HIGHLIGHTS:

  • ความกลัวคืออารมณ์ที่ถูกปรุงขึ้นในสมอง เมื่อสมองได้รับข้อมูล เช่น ภาพ หรือเสียง ที่ส่งมาจากอวัยวะรับสัมผัสอย่าง ตา หู และสมองสรุปผลจากข้อมูลว่าเจ้าของสมองกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย
  • สมองของคนกลัว จะอยู่ในภาวะเตรียมตัวที่จะ ‘สู้’ ไม่ก็ ‘หนี’ เป็นสัญชาตญาณของการอยู่รอดเกิดขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้อวัยวะทั้งหมดทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีให้สู้หรือหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • คนชอบความกลัว เพราะคนบางกลุ่มตอบสนองต่อสารและฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในภาวะสู้หรือหนีในทางบวก และมั่นใจแล้วว่ากิจกรรมจำลองเหล่านี้ทำอันตรายพวกเขาไม่ได้ การตีความเช่นนี้ของสมองทำให้สามารถสนุกไปกับปฏิกิริยาของร่างกายที่ถูกกระตุ้นในภาวะคับขัน
     ทำไมบางคนจึงรู้สึกว่า ‘ความกลัว’ ที่มากับกิจกรรมเขย่าขวัญเป็นเรื่องสนุก
     เพราะจะว่าไป นอกจากการจ่ายเงินซื้อตั๋วดูหนังผีที่มีฉากสยองขวัญ หลายคนยังชื่นชอบกิจกรรมประเภทอื่นที่น่ากลัวด้วย เช่น ไปเดินเล่นบ้านผีสิงแล้วเจอซอมบี้มาวิ่งไล่ ไปทดสอบความกล้าในสุสานท้าทายเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ไปนั่งรถไฟเหาะตีลังกาที่ให้ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง
     และล่าสุด เทรนด์ใหม่ในกรุงนิวยอร์ก เมื่อบริษัท Extreme Kidnapping มีบริการรับจ้างลักพาตัวสำหรับคนที่ชอบความกลัวหวาดเสียว และอยากโดนกับตัวเองสักครั้ง บริษัทเหล่านี้รับจ้างสร้างฉากการลักพาตัวแบบถึงใจ โดยลูกค้าออกไอเดียเองได้ว่าต้องการถูกลักพาตัวประเภทไหน จากเตียงกลางดึก ระหว่างเดินกลางถนน แล้วนำไปขังไว้ในที่มืดอย่างไร ถูกทรมานกี่วัน โดยบริษัทจะสัมภาษณ์ลูกค้าก่อนดำเนินการเพื่อค้นหาประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ากลัวที่สุด เช่น หากลูกค้ามีโฟเบีย (Phobia) กลัวแอปเปิ้ล ทีมงานอาจจะนำแอปเปิ้ลมาถูตัวลูกค้าระหว่างถูกจับและมัดให้หนีไปไหนไม่ได้ ใครสนใจสามารถจ้างได้ด้วยราคาประมาณ 500 เหรียญสหรัฐ หรือ 18,000 บาท ต่อ 4 ช.ม. หรือซื้อเป็นบัตรของขวัญให้กับคนรักก็ได้
     เพราะเหตุใด ‘ความกลัว’ ที่น่าจะเป็นอารมณ์ที่เราต้องการหลีกเลี่ยง จึงกลายเป็นอารมณ์ที่คนจำนวนมากยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินมอบให้กับตัวเองหรือคนรัก
     นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยพยายามหาคำอธิบาย เกิดเป็นทฤษฎีที่ยังไม่สมบูรณ์ ถึง 8 ทฤษฎีมาตั้งแต่ยุคซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แต่ก่อนที่เราจะไปวิเคราะห์ทฤษฎี เราจะมาอธิบายก่อนว่า ‘ความกลัว’ คืออะไร

ความกลัว อารมณ์ที่เกิดขึ้นในสมอง
     ‘ความกลัว’ คือ อารมณ์ที่ถูกปรุงขึ้นมาจากวงจรลิมบิกในสมอง อารมณ์กลัวจะถูกปรุงขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตามที่สมองได้รับข้อมูล เช่น ภาพ หรือเสียง ที่ส่งมาจากอวัยวะรับสัมผัสอย่าง ตา หู และสมองสรุปผลจากข้อมูลว่าเจ้าของสมองกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย เมื่ออารมณ์ถูกปรุงขึ้นมา อารมณ์จะถูกส่งต่อถึงสมองส่วนที่อยู่ต่ำลงไปชื่อว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) และต่อมใต้สมองที่ชื่อว่า พิทูอิทารี (Pituitary Gland) สมอง 2 ส่วนนี้คือส่วนที่มีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ชื่อว่า ระบบซิมพาเทติก (Sympathetic) ซึ่งเมื่อระบบนี้เริ่มทำงาน ก็จะไปกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายส่วนอื่นต่ออีกที เช่น ร่างกายจะมีการหลั่งสารอะดรีนาลิน (Adrenaline) และเอนดอร์ฟิน (Endorphin)
     ความเปลี่ยนแปลงของระดับสารและฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะสมองของคนกลัว กำลังเตรียมตัวที่จะ ‘สู้’ ไม่ก็ ‘หนี’ เป็นสัญชาตญาณของการอยู่รอด การเปลี่ยนแปลงของระบบร่างกายในภาวะนี้เกิดขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้อวัยวะทั้งหมดทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีให้สู้หรือหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     เช่น สารอะดรีนาลินที่ถูกหลั่งออกมามีผลต่อการขยายของม่านตาและการตื่นตัวของสมอง ทำให้สังเกตการเคลื่อนไหวของสัตว์ร้ายได้ดีขึ้น หลบหลีกหรือปาหินใส่ได้ตรงเป้าขึ้น สมองตื่นตัวก็ทำให้ประมวลข้อมูลเร็วขึ้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างหลบหนีได้ไว
     อะดรีนาลินยังมีผลต่อระบบพลังงาน ช่วยให้คนในภาวะสู้หรือหนีมีพลังงานเพิ่มขึ้นฉับพลัน เตรียมพร้อมสำหรับออกวิ่งสุดชีวิต ไม่ก็พุ่งเข้าไปสู้แบบเต็มเหนี่ยว และสารเอนดอร์ฟินที่ออกมาก็ทำให้สมองตอบสนองต่อความเจ็บปวดน้อยลง ช่วยให้วิ่งหนีหรือสู้ได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด แม้ว่าจะมีแผลอยู่ตามตัวก็ตาม
     คำถามต่อมาคือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความกลัวเหล่านี้ กลายเป็นความชอบได้อย่างไร 

ทำไมเราถึงชอบความกลัว
     มีเหตุผล 2 ข้อหลักที่ทำให้ความกลัวกลายเป็นความชอบ
     เหตุผลข้อแรก - เพราะสารบางตัวที่ถูกสมองสั่งการให้หลั่งออกมาในภาวะสู้หรือหนี นอกจากจะมีหน้าที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของสัญชาตญาณเอาตัวรอด สารเหล่านี้ยังมีบทบาทเป็นสารความสุขอีกด้วย เช่น เอนดอร์ฟินทำหน้าที่เหมือนเป็นยาชา อะดรีนาลินทำให้รู้สึกตื่นเต้น มีพลังเหมือนซูเปอร์แมน
     นักสังคมวิทยา มาร์จี้ เคอร์ (Margee Kerr) ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอารมณ์กลัว ได้อธิบายในหนังสือของเธอว่า คนบางกลุ่มมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนเหล่านี้สูงกว่าคนอื่น ในช่วงสู้หรือหนี พวกเขาสามารถรู้สึกมีความสุขได้เหมือนเวลาที่คนอื่นมีความสุขในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อตื่นเต้นดีใจสุดขีด หรือเมื่อกำลังหัวเราะมีความสุข
     นักวิทยาศาสตร์เรียกคนประเภทที่ชื่นชอบอารมณ์ที่ถูกปรุงขึ้นในภาวะสู้หรือหนีว่า คนกลุ่ม T ซึ่งหมายถึง Thrill-seekers
     ดร. แฟรงก์ ฟาร์ลีย์ (Frank Farley) ซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎี อธิบายว่า ลักษณะแบบ T นี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพันธุกรรม เป็นลักษณะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ลักษณะนี้ก็ส่งผลออกมากลายเป็นพฤติกรรมที่ชอบทำสิ่งที่กระตุ้นให้ร่างกายตกอยู่ในภาวะสู้หรือหนี เช่น การไปดูหนังน่ากลัว การไปเล่นบันจี้จัมป์เหมือนตกจากที่สูง กลายเป็นพฤติกรรมที่คนรอบตัวมองว่าคือนิสัย ‘ชอบ’ กิจกรรมน่ากลัวนั่นเอง
     ถามว่าลักษณะแบบนี้ทำไมถึงถูกคัดเลือกมา เพราะคนที่ชอบทำอะไรน่ากลัว ชอบเสี่ยงชีวิต ไม่น่าจะอยู่รอดกลายมาเป็นบรรพบุรุษของเราและสืบทอดพันธุกรรมได้
     คำอธิบายข้อหนึ่งคือ เพราะความสามารถที่จะสะกดความกลัวและรับรู้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นและอารมณ์บวกในภาวะเสี่ยง มีประโยชน์ต่อการอยู่รอดเช่นกัน ในธรรมชาติ บางครั้งสัตว์ต้องกล้าเสี่ยงตายและมีความบ้าบิ่น เช่น กล้าท้าประลองกับจ่าฝูงที่ดุร้าย กล้าบุกไปหาอาหารในถิ่นที่ไม่เคยไป กล้าข้ามแม้น้ำที่ไหลเชี่ยว จึงจะอยู่รอดและเจอแหล่งอาหารใหม่ๆ สามารถขยายอาณาเขตเพิ่ม สร้างพรรคพวก มีสิทธิเลื่อนตำแหน่งเป็นจ่าฝูง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
     เหตุผลข้อสองคือ การทำให้ความกลัวแปลงมาเป็นสิ่งที่ชอบ นั่นเพราะสมองเป็นเครื่องจักรแห่งการตีความ และมีเป้าหมายหลัก 2 อย่าง คือ การอยู่รอด และการสืบพันธุ์
     ดังนั้น ในกรณีที่สอง หากสมองมีการรับรู้และสรุปผลก่อนเราไปทำกิจกรรมว่า นี่เป็นสถานการณ์จำลองที่ไม่มีเหตุคุกคามต่อชีวิตจริง ยังไงก็รอดร้อยเปอร์เซ็นต์ สบายใจได้นะ เราจะสามารถสนุกไปกับการตื่นตัวของร่างกายที่เป็นผลมาจากภาวะสู้หรือหนีได้โดยไม่เครียดเกินไป และสบายใจที่จะกลับมาทำกิจกรรมนี้อีก ทำให้เกิดเป็นลักษณะที่คนรอบตัวมองว่าคือการชอบนั่นเอง
     ในทางกลับกัน หากสมองประมวลเหตุการณ์และตัดสินว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิตจริง เช่น หากเราไปใช้บริการนั่งรถไฟตีลังกา แต่ดันเจอเหตุการณ์ว่าเข็มขัดชำรุดและมีสิทธิร่วงตกลงมาจากที่สูงได้จริงๆ สมองในภาวะสู้หรือหนีจะสร้างฮอร์โมนเครียดออกมา เพื่อไปกดฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยฮอร์โมนตัวอื่นให้สามารถสร้างพลังงานออกมามากขึ้น แต่ในภาวะนี้ระดับของน้ำตาลและไขมันในเลือดจะสูงขึ้นเกินระดับปลอดภัย ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเสียสมดุล สมองจะบันทึกภาวะเครียดคู่ไปกับประสบการณ์
     อารมณ์บวกที่เกิดขึ้นหลังจากการรอดตายจะไม่ถูกแปลมาเป็นความสนุก หากปริมาณฮอร์โมนที่สร้างความเครียดมีมาก อาจทำให้ร่างกายไม่สบาย และประสบการณ์ที่ได้มาอาจเป็นความกลัวรุนแรง ทำให้ไม่กล้าเฉียดใกล้เครื่องเล่นประเภทนี้อีกเลยตลอดชีวิต
สรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมบางคนจึงรู้สึกว่า ‘ความกลัว’ ที่มากับกิจกรรมเขย่าขวัญเป็นเรื่องสนุก
     นั่นเป็นเพราะ ในกรณีแรก คนบางกลุ่มมีการตอบสนองต่อสารและฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในภาวะสู้หรือหนีในทางบวก ในกรณีที่สอง เพราะคนกลุ่นนี้มั่นใจก่อนแล้วว่า กิจกรรมจำลองเหล่านี้ทำอันตรายพวกเขาไม่ได้ การตีความเช่นนี้ของสมองทำให้พวกเขาสามารถสนุกไปกับปฏิกิริยาของร่างกายที่ถูกกระตุ้นในภาวะคับขันมากกว่าคนที่วิตกและไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง
     โดยทั้ง 2 กรณี อารมณ์บวกที่เกิดขึ้นแม้จะผ่านขั้นตอนต่างกัน ก็ล้วนก่อให้เกิดพฤติกรรมคล้ายกัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเห็นคนมากมาย รวมถึงตัวผู้เขียนเอง ไปเข้าคิวซื้อตั๋วดูหนังผีนั่นเองค่ะ

ภาพประกอบ: eddy chang
อ้างอิง:
     - Margee K. (2015). Scream: Chilling Adventures in the Science of Fear. NY, USA: PublicAffairs,
     - Farley F.H., Farley S.V. (1970). “Impulsiveness, Sociability, and the Preference for Varied Experience.” Perceptual and Motor Skills. 31: 47-50. http://pms.sagepub.com/content/31/1/47.full.pdf