HIGHLIGHTS:

  • งานวิจัยของ แดเนียล รี (Daniel Re) และคณะจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต พบว่า คนชอบเซลฟีจะหลงตัวเองและคิดว่าตัวเองดูดีกว่าคนทั่วไป
  • งานวิจัยจุฬาฯ ระบุว่า การเซลฟีมีผลต่อการรับรู้ตัวเองเป็นเสมือน ‘วัตถุ’ ทำให้เกิดการตัดสินและประเมินตัวเองจากรูปลักษณ์ภายนอก เกิดการเปรียบเทียบกับมาตรฐานสังคม จนนำไปสู่ความคิดอยากทำศัลยกรรม
     คุณเคยเซลฟี (selfie) ไหม?
     ถ้าเคย งานวิจัยของ แดเนียล รี (Daniel Re) และคณะ จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยโทรอนโต ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychological and Personality Science ระบุว่า
     ไม่แน่คุณอาจเป็นคนที่หลงตัวเอง!?
     หรือมากกว่านั้น งานวิจัยของจุฬาฯ เสริมว่า คุณเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าอยากทำศัลยกรรม!
 

การเซลฟีอาจทำให้คนที่ชอบเซลฟีมองเห็นคุณค่าของตนเองแบบผิดๆ
และทำให้การรับรู้เกี่ยวกับตัวเองคลาดเคลื่อน (หรือหลงตัวเองนั่นเอง)

เซลฟี = หลงตัวเอง?
     งานวิจัยของ แดเนียล รี และคณะ จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างนักศึกษาจำนวน 198 คน พบว่า 100 คนเซลฟีเป็นปกติ และในจำนวนนี้มีทั้งที่ถ่ายเซลฟีด้วยตัวเอง และคนอื่นถ่ายให้
     นักวิจัยพยายามหาคำตอบว่า คนจะรู้สึกชื่นชอบและคิดว่าตัวเองน่าสนใจแค่ไหน เมื่อรูปถ่ายเหล่านั้นถูกอัพโหลดขึ้นโซเชียลมีเดีย
     คนทั่วไป 178 คน ที่ได้ดูรูปเซลฟี บอกว่าคนในรูปถ่าย ดูเหมือนจะคิดว่าตัวเองดูดีและหลงตัวเอง
     ขณะที่คนที่เซลฟีและไม่ถ่ายเซลฟี ต่างคิดว่าตัวเองดูดี แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ถ่ายเซลฟีมักจะเข้าข้างตัวเองมากกว่าความเป็นจริง และมักจะคิดว่าตัวเองในรูปเซลฟีดูดีกว่าภาพที่คนอื่นถ่ายให้
     ผลการศึกษาดังกล่าวระบุว่า คนที่เซลฟีมักจะ ‘หลงตัวเองมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ’
     “คนที่ชอบเซลฟีจะเห็นหรือรับรู้ตัวตนของตัวเองผ่านภาพเซลฟี” นักวิจัยระบุ “และเราพบว่า คนที่ชอบเซลฟีเชื่อว่าตัวเองดูดีในภาพที่ตัวเองถ่ายมากกว่าภาพที่คนอื่นถ่าย
     “ทั้งที่ในความเป็นจริง คนนอกที่มองเข้ามาเห็นว่า ภาพเซลฟีของคนเหล่านั้นดูดีน้อยกว่าภาพที่คนอื่นถ่ายให้
     “กลายเป็นว่า การเซลฟีอาจทำให้คนที่ชอบเซลฟีมองเห็นคุณค่าของตนเองแบบผิดๆ และทำให้การรับรู้เกี่ยวกับตัวเองคลาดเคลื่อน (หรือหลงตัวเองนั่นเอง)” แดเนียล รี กล่าว
 

ผู้ถ่ายโพสต์ภาพเซลฟีในโซเชียลมีเดีย ก็หวังให้เพื่อนๆ มากดไลก์ และถ้าสังเกตรูปเซลฟีส่วนใหญ่
จะแสดงถึงลักษณะอุดมคติของสังคมในช่วงนั้นๆ เช่น ขาว หุ่นดี หน้าเรียว ตาโต ดูหรู ดูแพง หรือโชว์สิ่งของที่สังคมให้คุณค่า
เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ฯลฯ
เนื่องจากลึกๆ แล้ว เราทุกคนล้วนต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างและสังคมที่ตัวเองอยู่

เซลฟี ตัวตนในโลกอุดมคติ
     คำว่า selfie มีที่มาจากคำว่า ‘self’ ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ตัวเอง
     การถ่ายรูปตัวเองหรือเซลฟีแล้วอัพโหลดขึ้นโซเชียลมีเดียเพื่อเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้เห็น ในทางจิตวิทยาอาจมองได้ว่า แท้ที่จริงคือการแบ่งปันตัวตนในอุดมคติที่ผ่านการปรับสี แต่งภาพ ยืดหดขยายอวัยวะ ฯลฯ ให้ใกล้เคียงกับตัวตนที่ตัวเองอยากจะเป็นหรือต้องการให้คนอื่นเห็น
     ในทางจิตวิทยาแบ่ง ตัวตน ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
     ตัวตนที่แท้จริง (real self) ตัวตนจริงๆ ที่เห็นได้ประจักษ์ชัดเจน แม้ว่าคนคนนั้นจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม เช่น รูปร่าง สีผิว ความหล่อสวย หรือทักษะ ความสามารถ เป็นต้น
     ตัวตนที่เรารับรู้ (perceived self) เป็นตัวตนที่เรามองตัวเอง ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับตัวตนที่แท้จริง เช่น คนหน้าตาธรรมดาอาจคิดว่า ตนเองมีใบหน้าที่หล่อเหลา
     ตัวตนในอุดมคติ (ideal self) ตัวตนที่เราอยากจะเป็น เช่น การอยากเป็นแบบไอดอลหรือบุคคลต้นแบบที่ตัวเองชื่นชอบ
     ตัวตนที่รับรู้จากคนรอบข้าง (looking-glass self) คือตัวตนที่คนอื่นรอบตัวเรามองเข้ามาว่าเราเป็นคนอย่างไร
     โดยธรรมชาติมนุษย์มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเสมอ เพื่อวัดว่าเรามีความเหมือนหรือต่างจากคนอื่นอย่างไร เพื่อปรับและสร้างตัวตนให้เป็นที่ยอมรับของสังคม
     ซึ่งเซลฟีก็มีพื้นฐานมาจากความต้องการตรงนั้น เมื่อผู้ถ่ายโพสต์ภาพเซลฟีในโซเชียลมีเดีย ก็หวังให้เพื่อนๆ มากดไลก์ และถ้าสังเกตรูปเซลฟีส่วนใหญ่ จะแสดงถึงลักษณะอุดมคติของสังคมในช่วงนั้นๆ เช่น ขาว หุ่นดี หน้าเรียว ตาโต ดูหรู ดูแพง หรือโชว์สิ่งของที่สังคมให้คุณค่า เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ฯลฯ เนื่องจากลึกๆ แล้ว เราทุกคนล้วนต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างและสังคมที่ตัวเองอยู่
     แม้ว่าเซลฟีรูปนั้นจะเป็นแค่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา และเป็นแค่อุดมคติที่ไม่มีอยู่ในชีวิตจริงๆ ของเราก็ตาม
 

บุคคลมักจะหมกมุ่นอยู่กับการที่พวกเขาดูเป็นอย่างไรในรูปเซลฟี
และเมื่อมองรูปเซลฟีของตนเองก็จะเห็นสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
และเลือกที่จะทำศัลยกรรมเสริมความงามเพื่อช่วยแก้ไขในจุดนั้น

ยิ่งเซลฟี ยิ่งอยากทำศัลยกรรม
     งานวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างการเซลฟีและเจตคติต่อการทำศัลยกรรมเสริมความงาม โดยมีการรับรู้ตนเสมือนวัตถุเป็นตัวแปรส่งผ่าน โดย กชกร จงเกริกเกียรติ, ฐานิตา ไพรีขยาด, ณภัทร สุวัชราภิสิทธิ์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตั้งคำถามว่า การเซลฟีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกอับอายในภาพลักษณ์ (ของผู้หญิง) ที่นำไปสู่การทำศัลยกรรมหรือไม่ โดยสอบถามผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี จำนวน 217 คน (แต่มีกลุ่มตัวอย่างเสีย 15 คน เหลือเพียง 212 คน)
     เนื้อหาในงานวิจัยอ้างว่า การเซลฟีมีผลต่อการรับรู้ตัวเองเป็นเสมือน ‘วัตถุ’ ทำให้เกิดการตัดสินและประเมินตัวเองจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยเปรียบเทียบจากสังคม วัฒนธรรม หรือคนรอบข้าง
     Has (2014) กล่าวว่า เมื่อบุคคลทำการเซลฟี มักจะมุ่งความสนใจไปที่ร่างกายมากกว่า เพื่อสำรวจว่าตนเองดูเป็นอย่างไร และดูดีหรือไม่
     ยิ่งจ้องมอง ก็ยิ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบ และเห็นข้อบกพร่องที่อาจไม่สวยงามตามมาตรฐานของสังคม
     งานวิจัยได้ตั้งข้อสมมติฐาน 4 ข้อ ที่ต่อมาสรุปได้ว่า การเซลฟีมีผลให้คนหมกมุ่นกับภาพลักษณ์ภายนอกของตัวเอง และความคิดอยากทำศัลยกรรม
     ศัลยแพทย์ Mani (2015 อ้างถึงใน Olya, 2015) กล่าวว่า บุคคลมักจะหมกมุ่นอยู่กับการที่พวกเขาดูเป็นอย่างไรในรูปเซลฟี และเมื่อมองรูปเซลฟีของตนเองก็จะเห็นสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
     และเลือกที่จะทำศัลยกรรมเสริมความงามเพื่อช่วยแก้ไขในจุดนั้น


     จากเซลฟีแล้วหลงตัวเอง สู่การสร้างตัวตนในอุดมคติที่อยากจะเป็น และความคิดที่อยากทำศัลยกรรม จะจริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้คนที่ตอบได้คือ คุณ

ภาพประกอบ: Karin Foxx
อ้างอิง:
     - http://www.telegraph.co.uk/science/2016/05/20/people-who-take-selfies-regularly-overestimate-how-attractive-th/
     - http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/46906