพวกเขามีพื้นฐานทางอารมณ์อย่างไร เซนซิทีฟกับสิ่งรอบตัวขนาดไหน เพราะเด็กแต่ละคนก็มีอารมณ์แตกต่างกัน สมมติว่าพ่อแม่พาลูกสองคนไปดูหนังเศร้าพร้อมกัน คนหนึ่งอาจจะอินมากจนถึงขั้นร้องไห้ อีกคนอาจจะรู้สึกเฉยๆ ค่อนไปทางเบื่อด้วยซ้ำ มนุษย์ทุกคนเกิดมาจะมีพื้นอารมณ์ต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเราในช่วงวัยเด็กที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย
     “มันขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้งานที่เป็นเด็กด้วยว่าเขาจะเลือกใช้งานโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตเพื่อไปดูอะไรที่สร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างสุขภาพจิตที่ดีหรือเปล่า? ซึ่งเราก็ต้องช่วยกันบ่มนิสัยที่ดีให้กับพวกเขา รวมถึงต้องสังเกตตัวเองและจัดกรอบการใช้งานโลกออนไลน์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของตัวเอง”

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai
อ้างอิง:
     - http://qz.com/867830/social-media-use-makes-kids-less-happy-in-almost-every-way-researchers-find