SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • การบังคับให้ตัวเองเลิกกินของหวาน จะทำให้ของหวานน่ากินเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
  • มื้อเช้าเป็นมื้อที่ควรปรับให้กินแต่ของมีประโยชน์มากที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่เลือกกินอาหารมื้อเช้าจากความสะดวกสบายมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ของมัน
  • การเริ่มออกกำลังกายที่ดีควรเริ่มแต่น้อยๆ
  • การลดอาหารประเภทไขมันไปเลย จะยิ่งทำให้ร่างกายทรมานจากความหิว ไม่มีแรง และเกิดความอยากอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลมากขึ้นไปอีก
    ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ หรือบล็อกสุขภาพมากี่สำนัก วิธีการไดเอตที่ยั่งยืนสุดท้ายคงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย’ ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่สองแกนหลักนั้นออกจะกว้างไปสักหน่อย หลายครั้งการตีความคำว่า ‘ควบคุม’ จึงกลายเป็นตัดขาด และปริมาณที่พอเหมาะกลายเป็นหักโหม    
     The Momentum แอบศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนเช่นกัน นี่คือ 7 ข้อที่เราค้นพบว่าเป็นสิ่งที่คนมักเข้าใจกันผิด และทำให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องทรมาน เมื่อทำความเข้าใจกันแล้วรับรองสามารถลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

1. เลิกกินของโปรดที่แคลอรีเยอะซะ จะได้ไม่อ้วน!
     เหตุการณ์คือ สมมติว่าคุณเป็นคนที่ชอบกินของหวาน กินขนมอะไรสักอย่างเป็นชีวิตจิตใจ แต่มันดันมีแคลอรีเยอะเท่ากับอาหารคาวบางจาน หลายคนที่เริ่มวางแผนการลดน้ำหนักก็มักจะเลือกตัดของหวานในส่วนนั้นออกไปซะให้สิ้นซาก เลือกกินของคาว หรืออาหารอย่างอื่นแทนที่เชื่อว่ามีประโยชน์มากกว่า แต่ความจริงที่จะเกิดขึ้นคือ การบังคับตัวเองให้งดของหวานหรือขนมเหล่านั้นจะยิ่งทำให้ขนมนั้น ‘น่ากิน’ มากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว สุดท้ายคุณก็มีเปอร์เซ็นต์ที่จะห้ามใจตัวเองไม่ไหว  และบอกกับตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ ก็คนมันจะกิน พรุ่งนี้ค่อยลดก็ได้” และจบลงด้วยการกินเข้าไปมากกว่าเดิม
     แทนที่จะเลิกไปเลย เปลี่ยนเป็นการให้รางวัลตัวเองจะได้ผลกว่า เช่น ออกกำลังกายได้ตามเป้าที่วางไว้ แล้วให้รางวัลตัวเองเป็นการกินช็อกโกแลตหรือเค้กที่ชอบ แต่แทนที่จะกินในปริมาณเท่าเดิมก่อนเริ่มลดน้ำหนัก ก็ปรับให้น้อยลง แบบนี้ร่างกายและจิตใจจะปรับตัวได้มากกว่า อีกอย่างที่ต้องคิดให้ดี แยกให้ออกคือ ต้องวางแผนให้รางวัลตัวเองแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่เห็นของหวานวางอยู่แล้วก็หาเรื่องอยากกินขึ้นมาซะเฉยๆ แบบนั้นไม่ได้ช่วยคุณแน่

2. กินแต่ผักทุกมื้ออาหาร จะได้ไม่อ้วน!
     อีกหนึ่งความหักโหมของคนที่เริ่มควบคุมอาหาร คือบังคับให้ตัวเองกินแต่ผักทุกมื้อ เพราะเชื่อว่าทั้งมีประโยชน์และผอมด้วย สำหรับคนที่ชอบกินผักเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา แต่หากไม่ชอบก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายแน่ และการบังคับตัวเองก็อาจจะส่งผลให้ร่างกายงอแงเช่นเดียวกับกรณีข้อที่ 1
     มีเทคนิคน่าสนใจจาก เอริกา จิโอวินาซโซ (Erica Giovinazzo) นักโภชนาการจากลอสแอนเจลิส ที่เคยให้สัมภาษณ์ในเว็บไซต์ BuzzFeed ไว้ว่า “การหักดิบบังคับตัวเองให้เปลี่ยนพฤติกรรมการกินไปเลยทั้งสามมื้อ เป็นวิธีที่เร็วก็จริง แต่ใช้ไม่ได้กับทุกคน เมื่อมีคนมาปรึกษา ฉันมักจะถามพวกเขากลับว่ามื้ออาหารไหนที่คิดว่าถ้าเปลี่ยนแล้ว จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพวกเขามากที่สุด? ส่วนใหญ่แล้วอาหารเช้าจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่มักหยิบอะไรง่ายๆ โดยไม่ได้ใส่ใจกับมันมาก คือเป็นมื้อที่เลือกจากความสะดวกมากกว่าประโยชน์ ที่นี้ลองปรับใหม่ให้บาลานซ์ ระหว่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มผักผลไม้ลงไป แบบนี้จะให้ผลที่ดีมากกว่า” ใครจะลองปรับมื้อกลางวัน หรือมื้อเย็นก็ได้เช่นกันตามสไตล์ แต่ไอเดียหลักคือ อย่าไปพยายามบังคับตัวเองสามมื้อตั้งแต่แรก แต่ต้องทำให้ได้หนึ่งมื้อต่อวัน
 
3. สมัครฟิตเนสและกระหน่ำออกกำลังกายซะ จะได้ไม่อ้วน!
     เช่นเดียวกับการควบคุมอาหาร การเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองจากคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยให้กลายเป็นคนออกกำลังกายทุกวันก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน จริงอยู่ว่าการออกกำลังกายทุกวันให้ผลลัพธ์ที่เร็วกว่าอาทิตย์ละสองวัน แต่สิ่งที่แน่นอนกว่าคือ อย่างหลังยั่งยืนกว่าแน่นอน คิดดูสิว่าคุณจะทำติดต่อกันได้นานแค่ไหน
     แทนที่จะหักโหมแต่แรก ให้เริ่มจากการตั้งเป้าหมายว่าออกกำลังกายให้ได้สองวันต่ออาทิตย์ เมื่อร่างกายของคุณเริ่มชิน ปรับตารางเป็นสามและสี่วันตามลำดับ นอกจากจะเป็นการทำให้คุณรู้สึกว่าคุณได้อันล็อกตัวเองในเลเวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เรื่องรูปร่างและสุขภาพก็ได้ผลดีกว่าในระยะยาวแน่นอน  

4. ทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อลดเวลากิน จะได้ไม่อ้วน!
     จริงอยู่ว่าในชั่วโมงการทำงาน เราจะมีวัฒนธรรมประเภทเบรกกินขนมตอนบ่ายๆ เพื่อดึงตัวเองออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สักพัก อัพเดตข่าวสารกับเพื่อนร่วมงานสักหน่อย และชั่วโมงนั้นจะประกอบไปด้วยขนมนมเนยต่างๆ ให้กินกันอย่างออกรส การลดของจุกจิกเนี่ยแหละคือสิ่งที่ดีและได้ผลวิธีหนึ่งในการลดน้ำหนัก เพราะบางทีเราอาจจะกินขนมหรือของว่างไปเพราะเพื่อนชวน เพราะมันวางอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ใช่เพราะร่างกายเราต้องการมันจริงๆ ทีนี้การไม่พักเลยก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน เพราะต่อให้เราต้องการลดการกิน แต่ร่างกายก็ยังคงต้องการเวลาพักจากงานอยู่ ดังนั้นลองเปลี่ยนขนมหวานเหล่านั้นมาเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้สดที่แคลอรีต่ำ หรือหากิจกรรมทำอย่างอื่นไปเลย น่าจะได้ผลดีมากกว่าทั้งกับร่างกายและจิตใจ   

5. งดขนมทุกอย่าง จะได้ไม่อ้วน!
     ว่ากันต่อที่เรื่องขนม จริงๆ แล้วขนมมีประโยชน์กับร่างกายของเรา เพราะหากเรารู้สึกหิวระหว่างวัน แล้วอดไม่กินอะไรเลย จะทำให้พฤติกรรมการกินของเรารวน  และในทางกลับกันการกินขนมเวลาที่รู้สึกหิวจะช่วยทำให้ร่างกายทำงานเป็นระบบว่า จะกินเมื่อเวลาหิวเท่านั้น และเมื่ออิ่มก็จะหยุดกินเอง
     ใจความอยู่ตรงที่การเลือกกินขนม เช่น เราสามารถควบคุมได้ว่า เราแค่อยากกินเพราะเบื่อ ไม่มีอะไรทำ หรือหิวจริงๆ อยากได้อะไรรองท้อง หากเป็นอย่างแรกควรงดกิน แต่หากเป็นอย่างหลัง อีกวิธีที่จะช่วยได้คือลองเปลี่ยนมากินขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีน้อยหรือผลไม้แทน

6. กินน้ำผลไม้มากๆ จะได้ไม่อ้วน!
     เครื่องดื่มเป็นอีกตัวการสำคัญที่ทำให้คุณอ้วนโดยไม่รู้ตัวและไม่จำเป็น ลองปรับพฤติกรรมการกินเครื่องดื่มลง เช่น ใส่น้ำตาลในกาแฟให้น้อยลง หรือดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลไปเลย ลดน้ำอัดลม และจำไว้ว่าน้ำผลไม้เองก็มีน้ำตาล กินได้แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา ทางที่ดีที่สุดคือฝึกกินน้ำเปล่าเท่านั้นให้เป็นนิสัย เมื่อกินข้าวหรือพักเบรก หากปกติจะกินน้ำหวานให้ลองเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าไปเรื่อยๆ จะช่วยลดแคลอรีที่ไม่จำเป็นลงได้แน่นอน แถมยังช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารด้วย

7. ตัดไขมันออกจากมื้ออาหาร จะได้ไม่อ้วน!
     หากจะบอกว่าให้กินอาหารประเภทไขมันเพิ่มขึ้น อาจจะฟังดูสวนทางกับการลดน้ำหนักไปหน่อย บทความหนึ่งจาก ลิซ มูดี้ (Liz Moody) บล็อกเกอร์อาหารจาก Sprouted Routes บอกว่า หากเรางดอาหารประเภทไขมันไปเลย จะทำให้ร่างกายทรมานกับความหิว ไม่อยากทำอะไร แล้วสุดท้ายก็จะเป็นต้นเหตุของการไม่ออกกำลังกายในที่สุด ฉะนั้นการคุมปริมาณไขมันจะช่วยเราจากการอยากของหวาน หรืออาการงอแงไม่ออกกำลังกายทั้งหลายได้ เธอยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ควรศึกษาเกี่ยวกับเรื่องไขมันที่มีประโยชน์ เช่น กินสมูทตีอะโวคาโดเป็นอาหารเช้าเป็นต้น อีกหนึ่งสิ่งที่สังเกตได้จากคำแนะนำของเธอคือ ช่วงเวลาที่เลือกกินด้วย หากกินหนักในเวลาเย็นก็อาจให้ผลลัพธ์ไม่ได้ตามต้องการ
คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนักและคุมอาหารนั้นแท้จริงแล้วมีมากมายไม่จบไม่สิ้น แต่ต้องรู้ไว้ว่าไม่ใช่ทุกวิธีจะเหมาะกับทุกคน การรู้จักพฤติกรรมของตัวเองเห็นจะเป็นหัวใจที่สำคัญของเรื่องนี้ ฉะนั้นอย่าทำให้การควบคุมอยู่ในปริมาณที่หักโหมจนร่างกายรับไม่ไหว อย่าลืมว่าดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว ต้องควบคู่ไปกับการดูแลสภาพจิตใจที่ดีด้วย

อ้างอิง:
     - BuzzFeed Food
     - www.fannetasticfood.com
     - Sprouted Routes