HIGHLIGHTS:

แม้ฤดูหนาวจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เราขอถือโอกาสที่อุณหภูมิต่ำลงนี้มาดูภาพยนตร์รักชวนหนาวใจห้าเรื่อง ทั้งรักที่เกิดขึ้นเพียงครั้งหนึ่งในช่วงสั้นๆ รักที่ลบลืมไปแล้ว รักระยะไกล หรือแม้แต่รักของถ่านไฟเก่า

“โอ้... ความรัก เธอเป็นดั่งเช่นสายลม แต่บางครั้งเธอทำให้ฉันร้อนรน
ฉันหนาวเธอเคยกอด กอดไว้ด้วยหนามคม แต่ฉันยังคงอยากพบเธอ
เชย วรวลัญช์ – แต่ฉันยังคงอยากพบเธอ
 
          ความรักอาจไม่ผิดไปจากเนื้อเพลงนี้มากนัก เพราะความหมายมันกว้างจนสามารถนำไปเปรียบกับอะไรก็ได้ มันทั้งทำให้เราหนาวสั่น ร้อนรน ใจสงบ ว้าวุ่น อึดอัด และผ่อนคลาย แต่ถึงอย่างไรเราก็อยากรับมันไว้ หากให้รักเปรียบเป็นฤดู สำหรับคุณมันจะเป็นฤดูไหน ร่าเริงอย่างฤดูร้อน หงอยเหงาอย่างฤดูฝน หรือบาดเย็นอย่างฤดูหนาว
          แม้ฤดูหนาวจะมาทักทายเราปีละครั้ง ครั้งละแค่ไม่กี่วัน แต่ก็ยังทันให้เราได้หยิบเสื้อกันหนาวออกมาใส่ เราอยากชวนมาดูหนังรักหนาวๆ สัมผัสบรรยากาศที่ทำให้หัวใจเย็นเฉียบ แล้วคว้าเสื้อโค้ทมาสวมหัวใจกัน
 
Once - หัวใจร้องว่ารักเธอ
          หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์คนที่ใช่ในเวลาที่ผิด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เธอมีเขา ฉันมีใคร หรือเรายังมีสิ่งสำคัญกว่าที่ต้องทำ แต่ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้วเราก็ต้องจากกัน



          บนถนนอันสับสนวุ่นวายของเมืองดับลิน ท่ามกลางบรรยากาศของค่ำคืนและลมหนาว มีหนุ่มนักดนตรี (อกหัก) คนหนึ่งร้องเพลงอยู่ตรงนั้น ในขณะที่หลายคนเดินผ่านและไม่แม้แต่จะใส่ใจ หญิงสาวชาวเชก (หนีรัก) ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา คนทั้งสองจึงรู้จักกัน จากจุดนั้นเองในระยะเวลาสั้นๆ พวกเขาต่างค้นพบพรสวรรค์ของกันและกัน ความชอบที่มีต่อดนตรีเชื่อมโยงพวกเขาเอาไว้ และสิ่งที่สำคัญทั้งคู่มีความฝันคล้ายๆ กัน พวกเขาจึงต่อเติมและผลักดันกัน เพื่อให้ได้เข้าใกล้ความฝันนั้นมากขึ้น และในระหว่างนั้นความรู้สึกดีๆ ก็ได้ก่อตัวในใจของทั้งคู่



          Once ชื่อภาพยนตร์บ่งบอกภาพรวมของทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ครอบคลุมและย้ำเตือนว่านี่คือครั้งหนึ่ง แค่ช่วงเวลาหนึ่ง เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งในชีวิต เพราะหนทางข้างหน้านั้นยังอีกยาวไกล เราอาจได้ร่วมเดินเคียงข้างกันอีก หรืออาจไม่พบกันอีกเลย บนโลกใบนี้ความเป็นไปได้มันมากมายจนเราไม่อาจคาดเดา ขนาดฤดูหนาวยังมีลมร้อนพัดผ่านเข้ามาความสัมพันธ์บางอย่างเราไม่อาจฝืนหรือล้ำเส้นมันไปได้ ทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามทาง แล้วยอมรับบทสรุปนั้นเอาไว้ ไม่แน่ว่าวันหนึ่ง ‘ครั้งหนึ่ง’ นี้จะทำให้เราอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก และนี่คือภาพยนตร์ที่จะทำให้เราตกหลุมรักเพลงประกอบตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย
 
Eternal Sunshine of the Spotless Mind - ลบเธอ...ให้ไม่ลืม
          กว่าที่ความเจ็บปวดจะกลายเป็นเรื่องเล่าขำๆ ได้ ไม่รู้ว่าแต่ละคนใช้เวลากันกี่เดือนหรือกี่ปี บางคนอาจเลือกไม่พูดถึงเลยก็มี ทำทีว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งที่ความทรงจำข้างในยังชัดทุกรายละเอียด เชื่อว่าถ้ามีเครื่องลบความทรงจำ ในห้วงอารมณ์แสนสาหัสเหล่านั้น หลายคนคงเลือกจะใช้มันโดยไม่ลังเล



          วันหนึ่งจู่ๆ โจเอลก็ตัดสินใจโดดงานกะทันหันแล้วนั่งรถไฟไปยังชายทะเลแทน ที่นั่นเขาสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินอยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน และพวกเขาก็พบกันอีกครั้งบนรถไฟ เธอคนนี้ชื่อคลีเมนไทน์ ทั้งสองทำความรู้จักกันอย่างรวดเร็วและความสัมพันธ์ก็เดินหน้าไปไวมากอย่างไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลังจากออกเดทด้วยกันหลายหน โจเอลก็ไปหยุดรถที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของคลีเมนไทน์อีกครั้ง เหตุการณ์ปัจจุบันหยุดลงที่ตรงนั้น แล้วภาพยนตร์ก็พาเราแฟลชแบ็กกลับไปในอดีตว่าความจริงแล้วพวกเขาเคยรักกันมาก่อน โจเอลกับคลีเมนไทน์ไม่ได้เพิ่งรักกันในวันนี้ ทั้งคู่เคยคบกัน ใช้เวลาร่วมกัน มีความทรงจำที่ดีและร้ายต่อกัน จนความสัมพันธ์มาถึงขีดสุด คลีเมนไทน์ตัดสินใจลบโจเอลทิ้ง ไม่ใช่แค่เลิก แต่เป็นการลบความทรงจำเกี่ยวกับโจเอลทั้งหมด เมื่อโจเอลรู้ดังนั้นในภายหลัง เขาก็ไม่ลังเลที่จะลบเธอทิ้งเช่นกัน
          ในขั้นตอนการลบความทรงจำ ระหว่างนั้นเราจะได้เห็นกระบวนการถอยกลับภายในหัว (ใจ) โจเอลต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำต่างๆ ที่มีคลีเมนไทน์อยู่ด้วย ครั้งยังรักกัน เข้าใจกัน ห่วงใยกัน และปรารถนากัน ในชั่วขณะนั้นเอง เขาก็รู้ว่ามันมีค่ามากเกินกว่าจะทำให้หายไป แล้วเขาก็ต้องมาเศร้าเสียใจให้กับการตัดสินใจผิดพลาดในครั้งนี้



          ความรักเป็นเรื่องของความลงตัวของเคมีที่เข้ากัน ไม่สังเกตหรือว่าเรามักจะชอบคนประเภทหนึ่งเสมอ ถ้าเจอแบบนี้เราแพ้ทางแน่ เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่เราจะตกหลุมรักคนๆ เดิมหรือคนแบบเดิมได้ การลบใครสักคนให้หายไปตลอดกาลจากความทรงจำ มันก็ไม่สามารถรับประกับได้ว่า โชคชะตาจะไม่พาเรามาเจอกันอีก มันอาจไม่ง่ายที่จะทำใจกับความชอกช้ำ แต่อย่างไรเสียเราก็ต้องรับมันไว้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ครั้งหนึ่งเราได้เลือกแล้ว
 
Manchester by the Sea - แค่ใครสักคน
          แม้ใครต่อใครจะชอบพูดว่าเวลาเยียวยาทุกสิ่ง แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป เพราะกำลังในการฟื้นตัวบำรุงหัวใจของคนเราไม่เท่ากัน และเราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อต้องก้าวข้ามไปให้ได้เสียทุกเรื่อง ถ้าบาดแผลไหนยังไม่หายก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งฝืนว่าหายดีแล้ว



          ลี แชนด์เลอร์ คือชายหนุ่มที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต เขาใช้ชีวิตไปวันๆ กับการทำงานเป็นภารโรง ไม่มีเพื่อน เข้ากับใครไม่ค่อยได้ ปากหนักและหน้าตาอมทุกข์ตลอดเวลา อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวร้าย โจ พี่ชายของเขาได้เสียชีวิตลงแล้วจากโรคประจำตัว ลีต้องกลับไปยังเมืองที่ตัวเองจากมาเพื่อจัดการทุกอย่าง แถมยังต้องมารับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน ในพินัยกรรมที่โจทำไว้บอกว่าให้ลีเป็นคนดูแลแพทริก ลูกชายเพียงคนเดียวของเขา จนกว่าแพทริกจะอายุครบ 18 ปี ซึ่งในตอนที่โจเสียไปนี้ แพทริกมีอายุ 16 ปี



          ภาพยนตร์ตัดสลับเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบัน ให้เราค่อยๆ รู้ภูมิหลังของลีว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นคนแบบนี้ ทำไมเขาจึงหนีไปจากเมืองนี้ และความจริงแล้วเขากำลังรับมือกับอะไรอยู่ ภาพยนตร์ไม่ได้มีฉากที่ตบหน้าเราแรงๆ ให้รู้สึกชา แต่มันค่อยๆ เค้นความเจ็บปวดจากความจริงที่คนๆ หนึ่งต้องเจอ จนเราไม่สามารถสลัดความเศร้านั้นออกไปจากใจได้
          การวิ่งหนีอาจไม่ช่วยกอบกู้ซากปรังหักพังของชีวิต แต่อย่างน้อยมันก็พอให้เราได้มีเวลาพักจากอาการหัวใจสลายนั้น
 
In Your Eyes
          คุณจะทำอย่างไร ถ้าคนที่คุณ (คิดว่า) รักหายตัวไป จะปล่อยวางหรือตามหา จะผ่านเลยหรือพยายามไขว่คว้าไว้ เพราะนี่อาจเป็นครั้งเดียวที่คุณจะรู้สึกถึงความรักได้มากมายขนาดนี้



          ภาพยนตร์รักแฟนตาซีปนปาฏิหาริย์เล็กๆ ที่จะพาเราไปรู้จักรักทางไกลแม้ไม่เคยพบหน้า พล็อตอาจดูธรรมดาแล้วเกิดคำถามว่ามันแฟนตาซีตรงไหน เรื่องมันเริ่มจากวันธรรมดาวันหนึ่ง ดีแลน หนุ่มติดทัณฑ์บนจากข้อหาปล้น และรีเบ็กกา สาวสวยภรรยาหมอ อยู่ๆ จิตทั้งคู่ก็เชื่อมเข้าหากัน ได้ยินเสียงกันและกัน และมองเห็นภาพผ่านสายตาของอีกฝ่ายด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเริ่มคุยกัน แล้วชีวิตดีแลนก็ค่อยๆ สดใสขึ้น เขาตั้งใจทำงานและมองโลกในแง่ดีกว่าแต่ก่อน เช่นเดียวกันกับรีเบ็กกา แม้เธอจะมีสามีอยู่แล้ว แต่ลึกๆ เธอก็โดดเดี่ยวเพราะสามีที่ไม่ได้เข้าใจจิตใจของเธอจริงๆ เธอเริ่มยิ้มแย้มและอารมณ์ดีมากกว่าเดิม ดีแลนกับรีเบ็กกาเริ่มทำหลายๆ อย่างร่วมกันแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ถึงตัวจะห่างอยู่คนละฟากฝั่งประเทศ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตกหลุมรักกัน แล้ววันหนึ่งปาฏิหาริย์นั้นก็หายไป... พวกเขาถูกตัดขาดออกจากกัน



          สิ่งหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำให้เราหลงรักคือการแสดงของโซอี้ คาซาน และเมื่อต้องเล่นกับไมเคิล สตาห์ล เดวิด แล้ว ทั้งคู่ก็แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติและเคมีเข้ากันมากๆ หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเธอมาแล้วจาก Ruby Sparks ที่เธอทั้งเขียนบทและแสดงเป็นนางเอก ในเรื่องนี้เธอก็ยังคงเสน่ห์และความน่ารักเอาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม แล้วเราก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจเลย
 
Blue Jay
          ถ่านไฟเก่าไม่อาจรื้อฟื้น เพราะมันเป็นเชื้อฟืนที่เปียกน้ำตา แม้อดีตที่มีร่วมกันจะสวยงามแค่ไหน แต่ที่เราต้องจากกันก็เพราะมันจบไม่สวยอย่างเคยตั้งใจจะดูแล



          เมื่อจิมต้องกลับมายังบ้านเกิดเพื่อจัดการกับบ้านที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้หลังเสียชีวิต และอแมนดาที่ต้องกลับมาดูแลน้องสาวที่เพิ่งตั้งครรภ์ ทั้งคู่จึงบังเอิญพบกันในรอบยี่สิบปีโดยที่ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจกันแน่ แต่ด้วยความที่ไม่เจอกันมานานพวกเขาจึงชวนกันไปกินข้าว พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ จนเลยเถิดไปถึงการพากันย้อนกลับยังอดีตอันหวานอมขมกลืน หวนคืนสู่ความรู้สึกและความทรงจำเก่าๆ และสวมบทเป็นคู่รักกันอย่างวันวาน
          ภาพยนตร์ขับเคลื่อนไปด้วยบทสนทนาของสองนักแสดง ทั้งเรื่องแทบจะไม่มีตัวละครอื่นโผล่เข้ามามีบทบาทเลย พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันหนึ่งวัน และดึงเอาเรื่องราวทั้งหมดในอดีตกลับมา ทั้งคู่ยังจดจำสิ่งต่างๆ ของอีกฝ่ายได้ จำเรื่องบ้าบอที่ได้ทำร่วมกัน จำเรื่องหัวเสียที่แต่ละคนไม่ชอบใจ แล้วภาพยนตร์ก็เปิดปมที่ส่งผลให้ทั้งสองต้องแยกทางกัน พร้อมกับตั้งคำถามให้กับเราและตัวละครว่า “ถ้าวันนั้น” เราทำอีกอย่าง เรื่องก็คงไม่จบลงด้วยการทำร้ายกันแบบนี้ แต่ในเมื่อไม่ได้ทำและเราก็มาไกลเกินกว่าจะแก้ไข ต่อจากนี้เราควรจัดการกับความรู้สึกที่มีต่อกันอย่างไร



          มันเป็นความปวดแปลบที่หนักหน่วงเกินกว่าจะพูดออกมา เหมือนพวกเขาต่างติดอยู่ตรงนั้น เดินหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งที่มีบางสิ่งถ่วงอยู่ข้างใน คล้ายสายสัมพันธ์ที่ไม่มีสิ่งใดตัดขาด แม้เราจะขาดออกจากกันแล้วก็ตาม