HIGHLIGHTS:

  • แรงผลักดันในการตกหลุมรัก คือความโหยหา ‘ความรัก’ ที่เราเคยได้รับเมื่อครั้งยังเป็นทารก และเมื่อเติบโตแล้วต้องถูกแยกออกจากอ้อมอกแม่ เราทุกคนยังคงคิดถึงความอบอุ่นแบบนั้น
  • เมื่อตกหลุมรัก เราจึงได้หวนกลับไปอยู่ในห้วงความรู้สึก ‘รักแรก’ อีกครั้ง เป็นรักที่สดใหม่ สดใส อบอุ่น จึงไม่แปลกที่การตกหลุมรักจะทำให้เรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
  • หากคุณรักใครสักคนแล้วไม่สามารถเป็นเด็กเล็กเล่นสนุกได้ต่อหน้าเขา นั่นแปลว่าความรักนั้นยังไม่เปิดเผยต่อกันมากพอ และนั่นอาจไม่ใช่รักที่แท้จริง
  • ความผิดหวังในความรักทำให้เราเติบโต และความสมหวังในความรักทำให้เรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
     ที่รัก,
     คุณน่าจะยังจำหนังเรื่องโปรดของเราได้ใช่ไหม ใช่แล้ว, ผมกำลังพูดถึง 500 Days of Summer หนังที่ทำให้ผมหลงรักรอยยิ้มของ ซูอีย์ เดสชาแนล ส่วนคุณก็หลงใหลแววตาซึมเซาของ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ และเราทั้งคู่ก็ประทับใจประโยคสุดน่ารักที่พ่อหนุ่มเขียนขึ้นว่า “I love us.”
     ผมบอกกับคุณว่าประโยคนี้เป็นความจริงที่สุด พูดถึงความรัก-แท้ที่จริงเราไม่ได้หลงรักคนที่กำลังนั่งยิ้มหวานอยู่ตรงหน้าเราเท่านั้น แต่เรารักห้วงเวลาที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน เมื่อเราพบกัน ตัวเราทั้งคู่ก็เปลี่ยนไป ตัวผมตอนที่อยู่กับคุณก็แตกต่างจากตอนที่อยู่กับพี่ๆ ที่ทำงาน ต่างจากตอนอยู่กับเพื่อน ต่างจากตอนรับบทบาทลูกชายของพ่อกับแม่ แต่เป็นผมเวอร์ชันพิเศษ ซึ่งจะเป็นแบบนี้เฉพาะตอนอยู่กับคุณเท่านั้น
     คุณเองก็เหมือนกัน ผมชอบตัวคุณเวอร์ชันที่อยู่ต่อหน้าผม น้ำเสียง กิริยา ท่าทาง แววตา และรอยยิ้มแบบนี้ก็มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้เห็น
     มีแต่เราเท่านั้นที่ได้สัมผัส ‘เรา’
     ความหมายของคำสามคำสั้นๆ ที่ทอม (พระเอกในเรื่อง) เขียนขึ้นมาจึงกินความลึกซึ้งอย่างยิ่ง
     …
     สำหรับผมแล้ว คุณทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เวลาอยู่กับคุณผมมักมีนิสัยออดอ้อนเหมือนลูกแมว คลอเคลีย พูดจาเสียงเล็กเสียงน้อย ทำหน้าทำตาทะเล้น ซึ่งคนทั่วไปคงไม่มีโอกาสได้เห็นผมทำอะไรแบบนี้
     ความรักทำให้เรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง-ผมเคยคิดแบบนี้นะ เพราะผมก็รู้สึกว่าเวลาคุณอยู่กับผม คุณก็เหมือนเด็กน้อยที่ล้อเล่นกับผมตลอดเวลาเช่นกัน กระทั่งยังเคยคิดว่า หากคุณรักใครสักคนแล้วไม่สามารถเป็นเด็กเล็กเล่นสนุกได้ต่อหน้าเขา นั่นแปลว่าความรักนั้นยังไม่เปิดเผยต่อกันมากพอ และนั่นอาจไม่ใช่รักที่แท้จริง
     เมื่อรักกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือความผูกพัน คำว่า ‘ผูกพัน’ ในภาษาไทยนั้นมีความหมายน่าไตร่ตรอง ในแง่ดี, คำนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น มีความแนบแน่นใกล้ชิดสนิทสนม แต่ในแง่ร้าย, หากแยกคำนี้ออกมาเป็นสองคำคือ ‘ผูก+พัน’ กลับให้ความรู้สึกอึดอัด บังคับกะเกณฑ์ คล้ายกับการล่ามอีกฝ่ายไว้ด้วยพันธนาการบางอย่าง ทำให้สิ้นไร้อิสระ
     สำหรับผม ความผูกพันมีทั้งสองความหมาย และไม่มีความหมายใดถูกหรือผิดไปกว่าอีกความหมายหนึ่งแม้แต่น้อย
     แรกรัก เรามักจินตนาการไปถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เราอยากแนบชิดกันมากขึ้น ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น กระทั่ง-ด้วยอิทธิฤทธิ์ของรักโรแมนติก-บางครั้งเราก็เผลออยากใช้ชีวิตกับคนคนนี้ไปตลอดชีวิต แม้เพียงเพิ่งพบกันไม่กี่ครั้ง
     ทั้งสวยงาม มหัศจรรย์ และเป็นดั่งคำสาป
     คุณเคยคิดไหมว่า เราทุกคนอาจถูกสาปมาให้เป็นนักตกหลุมรัก
     ถูกสาปมาให้โหยหาความผูกพัน
     เราต่างตกหลุมรักอยู่เสมอๆ ต่างกันแค่บางคนสานสัมพันธ์ เดินเข้าหา ทำความรู้จัก ขณะที่บางคนเลือกที่จะเก็บอาการ งำความรู้สึก และรักษาความรักไว้ในใจเงียบๆ ผมไม่คิดว่าจะมีใครบนโลกนี้ที่ไม่เคยตกหลุมรัก
     หากมองด้วยแว่นของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตามทฤษฎีคัดสรรโดยธรรมชาติ บรรพบุรุษของเราที่เป็นนักตกหลุมรักย่อมมีโอกาสสืบเผ่าพันธุ์มากกว่านักเพิกเฉยต่อความรัก เพราะมีแต่ผู้ที่ตกหลุมรักเท่านั้นที่มีโอกาสมีลูกหลานส่งต่อพันธุกรรมนักตกหลุมรักนั้นสืบต่อไป
     เราจึงเป็นลูกหลานของ ‘นักตกหลุมรัก’ และมีคุณสมบัตินี้อยู่ในยีน
     แท้จริงแล้ว การตกหลุมรักเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ คุณว่าไหม
     แต่มันก็น่าคิดนะ ที่รัก, ว่าหากบรรพบุรุษของเราเกิดตกหลุมรักอยู่ตลอดเวลา ตกอยู่ในห้วงรักซึ่งเบลอๆ ฝันๆ ฟุ้งๆ บรรพบุรุษของเราจะเอาเวลาที่ไหนไปล่าสัตว์ หาอาหารมาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ถ้ามัวแต่ตกหลุมรักกันทั้งวันทั้งคืน บรรพบุรุษของเราไม่ต้องสูญพันธุ์กันไปหมดหรอกหรือ
     จริงอยู่ที่บรรพบุรุษจำเป็นต้องตกหลุมรักเพื่อหาคู่มาสืบเผ่าพันธุ์ แต่ขณะเดียวกันการตกหลุมรักนั้นมิได้มอบความโรแมนติกหรืออารมณ์ผูกพันให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด แท้จริงแล้วความผูกพันหรือความโรแมนติกกลับเกิดขึ้นเมื่อแม่ตั้งครรภ์ต่างหาก หลังจากตกหลุมรักแล้ว เราใช้เวลาส่วนใหญ่สร้างความผูกพันในห้วงเวลานี้
     มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากสัตว์ส่วนใหญ่ตรงที่เราไม่สามารถดูแลตัวเองได้ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อทารกเกิดมาจึงต้องการการดูแลจากแม่เป็นเวลาเนิ่นนานกว่าที่มนุษย์น้อยคนนั้นจะเติบโตเพียงพอที่จะใช้ชีวิตด้วยตนเองโดยไม่เป็นอันตราย เทียบกับสัตว์อื่นแล้ว มนุษย์ใช้เวลาในการดูแลตัวอ่อนมากกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด และช่วงเวลาแห่งการประคบประหงมอันยาวนานนี้เองที่ก่อให้เกิดความผูกพันขึ้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์อีกคน ระหว่างแม่กับลูก และเป็นช่วงนี้เองที่มนุษย์เริ่มได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’
     ถึงที่สุดแล้ว แรงผลักดันในการตกหลุมรัก (ซึ่งแตกต่างจากแรงผลักดันในการอยากมีเซ็กซ์) มิใช่ความต้องการในการสืบพันธุ์ หากคือความโหยหา ‘ความรัก’ ที่เราเคยได้รับเมื่อครั้งยังเป็นทารก และเมื่อเติบโตแล้วต้องถูกแยกออกจากอ้อมอกแม่ เราทุกคนยังคงคิดถึงความอบอุ่นแบบนั้น เรายังต้องการใครสักคนที่จะมอบห้วงเวลาแห่งความอบอุ่น ไว้ใจ ดูแล ห่วงใย เช่นนั้นอยู่เสมอ
     เช่นนี้แล้ว เมื่อตกหลุมรัก เราจึงได้หวนกลับไปอยู่ในห้วงความรู้สึก ‘รักแรก’ อีกครั้ง เป็นรักที่สดใหม่ สดใส อบอุ่น จึงไม่แปลกที่การตกหลุมรักจะทำให้เรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
     ที่รัก, คุณคิดเหมือนผมไหมว่า นี่แหละคือเหตุผลที่เราสองคนเหมือนเด็กน้อยเล่นกันเมื่อใช้เวลาร่วมกัน นี่แหละคือเหตุผลที่ผมไม่ได้เพียงแค่รักคุณ แต่ผมรักคุณเวอร์ชันที่อยู่ต่อหน้าผม เช่นกันกับที่คุณรักผมเวอร์ชันที่อยู่ต่อหน้าคุณ ซึ่งไม่เหมือนตอนที่อยู่กับคนอื่น
     ผมรักเด็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ เหมือนที่คุณรักเด็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในตัวผม
     และนี่แหละคือเหตุผลของ “I love us.” เพราะเรากลายไปเป็นเด็กน้อยที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของการดูแล ทะนุถนอม การให้ และความรักที่ไม่เรียกร้องสิ่งใดๆ เหมือนรักที่แม่มีให้เราตอนที่เรายังเป็นเด็กน้อย
     ในอ้อมกอดนั้น โลกช่างอบอุ่นและปลอดภัย
     และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ผู้คนร้องห่มร้องไห้เหมือนเด็กหลงทาง เมื่อความรักของตัวเองพังทลายลง สายสัมพันธ์และความผูกพันเช่นนี้ได้ถูกทำลายลง ความอบอุ่นในอ้อมอกแม่ได้ถูกแยกจากอีกครั้ง หลังจากที่เคยแยกจากเมื่อเราโตเกินกว่าจะซุกอกแม่ต่อไป
     เช่นนี้เองที่ความผิดหวังในความรักทำให้เราเติบโต
     และความสมหวังในความรักทำให้เรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
     ที่รัก, ขอบคุณที่ทำให้ผมกลับไปเป็นเด็ก และขอบคุณที่กลับไปเป็นเด็กตอนที่อยู่กับผม
     ผมรักคุณ
     ใช่, ผมรักเรา

ภาพประกอบ: Suminkgy