HIGHLIGHTS:

  • ชาตรามือเปิดสาขาแรกที่เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเปิดเป็นคาเฟ่แทนคีออสก์อย่างที่เห็นโดยทั่วไปในบ้านเรา
  • ผู้บริหารและหุ้นส่วนชาวเกาหลีเลือกเปิดคาเฟ่ชาตรามือ เพราะมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อกลางปีก่อน และติดใจในรสชาติของชาไทย คิดอยากจะแนะนำชาไทยให้เป็นที่รู้จักในหมู่คนเกาหลี
  • เขาเลือกใช้การวาดภาพช้างบนฝาผนังเป็นการตกแต่งร้าน เพื่อสื่อถึงเอกลักษณ์ของไทย เพราะหากพูดถึงประเทศไทย คนเกาหลีมักจะนึกถึงช้างและศาสนาพุทธก่อน
  • เมนูในร้านจะทำให้เหมือนกับชาตรามือในประเทศไทยมากที่สุด โดยวัตถุดิบส่วนผสมต่างๆ ล้วนนำเข้าจากไทยเพื่อให้ได้รสชาติต้นตำรับ ในช่วงฤดูร้อนนี้ ทางร้านได้นำเมนูยอดฮิตอย่างซอฟต์เสิร์ฟชาไทยและชาเขียว ใส่ไว้ด้วย

          รู้ไหมว่า ‘ชาตรามือ’ (Chatramue) มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลากว่า 72 ปีแล้ว ร้านชากาแฟต่างๆ ในไทยต่างก็ใช้ชาตรามือเป็นวัตถุดิบหลัก สิ่งที่ทำให้ ‘ชาตรามือ’ กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นเพราะการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ชากุหลาบ และซอฟต์เสิร์ฟรสต่างๆ บวกกับกลยุทธ์การตลาดที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ชาตรามือเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่และกลับมาอยู่ในใจคนไทยอีกครั้ง
​          ความจริงแล้วชาตรามือไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติด้วย มีอัตราการส่งออกชาไทยไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะแถบอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และจีน อย่างต่อเนื่อง สาขาชาตรามือในประเทศมาเลเซียนั้นก็มีจำนวนมากถึง 11 สาขาด้วยกัน และตอนนี้ ชาตรามือเพิ่งเปิดสาขาแรกที่ ‘เกาหลีใต้’ ซึ่งความน่าสนใจอยู่ตรงที่ร้านไม่ได้เป็นคีออสก์ (Kiosk) เล็กๆ สำหรับซื้อชากาแฟแบบ Take-out อย่างที่เห็นกันโดยทั่วไปในไทยและมาเลเซีย แต่สาขาแรกในประเทศเกาหลีนี้จะเปิดเป็น ‘คาเฟ่’ ให้ลูกค้าได้นั่งชิลล์สัมผัสกับรสชาติของชาไทยได้อย่างสะดวกสบายกันเลยทีเดียว



​          จอนซังฮุน ผู้บริหาร Dessert Plus Company ผู้ร่วมก่อตั้งคาเฟ่ชาตรามือ ประเทศเกาหลี เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขาคิดเปิดคาเฟ่ชาตรามือ คือเขาและหุ้นส่วน ชเวซองมิน ได้มาเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ มิถุนายน 2016 พวกเขาอยากรู้จักวัฒนธรรมและอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารท้องถิ่นว่าเป็นอย่างไร จึงได้ลิ้มลองอาหารไทยหลากหลายเมนู รวมไปถึงชาไทยด้วย
​          “ในวันแรกของการท่องเที่ยว เราได้ลองดื่มชาตรามือด้วยความบังเอิญ และตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่อยู่ในประเทศไทย เราก็อยากดื่มเครื่องดื่มแบรนด์นี้ทุกเช้า จึงลองดื่มหลายๆ แบบ และหลงใหลเสน่ห์ของรสชาติที่เข้มข้น หอม หวานของชาไทย”
​          หลังกลับไปยังประเทศเกาหลี พวกเขาก็มีความคิดอยากจะแนะนำชาไทยให้เป็นที่รู้จักในหมู่คนเกาหลี จึงได้ติดต่อกับบริษัทชาตรามือ ประเทศไทย ว่าเขาอยากนำชาตรามือมาเผยแพร่ จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งปีที่จอนซังฮุน และ ชเวซองมิน ได้ช่วยกันเตรียมการต่างๆ เพื่อเปิดคาเฟ่ชาตรามือแห่งแรกขึ้นมา
​          การเปิดคาเฟ่ชาตรามือนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ ‘ชาตรามือ’ ยังถือว่าเป็นแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยสำหรับคนเกาหลีและไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างสักเท่าไหร่ แต่โดยทั่วไป คนเกาหลีมักจะมอบชาให้แก่กัน ถือเป็นของฝากจากประเทศไทย และยกให้ชาตรามือเป็นชาพรีเมียมเลยก็ว่าได้
​          ชาตรามือไม่เป็นที่รู้จักนักในเกาหลี แล้วทำไมพวกเขาจึงเลือกเปิดเป็นคาเฟ่แทนบูธเล็กๆ อย่างในบ้านเรา? จอนซังฮุนบอกว่า เพราะชาตรามือยังไม่เป็นที่คุ้นเคยในเกาหลี จึงจำเป็นที่จะสื่อสารกับลูกค้าให้รู้จักแบรนด์ด้วยการสร้างพื้นที่ที่สะดวกสบายและอบอุ่น ให้ลูกค้าสามารถลิ้มลองรสชาติชาไทยในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งร้านสาขาแรกนี้ตั้งอยู่ในย่านคังนัม และในอนาคตพวกเขาก็มีแผนจะเปิดร้านแบบ Take-out อย่างประเทศไทยด้วย โดยสาขาที่สองนี้จะเปิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ปี 2018 แต่ถึงแม้พวกเขาจะวางแผนขยายธุรกิจในอนาคต แต่สิ่งสำคัญที่สุด ณ ตอนนี้คือการทำให้ชาตรามือเป็นที่รู้จัก



​          “เราไม่ต้องการเปิดสาขามากมาย เพราะอยากควบคุมคุณภาพและรสชาติดั้งเดิมของต้นตำรับไว้ แฟรนไชส์ของเกาหลีใต้มักจะมีร้านค้าแบรนด์เดียวกันตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมากมาย ซึ่งทำให้การดูแลควบคุมเป็นไปได้ยาก เราจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษารสชาติแบบดั้งเดิมของไทยไว้”
​          และเครื่องมือหนึ่งในการทำให้คาเฟ่ชาตรามือสามารถแสดงความเป็นไทยให้เป็นที่รู้จักได้ นั่นก็คือการตกแต่งร้าน เขาจึงเลือกใช้การวาดภาพช้างบนฝาผนังเพื่อสื่อถึงเอกลักษณ์ของไทย จอนซังฮุนบอกว่า หากพูดถึงประเทศไทย คนเกาหลีจะนึกถึงช้างและศาสนาพุทธก่อน ช้างเองก็ถือว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย เพราะฉะนั้นการแนะนำอีกรสชาติหนึ่งของชาพร้อมกับสื่อว่าความหอมหวานเข้มข้นเฉพาะตัวนี้คือรสชาติของชาจากเมืองไทย ช้างจึงถูกนำมาใช้อย่างไม่ลังเล



​          สำหรับเมนูในร้าน จอนซังฮุน พยายามที่จะทำให้เหมือนกับชาตรามือในประเทศไทยมากที่สุด โดยวัตถุดิบส่วนผสมต่างๆ ก็นำเข้าจากไทย เพื่อให้ได้รสชาติแบบต้นตำรับ อย่างเช่น ชาไทย ชาเขียว กาแฟโบราณ ชานมเผือก ชามะนาว โดยราคาจะอยู่ที่ 3,000-5,000 วอน หรือประมาณ 89-148 บาท ที่ขาดไม่ได้เลยคือ เมนูยอดฮิตอย่าซอฟต์เสิร์ฟชาไทยและชาเขียว ที่เขาได้นำไปใส่ไว้ในเมนูช่วงฤดูร้อนนี้ ราคาอยู่ที่ 3,000 วอน หรือ 89 บาท และเนื่องด้วยที่ร้านเป็นคาเฟ่จึงได้นำเมนูอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย เช่น น้ำโซดาผลไม้รสต่างๆ เครื่องดื่มปั่น และเค้ก รวมถึงวางแผนที่จะนำชาร้อนใส่ไว้ในเมนูหน้าหนาวเดือนตุลาคมนี้อีกด้วย
​          คาเฟ่ชาตรามือเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา สาวกชาตรามือคนไหนอยากลิ้มลองชาไทยในต่างแดน คาเฟ่ชาตรามือสาขาแรกในเกาหลีนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว เพราะคงไม่มีร้านกาแฟไหนในเกาหลีที่จะชงชาไทยได้รสชาติถูกปากคนไทยได้อย่างต้นตำรับ ‘ชาตรามือ’ ที่อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 70 ปี
​          ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยจะได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาไทยจะก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ชาระดับโลกในอนาคตอันใกล้