SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • ความอิจฉาเป็นอารมณ์เก่าแก่ ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่สมองนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และตีความว่าเจ้าของสมองกำลังอยู่ในตำแหน่งด้อยกว่า
  • ผลการสแกนสมองของนักเรียนจำนวน 19 คน ในประเทศญี่ปุ่น นำโดย ดร.ฮิเดฮิโกะ ทาคาฮาชิ (Hidehiko Takahashi) ชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้ร่วมการทดลองอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จกว่าตน สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึกเจ็บปวดและการแก้ไขความขัดแย้งมีการทำงานรุนแรงขึ้น
  • สาเหตุที่เราอิจฉาเมื่อเห็นเพื่อนได้ดี เพราะแรงขับในการแข่งขัน และแรงขับในการเปรียบเทียบ เมื่อสมองตีความว่าสถานะของตนกำลังถูกคุกคาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
     ปี ค.ศ. 2012 แมรี คอนเย (Mary Konye) นักเรียนวัย 21 ปี ทำร้ายเพื่อนของเธอด้วยการสาดน้ำกรดใส่หน้าและถูกตัดสินโดยศาลในประเทศอังกฤษให้จำคุกเป็นเวลา 12 ปี
     คอนเย และนาโอมิ โอนิ (Naomi Oni) รู้จักกันตั้งแต่สมัยชั้นประถม โดยโอนิเล่าถึงพฤติกรรมของคอนเยว่า หลายปีที่รู้จักกันคอนเยพยายามเลียนแบบการพูดจาและแต่งตัวตามเธอ ทั้งคู่ทะเลาะกันเมื่อโอนิพบว่าคอนเยแอบส่งข้อความหาแฟนของตน
     หลังจากนั้น โอนิซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยในร้าน Victoria’s Secret ได้ถูกลอบทำร้ายจากการสาดน้ำกรดใส่หน้า เป็นเหตุให้ผมและขนตาหลุดออกถาวร ผิวบนใบหน้า คอ อก แขน ขา ไหม้เป็นสีดำ และตาเกือบบอด ระหว่างที่โอนิเข้ารับการรักษา คอนเยได้โพสต์รูปปีศาจ เฟรดดี้ ครูเกอร์ บนโซเชียลเน็ตเวิร์กของเธอและเขียนว่า
     ‘ตอนนี้ใครกันที่เหมือนสัตว์ประหลาด’
     ทุกวันนี้ โอนิยังคงใช้ชีวิตกับแผลเป็น ต้องเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมต่อเนื่อง ต้องใส่หน้ากากซิลิโคนซึ่งทำให้หายใจลำบาก นี่เป็นคดีการทำร้ายร่างกายเพียงหนึ่งคดีในจำนวนหลายคดีที่มีผลมาจากความ ‘อิจฉา’
 

ความอิจฉาเป็นอารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่มนุษย์
แต่เราสามารถพบเจอพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความอิจฉาได้
ในสัตว์หลายประเภท เช่น หมา และลิงไพรเมต

ความอิจฉาคืออะไร
     ความอิจฉาเป็นอารมณ์เก่าแก่ แม้จะไม่แก่เท่าอารมณ์พื้นฐาน อย่างความโกรธ ความกลัว และความสุข แต่ก็เป็นอารมณ์ที่เกิดมาจากการผสมผสานของอารมณ์พื้นฐานซึ่งวิวัฒนาการมาจากการปรับตัวของสัตว์ที่สมองซับซ้อนขึ้นและเริ่มมีพฤติกรรมอยู่ร่วมเป็นสังคม
     ความอิจฉาเป็นอารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่มนุษย์ แต่เราสามารถพบเจอพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความอิจฉาได้ในสัตว์หลายประเภท เช่น หมา และลิงไพรเมต
     ความอิจฉาเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่สมองนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และตีความว่าเจ้าของสมองกำลังอยู่ในตำแหน่งด้อยกว่า
     ในกรณีที่สมองเปรียบเทียบและเห็นว่าตนอยู่ในตำแหน่งเหนือกว่า อารมณ์อิจฉาจะไม่ถูกสร้างขึ้น อารมณ์ที่ก่อตัวขึ้นจะเป็นอารมณ์ประเภทอื่นแทน หลายกรณีเป็นอารมณ์เชิงบวก เช่น ความภูมิใจ ความมั่นใจ ความสบายใจ
     หรือแม้กระทั่งความสงสาร และความรู้สึกเมตตากรุณา

สมองของความอิจฉา
     ผลการสแกนสมองของนักเรียนจำนวน 19 คน ในประเทศญี่ปุ่น นำโดย ดร.ฮิเดฮิโกะ ทาคาฮาชิ (Hidehiko Takahashi) ชี้ให้เห็นว่าเมื่อผู้ร่วมการทดลองอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จกว่าตน สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึกเจ็บปวดและการแก้ไขความขัดแย้งมีการทำงานรุนแรงขึ้น และเมื่อได้อ่านรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น เช่น อาหารเป็นพิษทำให้ป่วย สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวงจรความสุข (Reward System) ได้มีการทำงานแข็งขันขึ้น
     แต่ในกรณีที่เป็นความอิจฉาประเภทหึงหวง บริเวณที่ทำงานรุนแรงขึ้นชัดเจนจะเป็นส่วนที่มีชื่อว่า Ventromedial Prefrontal Cortex ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสะท้อนความคิดเกี่ยวกับตนเองและบุคคลอื่น และคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต
     จากตัวอย่างงานวิจัย จะเห็นว่าสังคมมนุษย์มีการแข่งขันหลายรูปแบบ เช่น การแข่งขันเพื่อความสำเร็จก้าวหน้า การแข่งขันเพื่อความโดดเด่น และการแข่งขันเพื่อได้รับความรัก อารมณ์ที่เราเรียกรวมๆ กันว่า ‘ความอิจฉา’ เกิดจากการทำงานของสมองหลายส่วนที่เชื่อมโยงกันกับระบบอารมณ์ในระดับที่รุนแรงต่างกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์
     แต่ถึงแม้การทำงานจะมีหลายรูปแบบ เราก็สามารถแบ่งกลไกที่กระตุ้นความอิจฉาทุกรูปแบบออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้
     ขั้นตอนที่หนึ่ง การทำงานของสัญชาตญาณการแข่งขัน
      ขั้นตอนที่สอง การเปรียบเทียบและเห็นความต่าง
 

คนส่วนใหญ่ที่เราเห็นรอบตัวในโลกปัจจุบัน
คือลูกหลานของมนุษย์โบราณที่มีแรงขับในการต่อสู้
และเราต่างก็ได้รับสัญชาตญาณการแข่งขัน
เป็นมรดกตกทอดทางพันธุกรรมฝังอยู่ในตัวเรา

การแข่งขันเป็นสัญชาตญาณ
     ในธรรมชาติ สัตว์ที่มีลักษณะอยู่รวมเป็นฝูงจะเกิดมาพร้อมแรงขับที่จะแข่งขันกันเองเพื่ออยู่รอดและสืบพันธุ์ เช่น วัวป่า เมื่อโตเต็มวัยจะต่อสู้กันในฝูง ผลแพ้ชนะจะเป็นตัวตัดสินตำแหน่งของวัว เมื่อถึงเวลาออกเล็มหญ้าหาอาหาร วัวที่ตำแหน่งสูงจะได้ยืนเล็มหญ้ากลางฝูง ในขณะที่วัวตำแหน่งผู้น้อยจะถูกเบียดออกไปเล็มหญ้าแถวขอบฝูง
     สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของวัวสอนให้พวกมันรู้ว่า พวกมันต้องแข่งกันต่อสู้เพื่อตำแหน่งกลางฝูง ตำแหน่งนี้คือตำแหน่งที่ดีที่สุด เพราะเมื่อหมาป่าหรือเสือจู่โจม วัวผู้น้อยที่เล็มหญ้าอยู่ขอบฝูงจะถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้ตัวที่อยู่กลางวงมีโอกาสวิ่งหนีก่อน
     ดังนั้น สัตว์ที่เราเห็นในธรรมชาติ จึงล้วนเป็นลูกหลานของสัตว์ที่มีแรงขับของการต่อสู้เพื่ออยู่รอดในอดีต และพันธุกรรมที่ถูกส่งต่อมา จึงเป็นพันธุกรรมที่มาจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีสัญชาตญาณการแข่งขันที่ดี มนุษย์เราก็ไม่ต่างกัน คนส่วนใหญ่ที่เราเห็นรอบตัวในโลกปัจจุบัน คือลูกหลานของมนุษย์โบราณที่มีแรงขับในการต่อสู้ และเราต่างก็ได้รับสัญชาตญาณการแข่งขัน เป็นมรดกตกทอดทางพันธุกรรมฝังอยู่ในตัวเรา
 

สมองที่วิเคราะห์ว่าตนอยู่ในตำแหน่งด้อยกว่า
และสถานะถูกคุกคาม จะสร้างความเครียดออกมาอัตโนมัติ

ความอิจฉามากับการเปรียบเทียบ
     แต่การแข่งขันเป็นเพียงครึ่งเดียวของความอิจฉา แรงขับเพื่อการแข่งขันไม่จำเป็นต้องให้ผลลัพธ์เป็นความอิจฉาเสมอไป
     คนรักการแข่งขันแต่ไม่มีพฤติกรรมการอิจฉาก็มีให้เราเห็นทั่วไป เช่น คนที่ชอบแข่งขันกับเวลา คนที่ชอบแข่งขันกับตัวเอง หรือคนที่ชอบแข่งขันกับผู้อื่นแต่มีน้ำใจนักกีฬา พฤติกรรมของคนเหล่านี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการจะให้กลไกสมบูรณ์เกิดเป็นความอิจฉาในจิตสำนึกและพฤติกรรมที่สะท้อนอารมณ์ อีกครึ่งหนึ่งของโจทย์ก็ต้องมาด้วย นั่นคือ การเปรียบเทียบตำแหน่งของตนและบุคคลอื่น
     ในขั้นที่สองนี้ สมองที่วิเคราะห์ว่าตนอยู่ในตำแหน่งด้อยกว่า และสถานะถูกคุกคาม จะสร้างความเครียดออกมาอัตโนมัติเป็นสัญญาณเตือนภัยในร่างกาย และสมองจะพยายามนำร่างกายออกจากสภาวะเครียดที่เกิดขึ้น โดยวิธีคิดแก้ปัญหาของสมองคนจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว คือการไปทำลายต้นตอของความเครียดซะ
     และนั่นหมายถึงการขจัดคู่แข่งให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะโดยการทำลายจุดเด่นของคู่แข่ง หรือใส่ร้ายให้คู่แข่งสูญเสียพวกพ้องและตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ
สรุปแล้ว คำตอบสั้นๆ ของคำถามว่า ทำไมเราจึงอิจฉาเมื่อเห็นเพื่อนได้ดี?
     เป็นเพราะในตัวเรามีแรงขับให้เราแข่งขันกันเองตลอดเวลาเพื่อการอยู่รอด และไม่ว่าเราจะปฏิเสธหรือต่อต้านแรงขับนี้ แรงขับในตัวเราก็ได้สร้างความสามารถในการเปรียบเทียบเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ความอิจฉาคือผลลัพธ์ของความสามารถนี้ จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่สมองเปรียบเทียบและตีความว่าสถานะของตนกำลังถูกคุกคาม
     ถามว่าเราสามารถฝึกสมองของตนเองหรือผู้อื่นให้ไม่รู้สึกอิจฉา หรืออิจฉาน้อยลงได้ไหม คำตอบคือ สามารถทำได้ เพราะเมื่อเรารู้ต้นตอของกลไก เราสามารถที่จะออกแบบวิธีคิด หรือกลยุทธ์ในการใช้สมองแก้ปัญหาการอยู่รอดที่เหมาะสมกับอุปนิสัยของเรา
     เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่กับแรงขับ และคงทักษะการสังเกตและวิเคราะห์ที่ดี โดยไม่ส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่ทำร้ายสุขภาพจิตของตนเองได้ค่ะ

ภาพประกอบ: eddy chang
อ้างอิง:
     - Harris CR, Prouvost C. (2014) ‘Jealousy in Dogs’, PLoS ONE 9(7): e94597.
     - Hidehiko Takahashi, et al. (2009) ‘When Your Gain Is My Pain and Your Pain Is My Gain: Neural Correlates of Envy and Schadenfreude’, Science, 323(5916) pp. 937-939.Marazziti Donatella, et al. (2013) ‘Prefrontal Cortex, Dopamine, and Jealousy Endophenotype’, CNS Spectrums, 18(1), pp. 6-14.