HIGHLIGHTS:

  • ความชัดเจนของสถานะว่าจะขยับไปสู่ความเป็นแฟนหรือไม่ สำหรับคนมากมายมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เพราะการประเมิน ‘แฟน’ กับ ‘เพื่อน’ เป็นอะไรที่ต่างกันอยู่มาก ถ้ารู้ชัดว่าเป็นแฟนจะได้ประเมินถูก
  • ความไม่พร้อมที่จะปรับสถานะหรือให้ความชัดเจนกับสถานะความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง อาจจะบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเรา และบอกอะไรมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เราพัฒนากับคนคนนี้ก็ได้
  • การเรียกร้องสถานะจึงเป็นกาลโอกาสอันดีที่จะคิดถึงตัวเรา และความสัมพันธ์กับคนที่อยากรู้สถานะ

หลายคนอยากรู้ว่าคนที่ตัวเองกำลัง ‘คบหาดูใจ’ อยู่นั้น เขาก็ ‘ดูใจ’ เราอยู่เช่นกัน ไม่ได้คิดเพ้อบ้าบอไปเอง

Q: เราจำเป็นต้องให้ ‘สถานะ’ กับคนที่เราคุยเพื่อเป็นหลักประกันว่า เราจะไม่หนีเขาไปไหมครับ และเพราะอะไรครับ
A:
นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามอมตะเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่ถูกถามซ้ำๆ และคนถามมักจะเป็นผู้ชาย
     ดูเหมือนว่าเมื่อคน ‘คุย’ กันไปสักพัก ใช้เวลาด้วยกัน รู้จักกันมากขึ้น สนุกสนานและเข้ากันได้ดี ก็มักจะเกิดคำถามในใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่า ‘ที่เราเป็นอยู่นั้นคืออะไร?’
     ทำไมบางคนจึงต้องการความชัดเจนในกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองชอบ ประมาณว่าอยากรู้ว่านี่เราเป็นแฟนกันใช่ไหม เรามีอนาคตร่วมกันหรือไม่
     เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลายคนอยากรู้ว่าคนที่ตัวเองกำลัง ‘คบหาดูใจ’ อยู่นั้น เขาก็ ‘ดูใจ’ เราอยู่เช่นกัน ไม่ได้คิดเพ้อบ้าบอไปเอง จะได้วางเป้าหมายของชีวิตได้ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน
     ความชัดเจนของสถานะว่าจะขยับไปสู่ความเป็นแฟนหรือไม่ สำหรับคนมากมายมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เพราะการประเมิน ‘แฟน’ กับ ‘เพื่อน’ เป็นอะไรที่ต่างกันอยู่มาก ถ้ารู้ชัดว่าเป็นแฟนจะได้ประเมินถูก
     ความคาดหวังที่มีกับแฟนกับเพื่อนก็ไม่เหมือนกันนะ เช่น เพื่อนหายไปไม่ค่อยมาเจอกัน เราอาจจะสงสัยหรืองอนเล็กน้อย บางคนอาจจะเฉยๆ ด้วยซ้ำที่เพื่อนหายหัวไป แต่ถ้าแฟนหายไปนี่เรื่องใหญ่มากๆ ทั้งน้อยใจมาก สงสัยมาก งอนมาก หรือหึงมาก แบบไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ และอาจนำไปสู่กระบวนการไล่ล่าตามหาตัวที่มีประสิทธิผลมากกว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐตามจับศัตรูทางการเมืองเสียอีก
 

ใจคนมักไม่ยอมหยุดนิ่งโดยการผูกมัด แต่เปลี่ยนแปลงไปได้ตามเวลาและปัจจัยแวดล้อม อำนาจรัฐและบทลงโทษทั้งหลายก็ห้ามใจคนไม่ได้ 

     เราคาดหวังความใส่ใจดูแล และการใช้เวลาจากแฟนที่ระดับความเข้มข้นกว่าเพื่อน เพื่อจะจัดการความสัมพันธ์ได้ถูกต้อง หลายคนต้องรู้ให้ได้ว่าตัวเองกำลังเกี่ยวข้องกับใคร แบบไหน จะได้ปรับระยะห่างและจังหวะในเส้นทางชีวิตของคนให้เหมาะสม
     ความชัดเจนของสถานะในความสัมพันธ์ทำให้คนไม่น้อยตอบหรือบอกคนอื่นได้ เช่น บอกพ่อแม่ เพื่อน ชาวบ้านที่อยากรู้ ฯลฯ การทำกิจกรรมต่างๆ อย่างใกล้ชิดสนิทสนมร่วมกับแฟนดูเหมือนจะน่าเกลียดน้อยลงกว่าทำกับคนที่ยังไม่ใช่แฟน
     แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนเชื่อว่าความชัดเจนของสถานะเป็นข้อผูกมัดหรือพันธกรณีที่ทำให้อีกฝ่ายเดินจากไปได้ยากขึ้น ถ้าไม่มีอะไรผูกมัดให้แน่นหนาขึ้นก็อาจจะเกิดการชิ่งหนีโดยไม่บอกกล่าว หลายคนอยากได้ความมั่นใจว่าคนรักจะไม่หนีไปไหน โดยความมั่นใจนั้นมาจากการบอกรักและขยับสถานะให้ใกล้มากขึ้น
     ปัญหาก็คือใจคนมักไม่ยอมหยุดนิ่งโดยการผูกมัด แต่เปลี่ยนแปลงไปได้ตามเวลาและปัจจัยแวดล้อม อำนาจรัฐและบทลงโทษทั้งหลายก็ห้ามใจคนไม่ได้ กฎหมายของรัฐไทยบังคับให้คนมีเมียคนเดียวและสนับสนุนการรักเดียวใจเดียว ก็ยังทำไม่สำเร็จ เราจึงได้เห็นสถานภาพสมรสตามกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติในชีวิตของผู้คนมากมาย
     ไม่ว่าจะอย่างไรคนไม่น้อยก็ยังต้องการความชัดเจนในเรื่องสถานะความสัมพันธ์ เพื่อจะบอกตัวเอง บอกคนที่ตัวเองสัมพันธ์ด้วย และบอกคนอื่นๆ แม้ว่าความเสี่ยงเรื่องคนรักชิ่งหนีอาจจะไม่ได้ลดน้อยลงมากอย่างที่คาดหวัง
     แต่ปัญหามักจะเกิดจากเมื่อแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์มองสถานะและความสำคัญของสถานะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนมองว่าความสัมพันธ์ไม่ได้คืบหน้าไปมากถึงจะประกาศตนผ่านเฟซบุ๊กให้โลกรู้ว่าเป็นแฟนกันหรือไม่โสดแล้ว แต่อีกฝ่ายเห็นว่าถึงเวลาควรขยับสถานะให้แนบแน่นขึ้น มองเห็นไม่เหมือนกันแบบนี้ทำให้เกิดสถานการณ์อ้ำอึ้งอึดอัดได้เมื่อถูกทวงถามความชัดเจนจากคนที่คุยกัน
     เมื่อคนที่คุยด้วยเขาเรียกร้องความชัดเจน อยากให้เราบอกเขาว่าสถานะความสัมพันธ์คืออะไร ก็น่าจะถามตัวเองว่าแล้วเราคิดอย่างไร ต้องการอะไร
     ถ้าเรายังไม่ชัดเจน แต่ยังอยากคุยต่อหรือดูกันต่อไปเพราะดูเหมือนมีอะไรดีๆ ที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปได้ ก็อาจจะขอต่อเวลาเพื่อให้เกิดความชัดเจน คำตอบแบบนี้น่าจะทำให้บางคนสบายใจขึ้นได้ว่าเราไม่หยุดอยู่นิ่ง แต่กำลังก้าวเดินและพัฒนาความสัมพันธ์อยู่เช่นกัน เพียงแต่ก้าวของเราอาจจะไม่เร็วพอจะเกิดการเปลี่ยนสถานะในเวลานี้ทันที
     บอกให้เขารู้ว่าการพัฒนาความสัมพันธ์ยังดำเนินอยู่ต่อไป ไม่ได้หยุดระยะห่างอยู่แค่เพื่อน ก็น่าจะทำให้เขาประเมินได้ว่าจะให้เวลาและทำความรู้จักเพื่อปรับเข้าหากันต่อไปหรือไม่
     บางคนอาจจะไม่ชอบเมื่อถูกเรียกร้องความชัดเจน เพราะคิดว่าตัวเองไม่ต้องการความชัดเจน แบบที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ความชัดเจนเป็นเรื่องไม่สำคัญ ฯลฯ สถานการณ์เช่นนี้เป็นอะไรที่เรากับคนที่เราคุยด้วยต้องการไม่เหมือนกัน ประเด็นที่น่าจะถามตัวเองคือ ความแตกต่างนี้บอกอะไรเรา
 

ปัญหามักจะเกิดจากเมื่อแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์มองสถานะและความสำคัญของสถานะไม่เหมือนกัน

     ความไม่ชัดเจนในเวลานี้จะกลายเป็นความชัดเจนในอนาคตหรือไม่ เรายังอยากจะเดินต่อไปเพื่อทำความรู้จักคนคนนี้ให้มากขึ้นหรือลดระยะห่างไปมากกว่านี้ได้หรือไม่
     เป็นไปได้ว่าเราอาจจะไม่ต้องการความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดผูกพันมากไปกว่านี้ ณ เวลานี้ หรือเราอาจจะไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ที่มีสถานะใกล้กว่านี้กับคนคนนี้
     ความไม่พร้อมที่จะปรับสถานะหรือให้ความชัดเจนกับสถานะความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง อาจจะบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเรา และบอกอะไรมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เราพัฒนากับคนคนนี้ก็ได้
     คำถามเรื่องสถานะอาจจะสะท้อนความต่างที่ต้องปรับเข้าหากัน หรือบอกให้เรารู้ว่าความต่างนี้ปรับเข้าหากันไม่ได้
     ถามตัวเองว่าเรากำลังเผชิญกับความต่างแบบไหน และเราต้องการอะไร อาจจะทำให้ได้คำตอบว่าสิ่งที่เราต้องการคือเวลาเพื่อจะเดินหน้าต่อไปในความสัมพันธ์  หรือหยุดอยู่เท่านี้ เดินต่อไปไม่ได้ไกลไปกว่านี้
     การเรียกร้องสถานะจึงเป็นกาลโอกาสอันดีที่จะคิดถึงตัวเรา และความสัมพันธ์กับคนที่อยากรู้สถานะ

ภาพประกอบ: eddy chang