HIGHLIGHTS:

เมื่อนักออกแบบได้แปลงข้อมูลจากข้อความที่คุยกันกับแฟนเก่าเพื่อเปรียบเทียบข้อความ 4 เดือนแรกกับ 4 เดือนสุดท้ายของความสัมพันธ์ออกมาเป็นชุดภาพ แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน จาก 1.จำนวนครั้งการเรียกชื่อกัน 2.ความเคลื่อนไหวความถี่ของการคุย 3.ปริมาณของข้อความที่ส่งถึงกัน

ภาพประกอบ: 
วิภาวี ศิริกลการ 

แปลงความอกหักเป็นข้อมูล
     ทุกความสัมพันธ์ที่จบลงไป มีซากปรักหักพังของความสัมพันธ์หลงเหลือให้นึกถึง หากเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เราอาจจะส่งไปแสดงงานในนิทรรศการศิลปะแห่งความสัมพันธ์ที่แตกหัก Museum of Broken of Relationship (brokenships.com)
 
     หลายๆครั้ง สิ่งที่เหลืออยู่คือ ข้อความมหาศาลตลอดระยะเวลาที่คบหากัน หลายคนอาจจะลบทิ้งไป บางคนอาจจะเก็บไว้ แต่บางคนอาจจะเอาข้อความเหล่านั้นมาวิเคราะห์เชิงข้อมูล (Data Analysis)
 
     วิภาวี ศิริกลการ นักออกแบบสาวใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ต่างแดน เคยมีแฟนอยู่เมืองไทย เมื่อความรักยาวนาน 4 ปีได้จบลง สิ่งที่เหลือไว้คือข้อความมากมายที่ส่งหากันไปมาตลอดระยะเวลานั้น เมื่อได้การบ้านวิชา Data Art เธอกลับไปวิเคราะห์ข้อความเก่าๆ เพื่อทบทวนความสัมพันธ์ที่จบลงไป เผื่อพบว่ามีอะไรที่ผิดพลาด

ที่มาและความสัมพันธ์
     หลังคบหากันมา 4 ปี วิภาวีเลิกกับคนรักที่อยู่ห่างกันโดยไม่ทันตั้งตัว แม้อกจะหัก แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เมื่อเรียนปริญญาโทที่ ITP ที่ New York University ในชั้นเรียนวิชา Data Art (สอนโดยคุณ Jer Thorp (blog.blprnt.com)) เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ วิเคราะห์ข้อความเกี่ยวกับการเมือง สังคม เศรษฐกิจ หรือเรื่องใหญ่ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแสสังคม แต่เธอกลับมามองว่า แล้วตัวเธอเองสนใจอะไรอยู่ในขณะนั้น ณ ตอนนั้นเธออกหักก็เลยอินเรื่องความสัมพันธ์ จึงได้เลือกทำโปรเจ็กต์ศิลปะ Text Analysis จากข้อความที่คุยแชตกับแฟนเก่า เธอเริ่มขุดหาข้อความทั้งหมดที่เคยคุยกันตลอดระยะเวลา 4 ปี กลายเป็นว่ามีข้อความเพียงช่วง 4 เดือนแรก และ 4 เดือนสุดท้ายที่ยังพอหลงเหลืออยู่ ถึงกระนั้นก็มีความยาวกว่า 300,000 บรรทัด อดีตที่หวานขมมาในรูปแบบของข้อความในไฟล์ตารางสุดแห้งแล้ง
 

 “เราต่างต้องใช้ชีวิตอยู่กับชุดข้อมูลของตัวเอง ฉันจึงพยายามทำให้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เกิดอะไรขึ้นมาให้ได้ จึงตัดสินใจสร้าง Text Analysis จากข้อความที่เราเคยคุยกันระหว่างฉันกับแฟนเก่า” 

    เธอเลือกหยิบ 3 มุมมองจากข้อมูลชุดนี้มาแสดงเป็นภาพเปรียบเทียบ 4 เดือนแรกและ 4 เดือนสุดท้ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ชุดที่ 1 | การเรียกชื่อกัน
     เป็นชุดข้อมูลที่ชัดเจนมาก เมื่อเธอเขียนโค้ดให้วาดวงกลมในทุกครั้งที่เขาพิมพ์ชื่อเธอในแชต ทั้งคู่เรียกชื่อกันและกันแบบต่างๆ เหมือนคู่รักอื่น จุดสีแดง คือ จุดที่เขาเรียกชื่อจริงของเธอ (เมื่อมีเรื่องจริงจังที่ต้องคุยกัน อย่างเช่น การบอกเลิก ) และที่เหลือ เป็นชื่อตลกๆ เด๋อๆ ที่ต่างตั้งขึ้นมาให้กัน

เปรียบเทียบจำนวนครั้งการเรียกชื่อกันและกัน ระหว่าง 4 เดือนแรก และ 4 เดือนสุดท้ายของความสัมพันธ์ 4 ปี
 

ชุดที่ 2 | ใครพิมพ์หาใคร
ดูความเคลื่อนไหวการโต้ตอบระหว่างกัน ใครพิมพ์หาใคร          
ทุกครั้งที่เขาพิมพ์ คำสั่ง วาดวงกลม ทุกครั้งที่เธอพิมพ์ คำสั่ง วาดเส้นตรง


เปรียบเทียบความเคลื่อนไหวของการคุยกันระหว่าง 4 เดือนแรก และ 4 เดือนสุดท้ายของความสัมพันธ์ 4 ปี จุดคือเขา เส้นตรงคือเธอ ในช่วงท้ายมีเพียงฝั่งเธอที่สับสน พูดออกไปโดยเขาไม่ตอบอีกเลย

ชุดที่ 3 | นับจำนวนคำ
     สุดท้ายคือเธอลองนับจำนวนคำ เส้นสีดำ เมื่อ เขาส่งหาเธอ เส้นสีเทา เมื่อ เธอส่งหาเขา ความสูงของเส้น คือ จำนวนคำที่พิมพ์ น่าประหลาดใจมาก เพราะพบความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของปริมาณ เธอและเขาเคยส่งข้อความหากันอย่างบ้าคลั่งใน 4 เดือนแรกเกิดเป็น texture เข้มข้น แต่กลับกลายเป็นเบาหวิวโล่งว่าง ในช่วง 4 เดือนสุดท้าย


เปรียบเทียบจำนวนคำของการสนทนาระหว่าง 4 เดือนแรกและ 4 เดือนสุดท้าย สีดำคือเขา สีเทาคือเธอ โดยความสูงคือปริมาณจำนวนคำ

เทคโนโลยีที่โรแมนติก
     เราอาจจะเคยได้ยิน Data Analysis กันบ่อยครั้ง เป็นสิ่งที่กำลังอินเทรนด์อยู่ในโลกของเทคฯ เรามักจะเห็นการนำมาใช้กับเรื่องที่ใหญ่ๆ เช่น ข้อมูลของมวลชน การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เกษตรกรรม สาเหตุการตาย การขนส่ง ฯลฯ
    
    ข้อมูลส่วนตัวเช่น ข้อความที่คุยกันกับแฟนกว่า 300,000 บรรทัด ก็มีข้อมูลมากพอที่เราจะนำมาวิเคราะห์ ทำให้เกิดภาพและความหมาย
 
     ข้อมูลไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องไกลตัว อาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกัน ข้อมูลและเทคโนโลยีก็สามารถโรแมนติกได้ การเขียนโค้ดเป็น (coding skills) ก็ถือเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการออกแบบและศิลปะ การสื่อสารถึงความรู้สึกหรือความเป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นศัตรูกับเทคโนโลยีเสมอไป แต่กลับทำให้นักออกแบบมีเครื่องมือที่ทรงพลังเพิ่มขึ้นและไม่ยากเกินจะเริ่มต้นเรียนรู้

    อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรเจ็กต์นี้ รวมถึงการแปลงข้อมูลโปรเจ็กต์นี้ให้เป็นภาพผ่านโค้ดต่างๆ โดยละเอียด สามารถอ่านได้ที่บล็อก Medium ของวิภาวี Call Me Adele: How I turned my sorrows into a data set.

FACT BOX:

เกี่ยวกับผู้สร้างโปรเจ็กต์:

วิภาวี ศิริกลการ
     เรียนปริญญาโทอยู่ที่ ITP (Interactive Telecommunications Program) ที่ New York University เธอใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริการ่วม 8 ปี เริ่มอาชีพจากการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ปัจจุบันเป็นดีไซเนอร์ที่เขียนโค้ดได้ เคยฝึกงานที่ Apple Inc.  ดูโปรเจ็กต์อื่นๆ ของเธอได้ที่ www.wipawe.com