HIGHLIGHTS:

  • เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว นักฟุตบอลที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนกับโรงเรียนกีฬาดังๆ มาก่อน ไม่เคยติดทีมชาติไทยชุดเยาวชน แต่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในทีมชาติไทยยุคมิโลวาน ราเยวัช
  • เป็นนักฟุตบอลคนแรกของทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ที่ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่
  • เขาเป็นกองหลังซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การอ่านเกมได้แม่นยำ มี ใหม่-ภานุพงศ์ วงศ์ษา อดีตกองหลังทีมชาติไทยเป็นไอดอล 
          
          ทุกเย็น เขาจะเป็นผู้นำทีมลงฝึกซ้อมที่สนามซ้อม Swat Village (เวียนนา รีสอร์ท)
          เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ บอล-เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว กองหลังและกัปตันทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เดินนำลูกทีมลงเตะในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวา 2550 อันเป็นสนามเหย้าของทีม พร้อมกับเสื้อสีส้มหมายเลข 4 ซึ่งกลายเป็นภาพที่แฟนบอลชาวโคราชชินตา
          แต่ในรอบปีที่ผ่านมา มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเจ้าตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของมิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบีย แถมโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นจนสื่อฟุตบอลทุกสำนักต่างรุมให้ความสนใจ ชื่อของเขาได้รับการพูดถึงในเพจฟุตบอลไทยและเว็บบอร์ดต่างๆ ด้วยความชื่นชม และมีเสียงถามหาประวัติของกองหลังหน้าใหม่ในทีมชาติไทยคนนี้กันอย่างไม่ขาดสาย
          สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเฉลิมพงษ์ติดทีมชาติในวัย 30 ปี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อเข้าสู่วัยเลขสามนำหน้า ภาพที่อยู่ในหัวคืออาชีพนักฟุตบอลจะไปจบลงเมื่อใด แต่สำหรับเขา นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในเกมระดับทีมชาติ ซึ่งเจ้าตัวต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไปต่อ
 
 
นักฟุตบอลผู้ติดบ้านเกิดเมืองนอน
          นักฟุตบอลหนุ่มเมืองลพบุรี มีพ่อเป็นทหารและเป็นนักฟุตบอลของกองทัพ จึงมีโอกาสได้ตามพ่อไปดูการแข่งขันและคลุกคลีอยู่กับฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก
          “จำความได้ว่าเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เตะบอลกับลูกทหารด้วยกันในกรมทุกเย็น กลับมาจากโรงเรียนเราก็เล่น เล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กจนมัธยมปลาย”
          ชีวิตนักฟุตบอลเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงมัธยมที่โรงเรียนพระนารายณ์ มีโอกาสได้ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมโรงเรียนกีฬาดังๆ เช่น โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร แถมได้โควตาเข้าเรียนด้วย แต่สุดท้ายเจ้าตัวปฏิเสธโอกาสเหล่านี้ไป เพียงเพราะไม่อยากอยู่ไกลบ้าน
          “ตอนเรียนจบ ม.3 ก็คิดว่าจะเข้าโรงเรียนกีฬา เพราะเพื่อนๆ ก็ไปคัดกัน เราก็อยากไปบ้าง ลองส่งโปรไฟล์ไปดู ก็ได้โควตา แต่ไม่ได้ไป เพราะใจหนึ่งเราก็ไม่อยากไปทางกีฬาเต็มตัว รู้สึกว่าเสี่ยง ถ้าเราไม่มีพื้นฐานเรื่องการเรียนไว้ มันจะแย่ เลยเลือกเรียนไว้ก่อนดีกว่า”
          “พอจบ ม.6 ก็อยากเล่นฟุตบอลอาชีพเต็มตัว ก็ไปกับเพื่อน 3-4 คน ไปคัดที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ปรากฏว่ามีผมคนเดียวที่ได้ ก็ดีใจในระดับหนึ่ง แต่พอเพื่อนไม่ได้ มันก็เหงา เราไปเรียนปรับพื้นฐานอยู่สองอาทิตย์ก็หนีกลับบ้านเลย เป็นโรคคิดถึงบ้าน ทิ้งโอกาสไปอีก เลยกลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เพราะแค่อยากอยู่บ้าน เรียนไปด้วย เล่นบอลให้มหาวิทยาลัยไปด้วย”
 

          เฉลิมพงษ์ได้ทำสัญญานักฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในวัย 21 ปี กับทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อปี 2008 โดยเริ่มต้นในตำแหน่งแบ็กขวา อยู่กับทีมในช่วงที่เต็มไปด้วยนักฟุตบอลไทยเก่งๆ เช่น ณรงค์ชัย วชิรบาล อภิเชษฐ์ พุฒตาล รังสรรค์ วิวัฒิชัยโชค ภานุพงศ์ วงศ์ษา และ รณชัย รังสิโย
          เพียงแค่ปีแรก ความสำเร็จก็เข้ามาหาเขาทันที เมื่อทีมคว้าแชมป์ไทยลีกในปีนั้นได้สำเร็จ
          แต่แล้วก็มีเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อบุรีรัมย์เทกโอเวอร์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปี 2010 และเปลี่ยนชื่อเป็นบุรีรัมย์ พีอีเอ เจ้าตัวต้องลงมาเช่นดิวิชันสองกับทีมบุรีรัมย์ เอฟซี ทีมประจำจังหวัด และระหกระเหินไปอยู่กับชัยนาท ฮอร์นบิล ก่อนจะย้ายมาอยู่กับนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน
          “ตอนย้ายมาอยู่บุรีรัมย์ฯ การแข่งขันในทีมสูงมาก คิดว่าต้องขยับขยายตัวเอง หาโอกาสลงเล่น เลยติดต่อกับพี่ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ ซึ่งทำทีมชัยนาทอยู่พอดี แล้วตัดสินใจย้ายไปอยู่ชัยนาทฯ 1 ปี จากนั้นก็มาอยู่โคราชได้ 4 ปีแล้ว” เฉลิมพงษ์ย้อนความหลัง
          ไอดอลในตำแหน่งกองหลังของเฉลิมพงษ์ เป็นคนคุ้นเคยอย่าง ใหม่-ภานุพงศ์ วงศ์ษา ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงและเพื่อนร่วมทีมตั้งแต่อยู่การไฟฟ้าฯ
          “ถ้ากองหลังไทยคงเป็นพี่ใหม่-ภานุพงษ์ สมัยอยู่การไฟฟ้าฯ ด้วยกัน แกเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี เป็นแบบอย่างให้เราเห็นว่าการเป็นนักฟุตบอลอาชีพต้องทำตัวอย่างไร แต่ถ้าเป็นกองหลังต่างชาติ ผมชอบ มัทส์ ฮุมเมิลส์ เขาใช้สมองเล่นมากกว่าแค่สกัดบอล”
          ด้วยรูปร่างที่สูงถึง 180 เซนติเมตร เฉลิมพงษ์ถือเป็นกองหลังไทยที่รูปร่างดีคนหนึ่ง มีจุดเด่นที่การอ่านเกมที่แม่นยำ และปรับตัวเพื่อรับมือกับกองหน้าเก่งๆ ในไทยลีกได้อย่างดี
          “กองหลังที่ดีต้องแย่งบอลเก่ง ควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะเราจะเห็นทุกอย่างในสนาม” เขาเน้นย้ำ
          ส่วนกองหน้าในไทยลีกที่เขายอมรับว่าเก่งจริงๆ คือ มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา จากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และสองคู่หูต่างชาติอย่าง ดีโอโก หลุยส์ ซานโต และ ชาคสัน อเวลิโน โคเอลโญ หรือ ชาช่า จากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
          “มุ้ยเขาเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องดีนะ ถ้าต่างชาติก็ต้องดีโอโกกับชาช่าของบุรีรัมย์ฯ พวกนี้ตัวใหญ่ แข็งแรง แต่มีความเร็ว”
 
 
ชื่อของเขาไม่เคยอยู่ในสารบบทีมชาติไทยมาก่อน
          เขาไม่เคยผ่านการเรียนโรงเรียนกีฬา ไม่เคยติดทีมชาติไทยชุดเยาวชน และไม่เคยคิดว่าจะมาติดทีมชายไทยในวัย 30 ปี
          “ช่วงระยะเวลาที่ผมเล่นบอล ผมไม่ได้เดินตามเส้นทางทีมชาติ ผมมีความคิดว่าแค่ได้เล่นบอลอาชีพก็ดีแล้ว เวลาดูทีมชาติเล่น เราเพียงคิดว่าถ้าได้ลงไปเล่นบ้างก็คงดี”
          แทบไม่เชื่อหูตัวเองใช่ไหม ตอนราเยวัชเรียกคุณไปติดทีมชาติ ผมถาม
          “เซอร์ไพรส์มากที่ได้ติดทีมชาติ แต่เอาจริงๆ นะ หลังจากนี้คิดว่าจะไม่ติดแล้ว มันยากมาก เพราะทีมชาติชุดใหญ่จะมองทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 23 ก่อน ผมก็มาต่อสู้ของผมเองในลีก ก็ดีที่ราเยวัชให้โอกาสคนที่ฟอร์มดีที่สุดในตอนนี้ได้ติดทีมชาติ”
          เฉลิมพงษ์น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักฟุตบอลไทยในลีกซึ่งอาจมีเส้นทางนักฟุตบอลแบบเขา ได้มีความหวังกับการติดทีมชาติบ้าง
          “นักฟุตบอลบางคนอายุ 24-25 ก็ท้อแล้ว ผมว่าชีวิตนักฟุตบอลยังอีกไกล สู้ได้ถึงในวันที่เราเลิกเล่นได้เลย ข้อดีคือได้ทำเต็มที่กับอาชีพของเรา ผมอาจจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ที่ไม่ได้เดินตามเส้นทางปกติเกิดมีแรงสู้ขึ้นมา”
           ความเหนียวแน่นในทีมชาติ ส่วนหนึ่งต้องยกให้คนที่ลงเล่นเคียงข้างเฉลิมพงษ์ อย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ ที่ทำให้เกมรับทีมชาติไทย ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เจาะได้
          “ตอนเข้าไปซ้อมในแคมป์ทีมชาติแรกๆ โค้ชก็จับให้เราคู่กับทุกคน แต่มาลงตัวที่ผมกับโย่ง (พรรษา) คือทุกคนสามารถเล่นได้ แต่ตำแหน่งนี้อาจต้องใช้ความสัมพันธ์กันสูง บางทีเราอาจไม่รู้จักมาเลย เล่นกันคนละสไตล์ แต่มาอยู่ด้วยกันก็ช่วยกันได้ อย่างลูกกลางอากาศก็อาจจะเป็นโย่ง ลูกพื้นก็อาจจะเป็นผม พอในเกมอุ่นเครื่องผลงานดี คราวนี้ได้จับคู่กันยาวเลย”
 

นักฟุตบอลที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของไทยลีก
          จากนักฟุตบอลที่มีเบี้ยเลี้ยงหลักร้อย เงินเดือนหมื่นต้นๆ เตะไทยลีกมาตั้งแต่ลีกยังไม่แข็งแกร่งและการแข่งขันสูงอย่างทุกวันนี้ นักฟุตบอลไทยกลายเป็นดาราและซูปเปอร์สตาร์ เงินเดือนระดับ 6 หลัก กลายเป็นเรื่องธรรมดา เขาคิดเห็นอย่างไร
          “นักฟุตบอลไทยรุ่นใหม่ๆ เก่งกว่าเดิมเยอะ บางคนขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ยึดตัวจริงในทีมได้หลายคน แต่ผมคิดว่าพอมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ความกระหายที่จะพัฒนาตัวเองก็คงน้อยลง มันก็ไม่ได้เป็นแบบเมื่อก่อนที่อยู่อย่างลำบาก อย่างผมเคยได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 120 บาท พอมาอยู่การไฟฟ้าฯ ได้เดือนละ 1 หมื่นบาท เบี้ยเลี้ยงซ้อมวันละ 500 บาท ผมก็รู้สึกดีใจมากๆ เพราะทำอะไรได้หลายอย่าง พึ่งพาตัวเองได้แล้ว จนถึงวันนี้ผมว่ามันก็ตามวาระ ตามโอกาส บางคนเก่งเท่ากัน เงินเดือนเยอะไม่เท่ากัน หรือว่าคนไม่เก่งเลย เงินเดือนสูงมากก็มี”
          ขณะที่มาตรฐานไทยลีกสูงขึ้น นักฟุตบอลมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังย่ำอยู่กับที่คือเรื่องของกรรมการ
          “มาตรฐานไทยลีกสูงขึ้นเรื่อยๆ ระบบการจัดการก็ดีขึ้น นักเตะมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน จะเหลือแค่กรรมการนี่แหละ คือมันนานมากที่ไม่พัฒนาเสียที เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยได้เยอะ ก็น่าจะมีการนำมาใช้ อบรม หรือสอน ผมว่าจะช่วยให้บอลไทยดีขึ้น ไม่มีการทะเลาะกัน”
          แล้วอนาคตของตัวเอง คุณมองไว้อย่างไร ผมสงสัย
          “อาจจะเลิกเล่นตอนอายุ 35 ปี อย่างที่บอกว่าตำแหน่งกองหลังน่าจะยืนระยะได้นานกว่ากองหน้าหรือปีก แต่คงไม่เล่นถึง 37-38 ปี เดี๋ยวโดนเด็กหลอก (หัวเราะ) สำหรับทีมชาติ ถ้าเขาเรียก ผมก็ไปนะ แต่ถ้ามีคนที่ดีกว่าก็ขึ้นมาเลย เพื่อประเทศชาติ ยังไงก็ดีอยู่แล้ว”

           การได้สวมเสื้อทีมชาติไทยของ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ขอแค่เต็มที่กับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เมื่อนั้นประตูสู่ทีมชาติจะเปิดกว้าง โดยไม่ต้องมีเส้นทางเหมือนนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนอื่นๆ